ดนตรีกับการเดินทาง สิ่งคู่กันที่ขาดไม่ได้

ในวันที่ต้องออกทริป ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปแบบยกก๊วน ในระหว่างเดินทางนั้น หากขาดดนตรีไป ทริปนั้นก็คงจะกร่อย ไม่สุดเสียทีเดียว เปรียบเสมือนกินข้าวหมูทอดแต่ขาดน้ำจิ้มเด็ด ๆ ไปนั่นเอง ดนตรีนั้นเป็นส่วนช่วยเติมเต็มทริปนั้น ๆ ของคุณได้เป็นอย่างดี ไปดูกันว่าดนตรีจะมีบทบาทตรงไหนของทริปได้บ้าง

เพลงคันทรีกับวิวภูเขา

ถ้าจับท่อนฮุคของเพลง Country road take me home ของ John Denver มามัดรวมกับวิวภูเขาเขียวชอุ่มที่เรียงรายสุดเส้นถนนข้างทางแล้วล่ะก็ แทบจะไม่สามารถต้านทานการเอียงศีรษะซ้ายที ขวาที ตามจังหวะกลองไปเลย มันช่างทำให้รู้สึกถึงการเดินทางจริง ๆ จนบางทีคุณอาจจะอยากให้ถนนยาวไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความสุขที่จะมากขึ้นตามลำดับ ลองเปลี่ยนเป็นเพลงไทยบ้างอย่างเพลง หนุ่มพเนจร ของปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ก็จะทำให้คุณต้องตบพวงมาลัยตามจังหวะไปด้วยแน่ ๆ ระดับความฟินจะพุ่งขึ้นสูงสุดเลยทีเดียว

แหกปากให้สุดเสียงกับชาวแก๊งค์ เพื่อนซี้

เลือกเพลงที่ชอบขึ้นมา หมุนวอลลุ่มให้ดัง แล้วตะโกนร้องพร้อมกันกับเหล่าเพื่อนซี้ บนรถที่กำลังแล่นไปสู่จุดหมาย นี่แหละคือช่วงเวลาคุณภาพที่จะบันทึกอยู่ในความทรงจำของคุณไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน ในทริปที่ไปเป็นหมู่คณะนั้น มักจะมีเพลงที่เป็นเพลงประจำก๊วนกันอยู่แล้ว แค่ร้องออกมาให้สุดเสียง ประสานเสียงกัน หรือจะผลัดกันคนละท่อนล้วนสร้างความสุขในการเดินทางทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะสนุกกันขนาดไหนก็อย่าประมาทในการขับรถด้วยล่ะ

กีต้าร์โปร่งหลังมื้อค่ำ

ไฮไลท์ของทริปนั้นก็คือการมาถึงจุดหมายปลายทาง ได้ท่องเที่ยวทำภารกิจต่าง ๆ จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังอาหารเย็นชุดใหญ่ไปแล้ว จะขาดไม่ได้เลยกับกีต้าร์โปร่ง 1 ตัว กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ตามแล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน 1 ขวด แค่นี้ก็พร้อมสำหรับมินิคอนเสิร์ตย่อม ๆ ที่ทุกคนล้อมวงกัน แย่งกันร้องบ้าง แย่งกันเล่นบ้าง ร้องเพี้ยนบ้าง ร้องดีบ้าง แต่รับประกันได้ว่ามินิคอนเสิร์ตนี้ มักมีช่วงเวลาทำการแสดงที่ค่อนข้างยาวนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว บางทีอาจถึงเกือบเช้าของอีกวันด้วยซ้ำไป

เห็นได้ชัดว่าดนตรีนั้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มกับการเดินทางอย่างมากจริง ๆ เริ่มตั้งแต่ขึ้นรถออกจากบ้านไประหว่างทาง จนถึงจุดหมาย กระทั่งขากลับ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้ อ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่ารอช้าไป รีบดูปฏิทินเช็กวันว่างให้ดี เสิร์ชข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็จัดลิสเพลงสุดโปรดลงมือถือให้เรียบร้อย แล้วไปดูกันว่าดนตรีจะทำให้ทริปของทุกคนนั้นแฮปปี้ได้มากแค่ไหน

 

ธรรมดาโลกไม่จำ! 4 เพลงสุดขั้วบนโลกใบนี้

เพลงที่เราทุกคนฟังกันมาเกือบทั้งชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีความแตกต่างกันที่แนวเพลง ความไพเราะ อารมณ์ หรือความหมายที่ศิลปินต้องการสื่อสารออกมา แต่ถ้าพูดถึงโดยรวม ๆ แล้ว หลาย ๆ บทเพลงก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันในระดับหนึ่ง แต่วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับเพลงแปลกๆ ที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า “มีเพลงแบบนี้ในโลกใบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”

บทเพลงที่ยาวที่สุดในโลก

ความยาวของบทเพลงที่ยาวประมาณ 3 ถึง 5 นาที คือระดับมาตรฐานของหูคนเราที่จะเสพเข้าถึงแก่นของเพลงนั้น ๆ ได้อย่างพอเหมาะพอดี แต่นั่นไม่ใช่ทฤษฎีกับบทเพลงของไมเคิล บอสทวิกค์ แน่ ๆ ในเพลงที่มีชื่อว่า The Rise and Fall of Bossanova ในโปรเจ็กต์ PC III ของเขา ความยาวนั้นมากถึง 13 ชั่วโมง 23 นาที กับอีก 32 วินาทีได้ถูกจารึกเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2016 ส่วนเนื้อหาในเพลงนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยการสร้างบรรยากาศ ความล่องลอย และการผ่อนคลายที่ยาวนานอย่างแท้จริง

เพลงที่สั้นที่สุดในโลก

พูดถึงเพลงที่ยาวที่สุดไปแล้ว เลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเสนอเพลงที่สั้นที่สุดด้วย You Suffer ของวงร็อกอย่าง Napalm Death โดยเพลงสุดกวนนี้มีความยาวเป็นสถิติโลกที่ 1.316 วินาที เรียกได้ว่าใครจะฟังเพลงนี้แค่เผลอไอหรือหาว ก็ไม่ทันได้ฟังเสียแล้ว

เพลงที่ใช้ภาษาเยอะที่สุดในโลก

ตั้งแต่ไหนแต่ไรในเพลงเพลงหนึ่งก็จะมีแค่ 1 หรือ 2 ภาษาเท่านั้น เพราะแค่นี้ก็เพียงพอต่อการสื่อความหมายถึงผู้ฟังแล้ว แต่ถ้ามีทั้งหมด 145 ภาษาภายในแค่ 1 เพลงล่ะ…แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว นักร้องจะร้องยังไง? เพลงจะกล่าวถึงอะไร? จะเป็นไปได้เหรอ? คำถามพวกนี้จะหมดไปเลยเพียงแค่ได้ฟังเพลงของ AnDuDu ชาวออสเตรเลีย คนนี้ เขาได้รวบรวมเรียบเรียงคำบอกรักจากทั่วโลกมาไว้ในเพลงเพลงเดียว ฉะนั้นหากคุณคิดจะบอกรักใครล่ะก็ ใช้เพลงนี้ได้เลย รับประกันว่าต้องโดนใจสักหนึ่งภาษาในนั้นแน่ ๆ

เพลงที่หายใจน้อยที่สุดในโลก

                Shankar Mahadevan นักร้องและนักประพันธ์เพลงชาวอินเดีย กับเพลงสร้างชื่อของเขา Breathless ในปี 1998 ซึ่งในส่วนของเนื้อร้องนั้น เขาได้ร้องต่อเนื่องแบบไม่พักหายใจยาวนานถึง 3 นาที ถือว่านานมาก ๆ และคงหานักร้องคนไหนมาร้องเพลงนี้ไม่ได้ง่าย ๆ แน่นอน

ขึ้นชื่อว่าเพลงไม่ว่าจะมีความยาวมากน้อยหรือใช้ภาษาเยอะน้อยแค่ไหน จุดมุ่งหมายสูงสุดของคนแต่งนั้นย่อมต้องการที่จะมอบความสุข ความบันเทิงแก่คนฟังทั้งสิ้น อ่านถึงตรงนี้ต้องบอกเลยว่าเหล่านักเสพเพลงทั้งหลายอย่ามัวชักช้าอยู่ ยังไงต้องลองมาหาฟังให้ได้สักครั้ง แล้วทุกคนจะได้รู้ว่าในโลกนี้ก็มีเพลงแบบนี้อยู่ด้วย

 

เพราะดนตรีนั้นคือชีวิต และกำลังใจ

ดนตรี มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์เรามานานมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ล้วนแล้วแต่มีดนตรีในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ตั้งแต่ออกจากท้องแม่มา ชีวิตของเราก็มีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่เพลงกล่อมเด็กที่แม่ร้องให้ฟัง เพลงที่ชอบฟังตอนวัยรุ่น ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็มีการใช้ดนตรีในพิธีกรรมทางศาสนา ต้นกำเนิดของดนตรีนั้น ได้มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดมาจากความหวาดกลัวปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ยุคก่อน ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ และมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า จึงได้มีการใช้การเต้น การร้อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับเทพเจ้า เพื่อบวงสรวง ขอพร หรือเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของเทพเจ้าที่ดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

ดนตรีคือภาษาสากลของมนุษยชาติ

เพราะดนตรี เป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส ด้วยการถ่ายทอดอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ผ่านท่วงทำนองเพลงที่มีความไพเราะ แม้จะเป็นคนละภาษา ไม่สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคำ แต่ก็สามารถสื่อสารอารมณ์ให้ผู้ที่ฟังดนตรีเข้าใจได้อย่างชัดเจน หรือแม้แต่ดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้อง ก็ยังสามารถสื่อสารความหมายในบทเพลงถึงคนฟังได้

รูปแบบของดนตรีในยุคสมัยต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านตามวัฒนธรรม ความเชื่อ มีการคิดค้นเครื่องดนตรีใหม่ ๆ และผ่านการฉีกกฎและรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ มามากมายนับไม่ถ้วน ทำให้เกิดแนวเพลงต่าง ๆ มากมาย ที่รู้จักกันทั่วไป ก็ได้แก่ เพลงคลาสสิค, โฟล์ค, แจ๊ซ, ร็อคแอนด์โรลล์, ป๊อบ, อาร์แอนด์บี, ฟังก์ ฯลฯ เรียกได้ว่า การพัฒนาของดนตรีในแต่ละยุคสมัยนั้น ไม่ได้เกิดจากการทำตามกฎเกณฑ์ใด ๆ หากแต่เกิดจากการแหวกขนบดั้งเดิม ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ แนวดนตรีใหม่ ๆ ขึ้นมาบนโลกนี้อยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟในยุคหนึ่ง มาจนถึงการเกิดขึ้นของเพลงอินดี้ในปัจจุบัน

ร้อยบทเพลง ร้อยเรื่องราวชีวิต

อย่างที่บอกว่า ดนตรีมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราตั้งแต่วันแรก จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต หากยังนึกความสำคัญของดนตรีไม่ออก ก็ลองจินตนาการดูเล่น ๆ ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีเสียงดนตรีจะเงียบเหงาแค่ไหน บางครั้งบางตอน เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของเรา ก็อาจบอกเล่าได้ด้วยเพลง ๆ หนึ่ง เพราะเพลงก็คือการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของคนแต่งเพลงถึงคนฟัง เมื่อพบเจออะไรมาคล้ายกัน หรือมีประสบการณ์ร่วม ก็จะมีความ “อิน” กับเพลง ๆ นั้นได้ไม่ยาก การเรียงร้อยเสียงดนตรีให้เป็นบทเพลง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ชักชวนให้คนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์ร่วมไปกับบทเพลงได้ไม่ยาก เหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา จึงมีเพลงเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลประจำปี งานวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานเลี้ยงแสดงความยินดีต่าง ๆ เพลงที่ใช้ในแต่ละงานก็จะแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นในชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจมีความเกี่ยวข้องกับเพลงหลายร้อยเพลง เมื่อดนตรีกับวิถีชีวิตคนเราไม่เคยแยกห่างจากกัน ดังนั้น วลีที่ว่า “ดนตรีนั้นคือชีวิต” ก็คงไม่ผิดนัก

ทำไมเพลงที่เราฟังตอนวัยรุ่น ถึงติดหูมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อน ๆ เคยเป็นกันไหมคะ ฟังเพลงเก่า ๆ ทำให้เรานึกถึงสมัยเป็นวัยรุ่น และเราก็ยังสามารถร้องเพลงนั้นอยู่ได้ เรียกได้ว่าเพลงนั้นที่เราฟังสมัยตอนยังเป็นวัยรุ่น ติดตราตรึงใจมาจนถึงปัจจุบัน และหลาย ๆ ครั้งเราก็เผลอแอบร้องเพลงนั้น ๆ ออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว

Continue reading “ทำไมเพลงที่เราฟังตอนวัยรุ่น ถึงติดหูมาจนถึงปัจจุบัน”

5 เหตุผลที่คนเราชอบฟังเพลง… ถึงแม้ว่าเราจะไม่เข้าใจในภาษานั้นก็ตาม

เชื่อว่าใครๆ หลายๆ คนต่างก็ชื่นชอบที่จะฟังเพลง ไม่ว่าเพลงนั้นจะเป็นเพลงไทย หรือเพลงต่างประเทศ และเพลงต่างประเทศหลายๆ เพลงนั้นก็มีดนตรีที่ดี จนเราชอบฟังทั้งๆ ที่เราไม่เข้าใจภาษานั้นเลยสักนิดเดียว

.

.

แต่ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคด้านภาษา เราก็ยังคงชื่นชอบที่จะฟังเพลงเหล่านั้นอยู่ดี คุณอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วสินะคะ เรามาดูกันดีกว่า ว่าทำไมเพลงที่เราฟังไม่เข้าใจ แต่เรายังคงชอบฟังเพลงเหล่านั้นอยู่

.

1. สามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ผ่านเพลงนั้นได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนเรานั้นสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ผ่านการฟังเพลงได้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ได้รับการพิสูจน์กันมาเรียบร้อยแล้วว่าการฟังเพลงภาษาต่างประเทศนั้น จะช่วยให้เราพัฒนาภาษาได้จริงๆ ทั้งในด้านของการออกเสียง สำเนียง การฟัง และการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ

.

2. คุณรู้สึกอินกับดนตรี

ถึงแม้ว่าเราจะไม่เข้าใจในเนื้อหาของเพลงเลยแม้แต่นิด แต่ดนตรีก็ยังคงทำให้คุณรู้สึกอินได้ ด้วยท่วงทำนองที่ทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลิน ไม่รู้เบื่อ

.

3. คุณสามารถเต้นไปกับเพลงได้

แน่นอนว่าการเต้นคือภาษาสากลที่ทุกคนทุกชนชาติต่างแสดงออกเหมือนกันทั่วทั้งโลก ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันไปบ้างตามวัฒนธรรม แต่การที่เราฟังเพลงที่มีจังหวะดีๆ จะช่วยทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลินและเต้นไปกับเสียงเพลงได้

.

4. เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านบทเพลง

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจในเนื้อหาของบทเพลงเลยแม้แต่น้อยนิด แต่การที่คุณฟังเพลง จะทำให้คุณซึมซับและรับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาผ่านแนวทางของดนตรี และมิวสิควีดีโอ ซึ่งการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ นี้ ทำให้คุณได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น

.

5. คุณสามารถแปลเนื้อหาเพลงได้หลังจากนั้น

หากคุณมีความชื่นชอบในการฟังเพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจในภาษานั้นๆ เลยก็ตามที แต่คุณก็จะหาทางที่จะได้หาเนื้อเพลงและแปลมันออกมาเป็นภาษาของคุณ และนั่นคือหนึ่งในวิธีในการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ และวัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบ