ดนตรีคือยาแห่งความสุขที่กินได้ทุกคน โดยไม่ต้องดื่มน้ำตาม

การที่เราทำงานอย่างหนักในแต่ละวัน ความเครียดจากคนรอบข้าง หรือความกดดันจากครอบครัว ทุกสิ่งนี้ล้วนสะสมอยู่ในร่างกายของเราในรูปแบบความคิด เปรียบเสมือนเป็นโรคมะเร็งทางความคิด มันจะค่อย ๆ กัดกินจิตใจของเราไปทุกวันจนกระทั่งถึงวันที่สมองเรารับไม่ไหว จากนั้นมันจะอัพเกรดตัวมันเองจากความเครียด ความกังวล ว้าวุ่นใจ สู่ความก้าวร้าว โรคซึมเศร้า ความดัน หรือแม้แต่เส้นเลือดสมองแตกถึงขั้นเสียชีวิต

แกะซองยาดนตรีแล้วกินกันเถอะ

คำว่า “ดนตรีบำบัด” นั้นหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง เป็นวิธีดูแลรักษาชีวิตของเราจากภายในสู่ภายนอกที่เห็นผลค่อนข้างดี และค่าใช้จ่ายน้อยมากจนบางทีอาจจะฟรีเลยด้วยซ้ำ มีผลวิจัยที่ว่าในช่วงที่เราว่างนั้น การเลือกฟังดนตรีที่ใช้โทนเสียงต่ำเป็นหลัก ความดังที่ไม่เกิน 50 เดซิเบล ในจังหวะที่ไม่เร็วเกินไปอย่างต่อเนื่องนั้น จะช่วยให้ระบบในร่างกายเริ่มการคูลดาว์น หรือทำงานช้าลง สมองมีสมาธิมากขึ้น และผ่อนคลายอย่างที่สุด

ดนตรีเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงเด็กชั้นยอด

สมองที่กำลังพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของเด็ก ๆ นั้น ต้องการสิ่งเร้าที่มีคุณภาพอย่างที่สุด เพราะถ้าเด็ก ๆ ได้รับสิ่งที่บั่นทอนทางความคิด การพัฒนาการของสมองจะไม่ดีเท่าที่ควร ไอคิว และอีคิวจะต่ำ อาจกลายเป็นคนสมาธิสั้นได้ ดังนั้นการใช้ดนตรีเข้ามาช่วยในการพัฒนาสมองของเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเพลงให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง หรือตอนยังเป็นทารก เนื่องจากการปล่อยให้เด็กดูทีวีนั้น ภาพในทีวีเปลี่ยนไปมาค่อนข้างเร็ว สมองเด็กจะคิดตามไม่ทัน เมื่อภาพเปลี่ยนไป สมองก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการคิดใหม่ ส่งผลให้เด็กเป็นสมาธิสั้นได้ การเปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ ที่มีโน้ตเพลงย้ำวนเวียนอยู่ตัวเดิมค่อนข้างเยอะ สมองเด็กจะเริ่มการจินตนาการ และคาดคะเนตัวโน้ต ส่งผลให้เด็กมีสมาธิที่ดีมากขึ้น

เชื่อมความสัมพันธ์กับทุกคนได้โดยดนตรี

การมอบเพลงความหมายดี ๆ ให้แก่กัน นั้นทำให้หัวใจพองโต ร่างกายเราจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา สารแห่งความสุขนี้จะช่วยให้ร่างกายลดความเครียดที่สะสม ซ้ำยังส่งผลให้รู้สึกในทางบวกทั้งผู้ให้ และผู้รับอีกด้วย การไปร้องคาราโอเกะกับผองเพื่อน ก็ช่วยเชื่อมสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เป็นการทำกิจกรรมกลุ่มที่มีแต่ได้ การได้ตลกขบขันกับคนที่ร้องเพี้ยนบ้าง ได้ออกกำลังกายกับการแย่งไมค์กันร้องบ้าง ได้ทึ่งและประทับใจกับเพื่อนที่เสียงดีบ้าง บางคนอาจจะค้นพบความสามารถของตัวเองแล้วต่อยอดไปอีกก็เป็นได้

ยาชนิดนี้ไม่ต้องไปซื้อที่โรงพยาบาล หรือคลินิก ยาชนิดนี้ไม่ต้องกินหลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น ยาชนิดนี้เป็นยาสามัญประจำสมองของทุกคนที่ควรได้กินอย่างสม่ำเสมอ และมันจะช่วยรักษาบำบัดให้ชีวิตของคุณดีขึ้นจากภายในอย่างแท้จริง

 

เสียงดนตรี กับการเยียวยาจิตใจและร่างกาย

ทุกวันนี้ ในการดำเนินชีวิต หลายคนต้องเผชิญกับความเครียดสะสม จากภาระความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และการดูแลครอบครัว จึงต้องหาวิธีผ่อนคลายสมองและจิตใจกันบ้าง ซึ่งการฟังเพลงก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยจัดการความเครียด พักผ่อนสมอง ได้รับความเพลิดเพลิน แต่นอกจากความบันเทิงที่จะได้รับแล้ว เสียงเพลงก็ยังมีผลดีต่อสมองและจิตใจมากกว่าที่คาดคิด หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ดนตรีบำบัด” หรือ Music therapy มาบ้างแล้ว ดนตรีบำบัดนั้น เป็นการใช้กิจกรรมทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง แต่งเพลง เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ อารมณ์ และสติของผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่การใช้ดนตรีบำบัดจะใช้ในโรงพยาบาล สถานบำบัด ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายและจิตใจ โดยจะช่วยลดความกังวล สร้างแรงจูงใจ ผ่อนคลายอารมณ์ และช่วยให้เกิดสมาธิได้

ดนตรีบำบัด กับภาวะทางจิต

สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยภาวะทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันนั้น การฟังดนตรีจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ตอบสนองต่อเสียงเพลง ทำให้ผู้ป่วยจัดการกับภาวะทางจิตใจได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามมา ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการทางจิต แต่มีความเครียด และกังวลจากอาการป่วยที่ตัวเองกำลังเผชิญ รวมถึงวิตกไปถึงการเข้ารับการรักษา เช่น ต้องเข้ารับการผ่าตัด การฟังดนตรี ก็จะช่วยทำให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเครียด และความวิตกกังวลของผู้ป่วยลงได้

ดนตรีบำบัด กับภาวะทางสมอง

ปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าดนตรีอาจมีผลดีต่อสมอง โดยในผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะสมองเสื่อม ดนตรีบำบัดอาจช่วยลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลงได้ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน ทำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ส่วนในเด็กที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการ เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น เรียนรู้ช้า การใช้ดนตรีจะช่วยกระตุ้นทักษะการสื่อสารของเด็ก ทั้งการพูด การแสดงออกทางกาย รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้

ความเชื่อ กับความจริง

ในความพยายามหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการใช้ดนตรีบำบัดในการบรรเทาอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางจิตใจ ผลการทดลองจากหลาย ๆ แห่งที่ออกมายังคงมีความขัดแย้งกัน และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนว่าดนตรีบำบัดมีประโยชน์ต่อการรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ถึงกระนั้น ดนตรีบำบัดก็ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถช่วยส่งเสริมการรักษาเยียวยาของผู้ป่วยได้ และยังคงได้รับความสนใจนำมาศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเสมอ ซึ่งในอนาคต หากมีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ก็อาจมีงานวิจัยที่สามารถยืนยันประสิทธิผลของดนตรีบำบัดได้อย่างชัดเจน และการใช้ดนตรีบำบัดก็อาจมีการนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น