5 เพลงของ Barbie ที่ปลุกพลังของเด็ก ๆ ให้ตื่นขึ้น

หากดูเพียงแต่ผ่าน ๆ ตาแล้ว ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องบาร์บี้คงเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของใครหลาย ๆ คน แต่บางคนอาจเบือนหน้าหนีกับความชมพูจ๋าของมันที่อาจทำให้ดูแบ๊วเกินไปเสียหน่อยหากจะดู และมองเป็นเพียงการ์ตูนที่ทำมาขายตุ๊กตาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ์ตูนเรื่อง บาร์บี้ มีเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้งและมีคติสอนใจที่ดีเสมอ แฝงไปด้วยแนวคิดที่จะทำให้เด็ก ๆ ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย และใครก็ตามที่ได้ดูจะได้มั่นใจ พร้อมที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต

รวมเพลงที่ฟังแล้วได้พลังใจทางด้านบวก

1.Get Your Sparkle On : Barbie: A Fashion Fairytale

ความเชื่อมันในตนเองคือสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข กับตัวเองให้มากที่สุด เพลงนี้จะกล่าวถึงการปลุกใจให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือกเสมอ ให้เป็นคนกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เชื่อในตัวเองแล้วก็ออกไปลุยกันได้เลย

2.Look How High We Can Fly : Barbie Princess & The Popstar

การนำพาตัวเองทะยานสู่จุดสูง ๆ อย่างมั่นใจ เช่นเคยกับเพลงอื่น ๆ ที่เป็นเพลงปลุกใจนิด ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสียงร้องใส ๆ กับทำนองติดหู แล้วมาดูกันว่าเราจะเติบโตได้อย่างดีให้มากที่สุดถึงแค่ไหน และจุดสูงสุดของเราจะสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีวันดิ่งลง

3.I Am a Girl Like You : Barbie Princess And The Pauper

เป็นเพลงที่สอดแทรกเรื่องความเท่าเทียมของคนในสังคมได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือรวย ก็สามารถสร้างมิตรภาพดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้ และแน่นอนว่าเราทั้งคู่ก็เป็นคนเหมือน ๆ กัน

4.Find Yourself in the Song : Barbie in Rock’N Royals

กล่าวถึงความฝันของเราที่มุ่งมั่นจะทำ มีการสอดแทรกเรื่องของมิตรภาพและความเป็นทีมเวิร์คไว้ได้อย่างดี ทำให้ผู้ฟังรู้สึกครึกครื้นฮึกเหิม และต้องมีบางคนแอบขยับตัวตามจังหวะกันบ้าง

5.All For One And One For All : Barbie And The Three Musketeers

เพราะเป็นเพลงจากบาร์บี้ภาคสามทหารเสือ ตัวเนื้อเพลงจึงมีการกล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทีม เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจทำลายหัวใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ลงได้

บาร์บี้ ไม่ได้มีดีแค่ตุ๊กตา

ความน่าสนใจของเพลงในบาร์บี้คือ การมีเด็กเป็นจำนวนมากที่ยังจำได้และร้องเพลงเป็นเมื่อโตขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละเพลงถูกแต่งมาอย่างตั้งใจ ละเมียดละไมเสมอ ทั้งคำร้องและทำนองต่างก็มีความหมายที่ดีและเน้นเรื่องของอารมณ์บวก ที่ถึงแม้คุณอาจไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ของบาร์บี้ก็ตาม ก็ยังชี้ได้เสมอว่าเพลงจำพวกนี้มีลักษณะคล้าย “เพลงบาร์บี้” ที่ถ้าหากเปิดใจฟังและมองดูเนื้อเพลงอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็จะได้ความรู้สึกที่ถูกปลุกใจให้ใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแทบทุกเพลง

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/MT936Wg92WYwqKPm7

มนตราแห่งเสียงเพลงอันน่าอัศจรรย์ใจใน Harry Potter

สิ่งที่เราอาจไม่เคยคิดกันมาก่อนคือโจทย์ที่ท้าทายของเหล่าทีมงานด้านเสียงของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Harry Potter ที่ต้องแบกความคาดหวังเอาไว้อย่างหนัก เพราะนี่ไม่ใช่หนัง หากแต่เป็นตำนานที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ และจะเวียนกลับมาเล่นใหม่เสมอตามการเปลี่ยนแปลงของวันเวลาและเด็กที่กำลังเติบโต ดังนั้นแล้ว เสียงหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งเวทมนตร์ไม่ได้มีจริงในชีวิตของเรา สิ่งสำคัญคือต้องอาศัยจิตนาการอย่างสูงที่จะสร้างเสียงของเวทมนตร์ เสียงไม้กายสิทธิ์ หรือเจ้าต้นแมนเดรกขึ้นมาให้ได้ เช่นกันกับบทเพลงบรรเลงประกอบด้วย

เสียงที่ดังก้องในไม้กายสิทธิ์

ความมหัศจรรย์ของเวทมนตร์และคาถา คือสิ่งที่หลับใหลอยู่ในใจของเรามาช้านาน จนกระทั่ง Harry potter เข้ามา เสียงเหล่านั้นก็เริ่มชัดเจนขึ้นไปในทางเดียวกัน เราสามารถนึกเสียงคร่าว ๆ ในหัวได้คล้าย ๆ กันจากคาถาเดียวกัน และถ้าฟังดูเผิน ๆ ใครจะรู้ได้ว่าองค์ประกอบของเสียงเหล่านั้นคืออะไรกันบ้าง

เช่นเดียวกับเพลงภายในเรื่อง ที่ขับเร้าอารมณ์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ และเป็นที่น่าประทับใจที่เพลงแต่ละเพลงมีแนวทางอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเพลงตีมของสถาบันเวทมนตร์ต่าง ๆ ทั้งโบซ์บาตงและเดริมสแตรงค์ที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อใช้เป็นการโชว์เปิดตัวในภาค แฮรี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี ทั้งความอ่อนหวานนุ่มนวลของโบซ์บาตง และความฮึกเหิมแข็งแกร่งของเดริมแสตรงค์ จนหนังฉากนี้กลายเป็นที่จดจำของใครหลาย ๆ คน

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเพลง hedwig’s theme ที่แค่เพียงได้ยินก็รับรู้ได้ถึงการมาของ แฮรี่ พอตเตอร์ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงหลักสำหรับหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว เพราะจะถูกนำมาใช้ในซีนสำคัญ ๆ แทบทุกครั้ง เช่นเดียวกันกับ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ที่ปัจจุบันกลายเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เป็นเพลงบรรเลงในกล่องดนตรีสำหรับกล่อมเด็ก หรือใช้ในสินค้าต่าง ๆ

ทั้งนี้ต้องบอกว่า จอห์น วิลเลียมส์ ผู้แต่งเพลงนี้เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถสุด ๆ ในทุก ๆ ด้านอย่างค้านไม่ได้ เพราะนอกจากเขาจะเป็นผู้แต่งเพลง hedwig’s theme แล้ว เขายังเป็นนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอีกหลาย ๆ ที่เราคุ้นหูกันดี อย่าง สตาร์ วอร์ส (Star Wars) และ จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) แน่นอนว่าเพลงจากแฮรี่ พอตเตอร์ ก็กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเช่นกัน

เพลงที่ใช่ ฉากที่ชอบ

เหล่า Potterhead หลาย ๆ คนคงมีฉากที่ชอบในดวงใจ และแน่นอนว่าในซีนเหล่านั้นคงมีเพลงประกอบบรรเลงเพื่อเสริมอารมณ์ให้เข้ากับเนื้อเรื่องไปด้วย เมื่อหลับตาแล้วคิดถึงฉากนั้นดูแล้ว รายละเอียดต่าง ๆ ที่ภาพยนตร์ได้ใส่ลงไปก็ยังทำให้ประทับใจได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ ที่มีทั้งเสน่ห์ความน่าหลงใหลของความกล้าหาญและมิตรภาพระหว่างตัวละครที่ผสมกับเล่ห์เหลี่ยมของเวทมนตร์ ความน่าอัศจรรย์ใจของคาถามาผสมรวมเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/1RcxugxksvmFt5Sj7

คนทำเพลงประกอบภาพยนตร์ในยุคที่ใคร ๆ ก็ทำหนังได้

เพลงประกอบภาพยนตร์ตามหลักแล้วแบ่งเป็นสองแบบคือ Soundtrack และ Film score Soundtrack นั่นก็ตามที่ทุกคนเข้าใจ คือการแต่งเพลงขึ้นมาเพื่อประกอบในภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ จะแต่งขึ้นมาโดยเฉพาะหรือเลือกใช้เพลงที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว ส่วนการทำ Film score นั้นคือการทำดนตรีซึ่งจะเป็นโน้ตเดียวกับ Soundtrack ก็ได้ เพื่อนำมาประกอบในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของหนังเพื่อบ่งบอกถึงอารมณ์หรือชักน้ำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของซีนนั้น ๆ ซึ่งในยุค Dialogue นั้นการทำเพลงประกอบต้องอัดเสียงการเล่นจากวงดนตรีจริงเหมือนกับการมิกซ์เพลงลงอัลบั้มของนักร้อง ซึ่งการใช้วิธีนั้นมันต้องใช้งบประมาณมาก ในยุคที่หนังยังทำรายได้เยอะการอัดเสียงซาวด์แทร็กยังเป็นสิ่งที่คุ้มที่จะทำ

Digital เปลี่ยนแปลงยุคสมัย

                การเกิดขึ้นของยุตดิจิตอล ได้สร้างแอปพลิเคชันที่สามารถทำงานทั้งหมดได้ด้วยแล็บท็อบตัวเดียว ต้นทุนการสร้างหนังจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างทั้งการฉายที่ไม่ต้องพึ่งโรงหนังอีกต่อไป หรือช่องทางการเสนอคอนเท้นต์ที่มีแพลตฟอร์มหลายทาง เช่น ยูทูปหรือเน็ตฟลิกซ์ ทำให้ผู้สร้างจำเป็นต้องลดต้นทุน วิทยาการเหล่านี้ทำให้การทำเพลงง่ายขึ้นกว่าเดิมไม่ต้องใช้ห้องอัดใหญ่ ๆ ราคาแพง ๆ อีกต่อไป บางคนทำได้ด้วยโทรศัพท์เครื่องเดียว คนทำเพลงประกอบภาพยนตร์จึงต้องปรับตัว “เดี๋ยวนี้ Film score ไม่ต้องทำเองอีกแล้ว มีซาวด์ต่าง ๆ ขายใน Library ในอินเตอร์เน็ตมากมายให้เลือกซื้อและราคาไม่แพง ของฟรีก็มี” คนทำเพลงท่านหนึ่งกล่าวไว้

                แม้แต่ Soundtrack ก็มีทั้งขายในโลกออนไลน์หรือมีแอปพลิเคชันที่สามารถช่วยแต่งเพลงให้อย่างมืออาชีพ เมื่อทุกอย่างเอื้อให้คนทำหนังขนาดนี้ ต้นทุนทุกอย่างจึงลดลง และเชิญชวนให้ใครก็ได้ที่มีความฝันเข้ามาสู่วงการสร้างภาพยนตร์ การสร้างภาพยนตร์ในยุคนี้จึงไม่ได้แข่งกันที่ต้นทุนอีกต่อไป กึ๋นหรือคอนเทนต์ใครโดนกว่าต่างหากที่เป็นคำตอบ

                คนทำเพลงจึงเติบโตขึ้นมากมายและแข่งประชันกันที่ไอเดีย ซึ่งหากใครคิดแค่ว่ามันถูกจะทำยังไงก็ได้ ก็จะเจอกับคำว่า “เหงา” เช่นเดียวกับการวางเดิมพัน ที่เราขอแนะนำให้เลือกเว็บที่ไว้ใจได้อย่าง VWIN ไม่มีใครสนใจงานที่ตัวเองสร้างจากความง่าย ถึงแม้จะเป็นงานที่มีขายในอินเตอร์เน็ตก็จะกลายเป็นงานซ้ำ ๆ ถ้าทุกคนเอาแต่ซื้อ จึงกลายเป็นมีอาชีพนักสร้างวัตถุดิบเหล่านี้ขึ้นมาขาย เพลงแปลก ๆ ซาวด์แปลก ๆ ถูกนำเสนอมาขายและทำรายได้ได้มาก ซึ่งอาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ ๆ หรือมืออาชีพรุ่นเก่า ๆ นี่แหล่ะที่หาทางออกให้กับชีวิตในโลกยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อเอาชีวิตรอด

โลกเปลี่ยนเร็ว ทุกคนต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า

                  ทุกชีวิตมีทางไปของมัน ขอแค่ไม่นั่งรอโอกาส แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงได้เร็วจนดูเหมือนว่าจะตามไม่ทัน แต่แค่ทุกคนมองหาโอกาสและพัฒนาตัวเอง ทุกคนย่อมไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้การทำเพลงหรือทำซาวด์มันง่ายขึ้น ต้นทุนจะต่ำลง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่ยงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหนก็ไม่อาจมาแทนที่ได้ คือความคิดของมนุษย์ กึ๋น คือสิ่งที่จะแยกคนเก่งออกจากคนธรรมดา

อาชีพนักพากย์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกเสียงในภาพยนตร์และการ์ตูนเรื่องโปรด

หากนักแสดงคือผู้ที่ทำการแสดงผ่านหน้าตาและท่าทาง นักพากย์ก็คงเป็นผู้ที่ทำการแสดงผ่านน้ำเสียง อาชีพนักพากย์นี้เปรียบเสมือนอาชีพที่อยู่ในมุมมืด ไม่ใช่เพราะว่าเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดี แต่เป็นเพราะการพากย์เสียงคืองานที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากและหน้าจอ หลบจากสายตาของผู้คนและใช้เสียงของตนเองในการสวมบทบาทเป็นคาแรคเตอร์ต่าง ๆ นักพากย์คืออาชีพที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในวงการสื่อหลายแขนง ทั้งการพากย์เสียงบรรยายในภาพยนตร์, พากย์เสียงตัวละครในแอนิเมชัน, พากย์เสียงบรรยายการแข่งขันกีฬา หรือพากย์เสียงโฆษณาสินค้าและบริการ

Voice Over Artist อาชีพของนักพากย์เสียงในภาพยนตร์และรายการทีวี

                นักพากย์เสียงก็เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ที่มีสาขาแยกย่อยในสายอาชีพของตัวเอง เช่นเดียวกันกับหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นักพากย์ประเภทหนึ่งที่จะกล่าวถึง คือนักพากย์แบบ Voice – Over Artist ซึ่งมีความหมายว่าเป็นนักพากย์สำหรับวงการภาพยนตร์ และรายการที่ออกอากาศทั่วไป สำหรับภาพยนตร์ก็จะพากย์ในส่วนของ “ตัวอย่างภาพยนตร์” เป็นหลัก รวมถึงการพากย์บทบรรยายที่อาจมีบ้างประปรายในแต่ละเรื่อง

                Redd Pepper คือชื่อของนักพากย์ชาวอังกฤษที่โด่งดังมาก ๆ คนหนึ่ง เขาพากย์เสียงตัวอย่างภาพยนตร์และรายการทีวีจำนวนมาก หากลองนึกดูดี ๆ เราจะพบว่าในบรรดาตัวอย่างภาพยนตร์เวอร์ชันภาษาอังกฤษ จะมีอยู่เสียงหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเสมอ เป็นเสียงของผู้ชายที่มีความ ทุ้ม ต่ำ ลึก อยู่ในโทนเบส และมักจะเริ่มต้นการบรรยายในรูปแบบคลาสสิก ด้วยการพูดว่า “In a world…..”  เสียงนี้เองคือเสียงที่พากย์โดย Redd Pepper ด้วยเสียงที่มีเอกลักษณ์แสนชัดเจน เขาจึงมีผลงานการพากย์ตัวอย่างภาพยนตร์มากกว่าร้อยเรื่อง และในจำนวนนั้นก็มีภาพยนตร์เก่าที่โด่งดังหลายเรื่อง เช่น Men in Black, The Blair Witch Project, Space Jam, Amistad และเรื่องอื่น ๆ จนอาจกล่าวได้เสียงของเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ และมาตรฐานของเสียงผู้บรรยายในตัวอย่างภาพยนตร์ไปแล้ว

Voice Actor กับการเจาะจงพากย์เสียงในแอนิเมชันสำหรับเด็ก

                ดังที่ได้กล่าวไปว่านักพากย์เสียงก็จะมีแนวที่ถนัดเป็นของตนเอง สำหรับ Tara Strong นักพากย์ชาวแคนาดา-อเมริกันก็เช่นเดียวกัน เธอมีความถนัดในการพากย์เสียงตัวละครในการ์ตูนสำหรับเด็ก ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็เป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เธอคือเบื้องหลังของบรรดาเสียงมากกว่า 80 ตัวละคร เชื่อว่าใครหลายคนน่าจะเคยได้ยินผ่านหู แต่ไม่รู้มาก่อนว่ามาจากคนเดียวกัน เช่น เสียงของ Raven ในเรื่อง Teen Titans, เสียงของ Bubble ใน The Power Puff Girl, เสียงของ Timmy Turner ใน The Fairly OddParents และ เสียงของ Batgirl ใน Batman ตอนต่าง ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่า Tara จะต้องพากย์ตัวละครจำนวนมาก แต่เธอก็ไม่ได้เกิดความสับสน เธออธิบายว่า เหมือนกับว่าเธอได้สร้างคาแรคเตอร์คู่กับเสียงเหล่านั้นไว้ในหัว แล้วคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ก็สลับกันออกมาเมื่อถึงเวลาพากย์แต่ละเรื่อง

                จากเรื่องราวของทั้ง Redd Pepper และ Tara Strong ในฐานะ Voice – Over Artist หรือ Voice Actor ทำให้ได้เห็นว่านักพากย์คงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ง่าย และมีความท้าทาย จากการที่ต้องควบคุมเสียงให้เป็นเหมือนเดิมตลอด แต่ถ้าสามารถทำได้ ก็น่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกสนุกและมีความสุขไม่น้อย เพราะได้สร้างสรรค์เสียงของตัวเองเพื่อเพิ่มสีสันให้กับตัวละคร

Hollywood in Vienna เทศกาลดนตรีสุดอลังการ จากภาพยนตร์ฮอลลีวูด

ส่วนประกอบหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์คือเพลงประกอบ เพราะเพลงประกอบมีหน้าที่ช่วยเสริมให้คนดูเข้าถึงความรู้สึกของแต่ละฉากได้มากขึ้น หากนึกไม่ออกอาจจะลองย้อนมองที่ตัวเองหรือคนใกล้ตัว ในบางครั้งที่ดูหนังหรือซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาหนักหน่วง เช่น ในฉากที่มีตัวละครเอกตาย ตอนดูนักแสดงเล่นเฉย ๆ ก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ได้แท้ ๆ แต่พอเพลงประกอบขึ้นเท่านั้นน้ำตาที่กลั้นไว้กลับพรั่งพรูลงมาทันที อาการเหล่านี้เองคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเพลงประกอบมีอิทธิพลต่อคนดูมากแค่ไหน ดังนั้นในวงการภาพยนตร์เองจึงมีรางวัล และเทศกาลดนตรีของภาพยนตร์ต่าง ๆ เพื่อให้เกียรตินักแต่งเพลง

The Max Steiner Award รางวัลแห่งเกียรติยศของนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

บางคนอาจจะเคยเห็นวิดิโอที่มีวงออร์เคสตราเล่นเพลงของภาพยนตร์ดัง ๆ อยู่ในโรงละครใหญ่ ๆ และมีบรรดาแขกเหรื่อแต่งตัวหรูหรานั่งชมอยู่ด้านล่าง ดูราวกับว่าเป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งของหนังสักเรื่อง ไม่แน่ว่าการแสดงดนตรีในวิดิโอนั้น อาจจะบันทึกมาจากงาน “Hollywood in Vienna” ก็เป็นได้ เพราะงานนี้เป็นเทศกาลดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เทศกาล Hollywood in Vienna นี้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2007 ถือเป็นงานหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมาก ๆ สำหรับวงการนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

ไฮไลท์แรกของงานที่จะกล่าวถึงคือการมอบรางวัล “Max Steiner Film Music Achievement Award” หรือที่หมายความว่า “รางวัล Max Steiner แด่เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ” ชื่อของรางวัลมาจากชื่อของนักแต่งเพลงชาวเวียนนา ที่มีนามว่า Max Steiner เขาเป็นผู้คิดค้นเทคนิคสำคัญในการทำเพลง สำหรับประกอบภาพยนตร์ในปี 1920 อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ แบบที่เล่นโดยวงออร์เคสตรา อันเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งนักแต่งเพลงเพื่อประกอบภาพยนตร์” ของฮอลลีวูด เมืองเวียนนาเลยได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งดนตรี จะเห็นได้ว่าการเลือกสถานที่จัดงานเป็นเมืองเวียนนาก็เพื่อเป็นการยกย่อง Max Steiner เช่นกัน รางวัลนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันความสามารถของนักแต่งเพลงรุ่นใหม่เรื่อยมา

การแสดงดนตรีที่ดีที่สุดโดย Vienna Radio Symphony Orchestra

ไฮไลท์ที่สองของงานเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ชมตั้งตารอ เพราะจะมีการนำเพลงประกอบของภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง มาแสดงสดโดย Vienna Radio Symphony Orchestra หรือวงออร์เคสตราของเวียนนา ซึ่งสามารถการันตีฝีมือของนักดนตรีได้เลยว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ตัวอย่างเพลงที่เคยมีการแสดงไปแล้วในปีก่อนหน้านี้ เช่น เพลง In Dreams ของเรื่อง The Lord of the Rings หรือ The Curse of the Black Pearl Suite ของเรื่อง Pirates of the Caribbean และเพลงประกอบภาพยนตร์ดังอื่น ๆ อีกมากมาย หากใครอยากลองฟังการแสดงดนตรีที่ผ่านมาแล้วแบบนี้ ทางเว็บไซต์ของงานก็มีลงให้ฟังกันแบบฟรี ๆ ในบางชุดการแสดง ส่วนใครที่อยากลองฟังสดที่งานก็สามารถทำได้ เพราะงานนี้เปิดให้คนทั่วไปจองตั๋วเข้าไปดูได้ เพียงแต่ราคาของตั๋วจะแพงสักเล็กน้อย โดยราคาถูกที่สุดเริ่มที่ 2000 กว่าบาท และราคาแพงที่สุดอยู่ที่เกือบๆ 7000 บาทเลยทีเดียว

สำหรับใครที่เป็นทั้งคอหนังและคอดนตรีงาน Hollywood in Vienna นี้น่าจะเป็นงานที่ควรค่าแก่การเก็บเงินไปรับชม รับฟังให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ว่าราคาค่าเข้าของงานอาจดูแพง แต่ก็คงคุ้มที่จะเสียเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้รับ เพราะความจริงแล้วสุนทรียะจากดนตรีเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้เลย