อาชีพนักพากย์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกเสียงในภาพยนตร์และการ์ตูนเรื่องโปรด

หากนักแสดงคือผู้ที่ทำการแสดงผ่านหน้าตาและท่าทาง นักพากย์ก็คงเป็นผู้ที่ทำการแสดงผ่านน้ำเสียง อาชีพนักพากย์นี้เปรียบเสมือนอาชีพที่อยู่ในมุมมืด ไม่ใช่เพราะว่าเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดี แต่เป็นเพราะการพากย์เสียงคืองานที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากและหน้าจอ หลบจากสายตาของผู้คนและใช้เสียงของตนเองในการสวมบทบาทเป็นคาแรคเตอร์ต่าง ๆ นักพากย์คืออาชีพที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในวงการสื่อหลายแขนง ทั้งการพากย์เสียงบรรยายในภาพยนตร์, พากย์เสียงตัวละครในแอนิเมชัน, พากย์เสียงบรรยายการแข่งขันกีฬา หรือพากย์เสียงโฆษณาสินค้าและบริการ

Voice Over Artist อาชีพของนักพากย์เสียงในภาพยนตร์และรายการทีวี

                นักพากย์เสียงก็เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ที่มีสาขาแยกย่อยในสายอาชีพของตัวเอง เช่นเดียวกันกับหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นักพากย์ประเภทหนึ่งที่จะกล่าวถึง คือนักพากย์แบบ Voice – Over Artist ซึ่งมีความหมายว่าเป็นนักพากย์สำหรับวงการภาพยนตร์ และรายการที่ออกอากาศทั่วไป สำหรับภาพยนตร์ก็จะพากย์ในส่วนของ “ตัวอย่างภาพยนตร์” เป็นหลัก รวมถึงการพากย์บทบรรยายที่อาจมีบ้างประปรายในแต่ละเรื่อง

                Redd Pepper คือชื่อของนักพากย์ชาวอังกฤษที่โด่งดังมาก ๆ คนหนึ่ง เขาพากย์เสียงตัวอย่างภาพยนตร์และรายการทีวีจำนวนมาก หากลองนึกดูดี ๆ เราจะพบว่าในบรรดาตัวอย่างภาพยนตร์เวอร์ชันภาษาอังกฤษ จะมีอยู่เสียงหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเสมอ เป็นเสียงของผู้ชายที่มีความ ทุ้ม ต่ำ ลึก อยู่ในโทนเบส และมักจะเริ่มต้นการบรรยายในรูปแบบคลาสสิก ด้วยการพูดว่า “In a world…..”  เสียงนี้เองคือเสียงที่พากย์โดย Redd Pepper ด้วยเสียงที่มีเอกลักษณ์แสนชัดเจน เขาจึงมีผลงานการพากย์ตัวอย่างภาพยนตร์มากกว่าร้อยเรื่อง และในจำนวนนั้นก็มีภาพยนตร์เก่าที่โด่งดังหลายเรื่อง เช่น Men in Black, The Blair Witch Project, Space Jam, Amistad และเรื่องอื่น ๆ จนอาจกล่าวได้เสียงของเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ และมาตรฐานของเสียงผู้บรรยายในตัวอย่างภาพยนตร์ไปแล้ว

Voice Actor กับการเจาะจงพากย์เสียงในแอนิเมชันสำหรับเด็ก

                ดังที่ได้กล่าวไปว่านักพากย์เสียงก็จะมีแนวที่ถนัดเป็นของตนเอง สำหรับ Tara Strong นักพากย์ชาวแคนาดา-อเมริกันก็เช่นเดียวกัน เธอมีความถนัดในการพากย์เสียงตัวละครในการ์ตูนสำหรับเด็ก ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็เป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เธอคือเบื้องหลังของบรรดาเสียงมากกว่า 80 ตัวละคร เชื่อว่าใครหลายคนน่าจะเคยได้ยินผ่านหู แต่ไม่รู้มาก่อนว่ามาจากคนเดียวกัน เช่น เสียงของ Raven ในเรื่อง Teen Titans, เสียงของ Bubble ใน The Power Puff Girl, เสียงของ Timmy Turner ใน The Fairly OddParents และ เสียงของ Batgirl ใน Batman ตอนต่าง ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่า Tara จะต้องพากย์ตัวละครจำนวนมาก แต่เธอก็ไม่ได้เกิดความสับสน เธออธิบายว่า เหมือนกับว่าเธอได้สร้างคาแรคเตอร์คู่กับเสียงเหล่านั้นไว้ในหัว แล้วคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ก็สลับกันออกมาเมื่อถึงเวลาพากย์แต่ละเรื่อง

                จากเรื่องราวของทั้ง Redd Pepper และ Tara Strong ในฐานะ Voice – Over Artist หรือ Voice Actor ทำให้ได้เห็นว่านักพากย์คงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ง่าย และมีความท้าทาย จากการที่ต้องควบคุมเสียงให้เป็นเหมือนเดิมตลอด แต่ถ้าสามารถทำได้ ก็น่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกสนุกและมีความสุขไม่น้อย เพราะได้สร้างสรรค์เสียงของตัวเองเพื่อเพิ่มสีสันให้กับตัวละคร

Hollywood in Vienna เทศกาลดนตรีสุดอลังการ จากภาพยนตร์ฮอลลีวูด

ส่วนประกอบหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์คือเพลงประกอบ เพราะเพลงประกอบมีหน้าที่ช่วยเสริมให้คนดูเข้าถึงความรู้สึกของแต่ละฉากได้มากขึ้น หากนึกไม่ออกอาจจะลองย้อนมองที่ตัวเองหรือคนใกล้ตัว ในบางครั้งที่ดูหนังหรือซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาหนักหน่วง เช่น ในฉากที่มีตัวละครเอกตาย ตอนดูนักแสดงเล่นเฉย ๆ ก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ได้แท้ ๆ แต่พอเพลงประกอบขึ้นเท่านั้นน้ำตาที่กลั้นไว้กลับพรั่งพรูลงมาทันที อาการเหล่านี้เองคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเพลงประกอบมีอิทธิพลต่อคนดูมากแค่ไหน ดังนั้นในวงการภาพยนตร์เองจึงมีรางวัล และเทศกาลดนตรีของภาพยนตร์ต่าง ๆ เพื่อให้เกียรตินักแต่งเพลง

The Max Steiner Award รางวัลแห่งเกียรติยศของนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

บางคนอาจจะเคยเห็นวิดิโอที่มีวงออร์เคสตราเล่นเพลงของภาพยนตร์ดัง ๆ อยู่ในโรงละครใหญ่ ๆ และมีบรรดาแขกเหรื่อแต่งตัวหรูหรานั่งชมอยู่ด้านล่าง ดูราวกับว่าเป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งของหนังสักเรื่อง ไม่แน่ว่าการแสดงดนตรีในวิดิโอนั้น อาจจะบันทึกมาจากงาน “Hollywood in Vienna” ก็เป็นได้ เพราะงานนี้เป็นเทศกาลดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เทศกาล Hollywood in Vienna นี้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2007 ถือเป็นงานหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมาก ๆ สำหรับวงการนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

ไฮไลท์แรกของงานที่จะกล่าวถึงคือการมอบรางวัล “Max Steiner Film Music Achievement Award” หรือที่หมายความว่า “รางวัล Max Steiner แด่เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ” ชื่อของรางวัลมาจากชื่อของนักแต่งเพลงชาวเวียนนา ที่มีนามว่า Max Steiner เขาเป็นผู้คิดค้นเทคนิคสำคัญในการทำเพลง สำหรับประกอบภาพยนตร์ในปี 1920 อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ แบบที่เล่นโดยวงออร์เคสตรา อันเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งนักแต่งเพลงเพื่อประกอบภาพยนตร์” ของฮอลลีวูด เมืองเวียนนาเลยได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งดนตรี จะเห็นได้ว่าการเลือกสถานที่จัดงานเป็นเมืองเวียนนาก็เพื่อเป็นการยกย่อง Max Steiner เช่นกัน รางวัลนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันความสามารถของนักแต่งเพลงรุ่นใหม่เรื่อยมา

การแสดงดนตรีที่ดีที่สุดโดย Vienna Radio Symphony Orchestra

ไฮไลท์ที่สองของงานเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ชมตั้งตารอ เพราะจะมีการนำเพลงประกอบของภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง มาแสดงสดโดย Vienna Radio Symphony Orchestra หรือวงออร์เคสตราของเวียนนา ซึ่งสามารถการันตีฝีมือของนักดนตรีได้เลยว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ตัวอย่างเพลงที่เคยมีการแสดงไปแล้วในปีก่อนหน้านี้ เช่น เพลง In Dreams ของเรื่อง The Lord of the Rings หรือ The Curse of the Black Pearl Suite ของเรื่อง Pirates of the Caribbean และเพลงประกอบภาพยนตร์ดังอื่น ๆ อีกมากมาย หากใครอยากลองฟังการแสดงดนตรีที่ผ่านมาแล้วแบบนี้ ทางเว็บไซต์ของงานก็มีลงให้ฟังกันแบบฟรี ๆ ในบางชุดการแสดง ส่วนใครที่อยากลองฟังสดที่งานก็สามารถทำได้ เพราะงานนี้เปิดให้คนทั่วไปจองตั๋วเข้าไปดูได้ เพียงแต่ราคาของตั๋วจะแพงสักเล็กน้อย โดยราคาถูกที่สุดเริ่มที่ 2000 กว่าบาท และราคาแพงที่สุดอยู่ที่เกือบๆ 7000 บาทเลยทีเดียว

สำหรับใครที่เป็นทั้งคอหนังและคอดนตรีงาน Hollywood in Vienna นี้น่าจะเป็นงานที่ควรค่าแก่การเก็บเงินไปรับชม รับฟังให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ว่าราคาค่าเข้าของงานอาจดูแพง แต่ก็คงคุ้มที่จะเสียเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้รับ เพราะความจริงแล้วสุนทรียะจากดนตรีเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้เลย