ชีวิตกับความสำคัญ และอิทธิพลจากดนตรี

ดนตรีคือศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งที่แทรกซึมอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต ดนตรีเป็นตัวกลางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและร่างกาย ที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างน่าประหลาด นอกจากนี้ดนตรียังสามารถใช้ในการบำบัดเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ด้วย หลายเหตุการณ์ที่มนุษย์นิยมใช้ดนตรีในการสื่อสารพูดคุย แม้จะอยู่คนละประเทศ พูดจาคนละภาษา แต่สามารถเข้าใจกันและกันได้ โดยการใช้ดนตรีในการสื่อความหมาย ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า ดนตรีมีความสำคัญต่อชีวิตมากเพียงใด

ดนตรีเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ดนตรีเติมพลังให้จิตใจและช่วยขับเคลื่อนพลังความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น เหล่านักคิดผู้มีชื่อเสียงของโลก เช่น Mozart หรือ Frank Lloyd Wright พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะร่วมกัน นั่นคือพลังความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็ได้รับพลังงานมาจากดนตรีบรรเลงนั่นเอง การได้ยินเสียงดนตรีบรรเลง ท่วงทำนองที่พลิ้วไหวไปตามตัวโน้ต สามารถทำให้เราร้อยเรียงเรื่องราวและความรู้สึกจากท่วงทำนองความรู้สึกเหล่านั้นผ่านเสียงเพลงโดยไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใดออกไป นอกจากนี้ดนตรียังช่วยในการพัฒนาสมองซีกขวา รวมถึงการสร้างและพัฒนาสติปัญญาให้ดีขึ้นอีกด้วย

การใส่ดนตรีเข้าไปในวิชาเรียนทำให้มีความสนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ดนตรีมีบทบาทสำคัญในห้องเรียน หลายวิชาคุณครูได้นำดนตรีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการสอน ทำให้เด็ก ๆ มีความสนุกมากยิ่งขึ้น เช่น การท่องสูตรคูณ การเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ ทำให้นักเรียนจดจำรายละเอียดเรื่องราวและข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ดนตรียังทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัว จะเห็นได้ว่ายุคปัจจุบัน พ่อแม่มักนิยมพาบุตรหลานของตนไปเรียนดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะเป็นการฝึกสมาธิและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์นั่นเอง แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ดนตรีบางประเภทก็อาจส่งผลกระทบในทางลบกับเด็ก ๆ ได้เช่นเดียวกัน อาทิเช่น เนื้อเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง หรือยุยงให้กระทำความผิด ดังนั้นเราจึงต้องคอยเลือกและคัดกรองเพลงในลักษณะต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ๆ ที่จะฟังด้วย

ดนตรีมีพลังแห่งจิตวิญญาณ ดนตรีมีต้นกำเนิดมาจากมนุษยชาติ และหนึ่งในการใช้ดนตรีที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด คือการใช้ดนตรีประกอบกับพิธีทางศาสนา ความเชื่อต่าง ๆ ในบางประเทศ ดนตรีอาจถูกนำมาใช้เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงคราม หรือแม้แต่การประกอบพิธีฝังศพของบุคคลที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก็มีหลักฐานว่าดนตรีถูกนำมาใช้ประกอบในพิธีกรรมเช่นเดียวกัน

ดนตรีสามารถสร้างความรู้สึกทางอารมณ์ การฟังดนตรีประเภทต่าง ๆ เนื้อเพลงที่แตกต่าง จังหวะทำนองที่ต่างกันออกไป มีผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังในขณะนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จากเหตุผลข้างต้น จึงกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้วดนตรีได้ฝังอยู่ในตัวตนของพวกเราทุกคน และเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อให้ทุกคนเข้ามาให้มีความรู้สึกเดียวกัน ผ่านเสียงเพลงที่บรรเลงและดำเนินไปจึงนับว่าดนตรีมีความสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก

ดนตรีหมอลำ เอกลักษณ์ของภาคอีสาน ที่ฟังเมื่อไหร่ ก็แสนจะมีเสน่ห์

หากกล่าวถึงดนตรีในประเทศไทยเราจะพบว่ามีความหลากหลายของวัฒนธรรม รูปแบบดนตรีก็แตกต่างกันไป บ้างก็ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ และความนิยมฟังดนตรีประเภทต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ฟังที่อาจแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและสภาพแวดล้อมทางสังคมของตนด้วย ดนตรีหมอลำก็เป็นดนตรีประเภทหนึ่งที่อยู่กับประเทศไทยมานาน

ดนตรีหมอลำเป็นดนตรีพื้นบ้านทางภาคอีสานของประเทศไทย ที่มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ รวมถึงมีรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง มีแนวทางที่เป็นของตนเองอย่างชัดเจน เป็นเวลากว่าศตวรรษแล้ว ที่เพลงพื้นบ้านหมอลำอยู่คู่กันกับประเทศไทย และมีทำนองละม้ายคล้ายคลึงกับประเทศลาว จนกระทั่งมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากยุคหนึ่งไปยังอีกยุคหนึ่งและมีการผสมผสานระหว่างช่วงเวลาที่เกิดขึ้น นั่นคือในช่วงปี พ.ศ.2503 ถึงปี พ.ศ.2513 ในเวลาต่อมาแนวดนตรีหมอลำได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีแนวร็อกและดิสโก้ จนทำให้เกิดเป็นดนตรีแนวใหม่ซึ่งคือดนตรีลูกทุ่งในปัจจุบันนั่นเอง ดนตรีหมอลำ มีความคล้ายคลึงกับลักษณะของดนตรีลูกทุ่งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเนื้อเพลงที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของการดำรงชีวิต ความยากลำบาก อัตคัด ขัดสน หรือการอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบทที่ยากจนแร้นแค้นไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในเมือง บางครั้งเนื้อเพลงอาจกล่าวถึงความเชื่อของผู้คนที่มีมาช้านาน หรือกระทั่งรากฐานที่มาจากความเชื่อทางศาสนา นักอนุรักษ์นิยมบางคนยังได้พูดถึงดนตรีหมอลำว่า ดนตรีหมอลำอาจแปรียบเทียบได้กับสินค้าอย่างหนึ่ง ที่ขายความเป็นวัฒนธรรมและความดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่นั้น ทั้งนี้เพราะเนื้อเพลงหมอลำได้นิยมพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และยังมีลักษณะเฉพาะตัวที่แนวดนตรีชนิดอื่นยากจะเหมือน เช่น ความเด่นของเสียงร้องที่นำการคุมจังหวะของดนตรี และนักร้องนำส่วนใหญ่จะสามารถเล่นแคนที่เป็นเครื่องดนตรีชิ้นนึงของแนวเพลงหมอลำได้

ดนตรีของหมอลำส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นมาจากการร้องหยอกล้อกันระหว่างหนุ่มสาว เนื้อเพลงมีการเกี้ยวพาราสีหรือพ่อแง่แม่งอน ในส่วนของการแสดงจะเป็นการเล่นโดยนักดนตรีกลุ่มเล็ก ๆ ที่ทั้งร้องและเล่นเครื่องดนตรีแคนไปด้วย นักร้องที่มีชื่อเสียงจากแนวดนตรีหมอลำที่เป็นที่รู้จักคือ บานเย็น รากแก่น, จินตหรา พูนลาภ เป็นต้น

นอกจากนี้ในภาคอีสานยังเป็นที่รู้จักกันในนามของคันตุมซึ่งเป็นเพลงที่โด่งดังรองลงมาจากหมอลำ ซึ่งดนตรีแนวคันตุมนี้ มีที่มาจากประเทศเขมรและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดนกับประเทศกัมพูชา ลักษณะแนวเพลงจะมีจังหวะที่สนุกสนาน เหมาะแก่การเต้นรำ ในขณะเดียวกันก็ยังคงความดั้งเดิมอยู่

ดนตรีหมอลำจึงเหมือนเป็นวัฒนธรรมของภาคอีสานอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถศึกษา ถึงวิถีชุมชนในแบบดัังเดิม และควรที่จะอนุรักษ์สืบไว้ ให้คนรุ่นต่อไปได้สัมผัสความงดงามของเสียงเพลงและความสามารถของคนรุ่นเก่า ๆ ได้เป็นอย่างดี



ดนตรีในประเทศไทยมาไกลแค่ไหน เป็นแนวหน้าเอเชียได้ไหม

ในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า เรากำลังเล่นดนตรีที่ชาวต่างชาติเป็นคนคิดค้นขึ้นมา ในทุก ๆ งานเพลง หากพูดกันตรง ๆ เอาแต่เนื้อ ๆ จริง ๆ แล้ว ก็คือการตกตะกอนทางดนตรีที่พวกเราได้สั่งสมประสบการณ์กันมา เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจนับร้อยนับพันที่ฝังลึกอยู่ในหัว พร้อมที่จะแตกหน่อออกมา ดังนั้นไม่แปลกใจเท่าไรนักที่เพลงไทยบางเพลง จะละม้ายคล้ายคลึงกับเพลงของชาวต่างชาติบ้าง กลายเป็นเหมือนพวกเราตามเขาอยู่หนึ่งก้าวเสมอในทุก ๆ ครั้งที่มีเพลงใหม่ ๆ ออกมา หากมองในแง่ลบก็จะดูเหมือนว่าคนไทยไม่เก่ง แต่จริง ๆ แล้วนั้นคนไทยมีฝีมือไม่แพ้ชาวต่างชาติเลย แต่แค่ต้องปรับทัศนคติในใจว่า ยังไงเราก็เล่นดนตรีของเขาอยู่ถึงเราจะสร้างสรรค์ผลงานเพลงออกมาได้น่าฟัง แปลกใหม่แค่ไหนนั้น สุดท้ายมองย้อนไปก็ยังอยู่บนพื้นฐานกฎระเบียบ แบบแผนทางดนตรีที่ชาวต่างชาติเป็นคนตั้งเอาไว้ หากแต่ผู้ฟังไม่อคติ คิดลบมากมายนัก ก็จะฟังเพลงนั้น ๆ ได้อย่างมีความสุข

ดนตรีในไทยดูเหมือนถึงทางตัน?

ผลงานเพลงในต่างประเทศนั้น แปลกใหม่และดูมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเพราะการผู้ฟังดนตรีของเขานั้นค่อนข้างเปิดกว้าง ยินดีรับสิ่งใหม่ ทางผู้ผลิตผลงานก็กล้าเสี่ยงที่จะลงทุน สุดท้ายผลที่ออกมาบางงานอาจจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่โลกก็ได้รู้ถึงสิ่งแปลกใหม่ที่จะนำมาต่อยอดพัฒนาอีกในเวลาต่อไป ต่างจากในประเทศไทยที่กลุ่มคนฟังนั้นส่วนใหญ่ชอบฟังแบบที่คุ้นเคยมากกว่า ทางผู้ผลิตเองก็ไม่ได้กล้าที่จะลงทุนกับเพลงที่ความเสี่ยงมาก ๆ เพราะเป็นในส่วนของภาคธุรกิจที่เขาต้องรักษาไว้ การเปลี่ยนแปลงในไทยจึงเป็นไปอย่างช้า ๆ รอตามกระแสโลกอีกทีหนึ่ง

การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี

ในยุคโซเชียล เน็ตเวิร์ค ยุคที่ศิลปินสามารถโด่งดังมีชื่อเสียงได้ โดยแค่มีอินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์เครื่องเดียว ยุคที่การเปลี่ยนผ่านจากเทปเป็นซีดี และสุดท้ายเข้าสู่ลิงก์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ รายได้ของศิลปินไม่ได้มาจากการขายผลงานอีกต่อไป แต่เป็นการขายโชว์ต่าง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาธุรกิจดนตรีในประเทศไทยก็ยังคงอยู่ และสามารถปรับตัวได้ค่อนข้างดี มีบ้างที่ค่ายเพลงบางค่ายต้องปิดตัว แต่ผลดีก็มีอยู่เยอะตรงที่เหล่าคนมีฝีมือที่แฝงตังอยู่สามารถปลดปล่อยไอเดียทางดนตรีออกมาได้อย่างไม่จำกัด และเผยแพร่ได้สู่ทุกเพศทุกวัยจริง ๆ

ต่อไปในอนาคตดนตรีในประเทศไทยนั้นจะพัฒนาสู่เส้นทางไหน หลายคนคงคาดเดายาก และคงไม่ต้องใส่ใจมากนัก แค่ทุกคนเสพดนตรีเพื่อความสุขของชีวิตก็พอแล้ว สุดท้ายไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน ดนตรีนั้นยังคงอยู่ และคงไม่มีทางที่จะหายไปจากโลกใบนี้

 

หัดเล่นกีต้าร์ ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยากเลยสักนิด

หลายคนคงเคยมีความที่จะเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีก หลายคิดผ่านความคิดขั้นนี้ฝึกหัดจนเล่นได้ บางคนถึงขนาดเอาไปเป็นอาชีพได้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปไม่ถึงฝัน เจ็บนิ้วบ้าง ไม่มีเวลาฝึกซ้อมบ้าง จนเลิกล้มความคิดไปในที่สุด วันนี้จะมาดูกันว่าจริง ๆ แล้วการหัดเล่นกีต้าร์นั้นไม่ได้ยากเกินไปเลย ไม่ต้องถึงขนาดไปสมัครเรียนตามสถานบันที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก็สามารถเป็นได้

หากีต้าร์มาสักตัวสิ

ถึงคุณจะอ่านทฤษฎีดนตรีจนเชี่ยวชาญขนาดไหน คุณก็ยังจะจับคอร์ดบอดอยู่ดีหากไม่เคยได้สัมผัสกีต้าร์เลย ดังนั้นการจะเล่นกีต้าร์ให้เป็นนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีกีต้าร์ก่อน ลองถามเพื่อน ๆ ที่มีกีต้าร์ดูว่าขอยืมได้ไหม หรือขอซื้อต่อมือสองได้หรือเปล่า แต่ถ้าพอมีกำลังทรัพย์อยู่บ้าง รีบออกไปร้านขายเครื่องดนตรีที่มีอยู่เยอะมากในปัจจุบันนี้ ไปดูให้เห็นกับตาว่าตัวนี้สีถูกใจหรือเปล่า ขนาดพอดีกับมือของเราไหม ลองดีดดูว่าชอบโทนเสียงของมันไหม ไม่ควรสั่งซื้อทางออนไลน์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ได้กีต้าร์ไม่ถูกใจ ไม่เข้ามือ ยิ่งทำให้การฝึกซ้อมเลิกล้มได้ง่ายขึ้น

คุณครูอยู่รอบตัวเรา

ในอดีตนั้นการหาครูสอนกีต้าร์ค่อนข้างทำได้ลำบาก เพราะต้องจ้างครูสอน หรือไม่ก็ต้องไปเรียนตามโรงเรียนดนตรี ครั้นจะฝึกเองก็อาจจะไม่ถูกต้องตามพื้นฐานจริง ๆ แต่ในยุคนี้นั้น เราแทบจะยกครูระดับโลกที่มีอยู่ทุกมุมโลกมาสอนแบบตัวต่อตัวให้เรากี่คนก็ได้ เวลาใดก็ได้ เพียงแค่เสิร์จหาจากอินเตอร์เน็ต ทำให้การเรียนดนตรีสมัยนี้ค่อนข้างรวดเร็วขึ้นมาก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ค่าใช้จ่ายก็น้อยมาก

มีวิธีฝึกแบบไม่เจ็บนิ้วหรือเปล่า

บอกได้เลยไม่ไม่มีวิธีการฝึกกีต้าร์ให้เป็นได้โดยไม่ผ่านการเจ็บนิ้ว หรือนิ้วพอง ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นเพียงแค่ช่วงแรกที่เริ่มหัดเล่น และกินเวลาไม่นานเท่านั้น แต่การเสียสละเพียงน้อยนิดนั้นนำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ มือกีต้าร์ระดับโลกอย่าง สตีฟ วาย, คาลอส ซานตานา หรือแม้แต่ระดับต้น ๆ ของประเทศไทยอย่าง เสก โลโซ นั้นต่างก็เคยผ่านจุดนี้มาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะมองข้ามอุปสรรคแค่เพียงจุดเล็ก ๆ นี้เพื่อก้าวข้ามไปสู่ฝันที่พวกเขาได้ตั้งไว้

วันหนึ่งต้องฝึกนานเท่าไรกันนะ

การฝึกกีต้าร์นั้นเปรียบเหมือนการขึ้นบันไดไปชั้นบน ยิ่งคุณฝึกมาก ยิ่งคุณก้าวเดินมาก ยิ่งถึงจุดหมายเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นหาเวลามาฝึกอย่างน้อยวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงก็เพียงพอต่อการเล่นเป็นในอีกไม่กี่เดือนแล้ว แต่ถ้าถามว่าฝึกแค่นี้จะเก่งเท่าศิลปินดัง ๆ เลยหรือเปล่า ต้องบอกเลยว่าเหล่าบรรดามือกีต้าร์ระดับพระกาฬนั้น ชั่วโมงการฝึกของพวกเขาต่อวันนั้น เฉียดหรืออาจจะเกินสิบชั่วโมงขึ้นไปด้วยซ้ำ

หากคุณมีกีต้าร์อยู่ข้างตัว มีใจมุ่งมั่นที่อยากเล่นเป็นให้ได้แล้วนั้น มัวรออะไรอยู่ล่ะ?…แค่หยิบมันมาวางบนตัก แล้วดีด การที่จะเล่นได้ดีแค่ไหนนั้น อยู่ที่ตัวคุณเองว่าให้เวลา ให้ความเอาใจใส่ ฝึกซ้อมมันมากแค่ไหน มันก็จะตอบแทนคุณมามากเท่านั้นแหละ…

 

ดนตรีคือยาแห่งความสุขที่กินได้ทุกคน โดยไม่ต้องดื่มน้ำตาม

การที่เราทำงานอย่างหนักในแต่ละวัน ความเครียดจากคนรอบข้าง หรือความกดดันจากครอบครัว ทุกสิ่งนี้ล้วนสะสมอยู่ในร่างกายของเราในรูปแบบความคิด เปรียบเสมือนเป็นโรคมะเร็งทางความคิด มันจะค่อย ๆ กัดกินจิตใจของเราไปทุกวันจนกระทั่งถึงวันที่สมองเรารับไม่ไหว จากนั้นมันจะอัพเกรดตัวมันเองจากความเครียด ความกังวล ว้าวุ่นใจ สู่ความก้าวร้าว โรคซึมเศร้า ความดัน หรือแม้แต่เส้นเลือดสมองแตกถึงขั้นเสียชีวิต

แกะซองยาดนตรีแล้วกินกันเถอะ

คำว่า “ดนตรีบำบัด” นั้นหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง เป็นวิธีดูแลรักษาชีวิตของเราจากภายในสู่ภายนอกที่เห็นผลค่อนข้างดี และค่าใช้จ่ายน้อยมากจนบางทีอาจจะฟรีเลยด้วยซ้ำ มีผลวิจัยที่ว่าในช่วงที่เราว่างนั้น การเลือกฟังดนตรีที่ใช้โทนเสียงต่ำเป็นหลัก ความดังที่ไม่เกิน 50 เดซิเบล ในจังหวะที่ไม่เร็วเกินไปอย่างต่อเนื่องนั้น จะช่วยให้ระบบในร่างกายเริ่มการคูลดาว์น หรือทำงานช้าลง สมองมีสมาธิมากขึ้น และผ่อนคลายอย่างที่สุด

ดนตรีเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงเด็กชั้นยอด

สมองที่กำลังพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของเด็ก ๆ นั้น ต้องการสิ่งเร้าที่มีคุณภาพอย่างที่สุด เพราะถ้าเด็ก ๆ ได้รับสิ่งที่บั่นทอนทางความคิด การพัฒนาการของสมองจะไม่ดีเท่าที่ควร ไอคิว และอีคิวจะต่ำ อาจกลายเป็นคนสมาธิสั้นได้ ดังนั้นการใช้ดนตรีเข้ามาช่วยในการพัฒนาสมองของเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเพลงให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง หรือตอนยังเป็นทารก เนื่องจากการปล่อยให้เด็กดูทีวีนั้น ภาพในทีวีเปลี่ยนไปมาค่อนข้างเร็ว สมองเด็กจะคิดตามไม่ทัน เมื่อภาพเปลี่ยนไป สมองก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการคิดใหม่ ส่งผลให้เด็กเป็นสมาธิสั้นได้ การเปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ ที่มีโน้ตเพลงย้ำวนเวียนอยู่ตัวเดิมค่อนข้างเยอะ สมองเด็กจะเริ่มการจินตนาการ และคาดคะเนตัวโน้ต ส่งผลให้เด็กมีสมาธิที่ดีมากขึ้น

เชื่อมความสัมพันธ์กับทุกคนได้โดยดนตรี

การมอบเพลงความหมายดี ๆ ให้แก่กัน นั้นทำให้หัวใจพองโต ร่างกายเราจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา สารแห่งความสุขนี้จะช่วยให้ร่างกายลดความเครียดที่สะสม ซ้ำยังส่งผลให้รู้สึกในทางบวกทั้งผู้ให้ และผู้รับอีกด้วย การไปร้องคาราโอเกะกับผองเพื่อน ก็ช่วยเชื่อมสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เป็นการทำกิจกรรมกลุ่มที่มีแต่ได้ การได้ตลกขบขันกับคนที่ร้องเพี้ยนบ้าง ได้ออกกำลังกายกับการแย่งไมค์กันร้องบ้าง ได้ทึ่งและประทับใจกับเพื่อนที่เสียงดีบ้าง บางคนอาจจะค้นพบความสามารถของตัวเองแล้วต่อยอดไปอีกก็เป็นได้

ยาชนิดนี้ไม่ต้องไปซื้อที่โรงพยาบาล หรือคลินิก ยาชนิดนี้ไม่ต้องกินหลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น ยาชนิดนี้เป็นยาสามัญประจำสมองของทุกคนที่ควรได้กินอย่างสม่ำเสมอ และมันจะช่วยรักษาบำบัดให้ชีวิตของคุณดีขึ้นจากภายในอย่างแท้จริง

 

จิตวิญญาณของดนตรีบลูส์ ที่ระเบิดจากความกดดัน

ความเคียดแค้นจากการถูกบีบบังคับ…ความรันทดจากชีวิตที่เลวร้าย…ความเศร้าโศกที่ต้องจากคนที่รักไปต่างถิ่น…ความทรมานจากการถูกกดขี่ทารุณ นิยามพวกนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้เหล่าทาสผิวสีที่ทำได้แค่เพียงรวมตัวกัน เพื่อร้องเพลงระบายความเครียดหลังเลิกงานตามทุ่งนาเท่านั้น ความไม่รู้ดนตรีของพวกเขา ทำให้ทำนองต่าง ๆ ที่บรรเลงออกมานั้นผิดเพี้ยน แต่พวกเขาไม่สนใจ เพราะเสียงที่ออกมาอย่างผิดเพี้ยนนั้น กลับสร้างความสุข ความอิ่มเอมใจให้พวกเขาอย่างมหาศาล

นักดนตรีบลูส์ทุกคนมักมีสีหน้าบิดเบี้ยวเวลาที่พวกเขาเล่น

เนื้อหาของเพลงบลูส์แรก ๆ นั้นกล่าวถึงแต่ความเศร้า หม่นหมอง หมดหวังในชีวิต ทุกอย่างนั้นล้วนมาจากเรื่องจริงในชีวิตของพวกเขาจริง ๆ ทั้งสิ้น โน้ตทุกตัวที่เล่นออกมาจึงสื่อจากอารมณ์จากก้นบึ้งอย่างแท้จริง ไม่แปลกที่ผู้ที่เล่นดนตรีแนวนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง มือกีต้าร์ หรือเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ จะมีสีหน้าบิดเบี้ยวคล้ายคนกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน สะท้อนถึงอารมณ์เพลงออกมาได้อย่างถึงแก่นแท้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานจนถึงปัจจุบันที่ไม่มีการบีบบังคับคนมาเป็นทาสแล้ว แต่นักดนตรีแนวบลูส์ทุกคนนั้น ยามใดที่ได้บรรเลงเพลงบลูส์ ยามนั้นสีหน้าพวกเขายังคงแสดงถึงความทุกข์ทรมานของเหล่าทาสผู้คิดค้นดนตรีแนวนี้ขึ้นมาอยู่ดี ราวกับว่าครั้งหนึ่งเคยถูกนำตัวไปเป็นทาสเช่นกัน

นักดนตรีแนวบลูส์มีแต่คนผิวสีเท่านั้นหรือ?

มีนักดนตรีบลูส์ที่เป็นคนผิวขาวอยู่ไม่น้อยบนโลกใบนี้ แต่ทว่าไม่ได้มีชื่อเสียง หรือประสบความสำเร็จเท่าไรนัก มีอยู่บ้างที่มีชื่อเสียง เช่น จอห์น เมเยอร์, เอริค แคลปตัน เป็นต้น ถือว่ายังน้อยมากถ้าเทียบกับอัตราส่วนนักดนตรีบลูส์ผิวสีที่ประสบความสำเร็จ ชัค เบอร์รี่, บีบี คิงส์, โรเบิร์ต จอห์นสัน, จิมิ เฮนดริกซ์ นี่คือส่วนหนึ่งนักดนตรีบลูส์ผิวสีที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ได้รับความนิยม แต่ทุกคนที่กล่าวมาล้วนเป็นถึงระดับตำนาน ที่แม้ว่าส่วนใหญ่จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่บทเพลงของพวกเขาถือว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงวงการดนตรี นับได้ว่าเป็นมรดกของโลกเลยทีเดียว

หากพูดถึงดนตรีที่ต้องใช้อารมณ์ร่วมในการเล่นมากที่สุดแล้วล่ะก็ บลูส์ได้ชัยชนะอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ด้วยจิตใจที่ทนทุกข์แฝงอยู่ในโน้ตทุกตัว และยังคงอยู่มาตลอด ทาสทั้งหลายต่างล้มหายตายจากไปบ้าง โดนทารุณบ้าง แต่พวกเขาไม่เคยหยุดที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์หลังเลิกงานเลยสักวัน มาถึงตรงนี้หวังว่าทุกคนจะซึมซับถึงจิตวิญญาณของดนตรีแนวนี้ไปไม่มากก็น้อย

 

เลือกเครื่องดนตรีจากกรุ๊ปเลือด เรื่องแบบนี้ก็มีด้วย

การเลือกเล่นดนตรีนั้นมาจากความชอบ ความพยายาม และพรสวรรค์ แต่บางคนจะรู้ไหมว่าเราควรจะเล่นเครื่องดนตรีอย่างไรดีถึงจะเหมาะสม การเลือกเล่นตามความชอบก็เป็นเหตุผลที่ดี แต่อย่างไรก็ดี…ลึก ๆ ในตัวเรา มีดีเอ็นเอที่ฝังในเลือดของแต่ละคน ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยใจคอได้ พันธุกรรมเหล่านี้แหละ…จะสามารถแยกแยะ และคัดกรองเครื่องดนตรีแต่ละอย่างให้เราได้ว่าควรจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดใด วันนี้เราจะตัดสินใจจากกรุ๊ปเลือดของตัวเองกันดีกว่า

คนกรุ๊ปเลือด A

ด้วยความที่เป็นคนมั่นใจสูง ขยันขันแข็ง และมีความฉลาด ดังนั้นกลองและเพอร์คัสชั่น ทั้งหลายต้องเป็นของคนกรุ๊ปนี้ กับการวางแผนการตีกลองเพื่อให้ลงจังหวะได้พอดิบดีแบบสวยงามไพเราะ การลงไม้บนหนังกลองด้วยความมั่นใจ จะทำให้เสียงออกมาได้คมชัด กังวาน และท่อนส่งที่ซับซ้อนจนต้องอาศัยความฉลาดจากคนกรุ๊ปเลือดนี้เท่านั้น

คนกรุ๊ปเลือด B

กีต้าร์ เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับกรุ๊ปที่มีความสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา จะทำให้สามารถเอ็นเตอร์เทนออกมาทางเสียงกีต้าร์ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของอารมณ์ที่เอาเป็นตัวตัดสินทุกอย่างที่ทำของคนกรุ๊ปนี้แล้วนั้น ก็ไม่แปลกถ้าจะลองเล่นแซกโซโฟน อีกด้วย จะทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์จากตัวเขาสู่โน้ตที่เป่าออกมาได้อย่างเสนาะหูเลยทีเดียว

คนกรุ๊ปเลือด AB

อัจฉริยะเหล่านี้ต้องมีเปียโนสักหลัง เอาไว้ปลดปล่อยความเงียบในตัว เปลี่ยนเป็นเสียงบรรเลงบนลิ่มเปียโนอย่างเหนือชั้น การสร้างสรรค์โน้ตเพลงต่าง ๆ ที่ออกมาจากปลายนิ้วของคนกรุ๊ปนี้นั้น การเป็นคนคิดนอกกรอบจะสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน และจากการที่ชอบหลบมุม เข้าหลืบของคนกรุ๊ปนี้ ดับเบิ้ลเบส เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับพวกเขา ที่ได้จะนั่งอยู่ข้างหลังคอยพยุงวงไว้ ผ่านการดับเบิ้ลเบสที่เป็นหัวใจสำคัญของเพลงนั้น ๆ

คนกรุ๊ปเลือด O

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความชิลล์ความอะไรก็ได้จะอยู่ในหัวของคนกรุ๊ปนี้ ไม่รีบร้อน ใจเย็น ไม่กระตือรือร้น ไม่แปลกใจเลยถ้าคนกรุ๊ปนี้จะลากเก้าอี้นุ่ม ๆ สักตัวมานั่ง หยิบคันชักขึ้นมาสี เชลโล่ ไปด้วยอารมณ์เอื่อย ๆ เน้นไปที่การคลุมโทนของเพลง ไม่หวือหวา เป็นคนยังไงก็ได้ ตามน้ำได้หมดพร้อมที่จะตามใจเครื่องดนตรีอื่นๆ เป็นแนวหลังที่คอยหนุนเพื่อนในวงได้ค่อนข้างดี หรือถ้าจะให้ดีก็หยิบ ฟรุต มาเป่าอย่างแผ่วเบา ให้รู้สึกถึงสายลมอ่อนโยน มากระทบใบหน้าให้รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีกรุ๊ปเลือดอะไร หรือจะเลือกเล่นเครื่องดนตรีอะไร การฝึกซ้อมให้เยอะเข้าไว้ก็มักจะเป็นตัววัดความสำเร็จกับการเล่นเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ ได้แน่นอนกว่า

 

ทำไมต้องเพลงยุค 90? ทำไมคนถึงกล่าวว่ามันดีที่สุดในยุค

ทุกวันนี้หากทุกคนลองสังเกตดูดี ๆ เวลาไปเที่ยวร้านอาหาร หรือตามผับ จะได้ยินบทเพลงที่มาจากยุค 90 อยู่เสมอ ทั้งที่ซาวนด์เพลงก็ดูเชย เนื้อหาก็ดูเก่า ศิลปินก็อายุเยอะมากแล้ว แล้วเพราะเหตุใดเล่า บรรดาเพลงในยุคนั้นถึงได้ครองใจผู้คนแบบไม่เสื่อมคลาย หากใครรู้สึกแบบที่เกริ่นมาข้างต้นแล้วล่ะก็…ลองไปหาคำตอบกันได้เลย

ความทรงจำที่หลั่งไหล

ความทรงจำที่เราไม่ได้สนใจจนเกือบจะเลือนหายไป มักจะผุดออกมาโดยการกระตุ้นจากเพลงในยุค 90 ที่ฟังอยู่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้นั่งเครื่องย้อนเวลาไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้งจริง ๆ อย่างเช่นว่าเพลง ไม่อาจเปลี่ยนใจ ของ เจมส์ เรืองศักดิ์ พอได้ฟัง หลายคนน่าจะนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมที่เคยเปิดหนังสือเพลงดีดกีต้าร์กันอยู่หลังห้องเรียนโดยมีเพื่อน ๆ มาล้อมวงร้องเพลงกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งคุณครูเข้ามา แล้ววงก็แตกกระเจิงกลับไปนั่งประจำโต๊ะเรียนของแต่ละคน เป็นต้น เรียกได้ว่าเพลงยุค 90 ที่โดน ๆ ใช้แทนฟังก์ชั่น วันนี้เมื่อ…ปีที่แล้ว ได้เลย

มีท่าเต้นสุดเจ๋งประจำเพลงนั้น ๆ

เมื่อไรที่จังหวะเพลงยุค 90 ที่คุ้นเคยอย่างเพลง เกรงใจ ของ แร๊ฟเตอร์ เข้าสู่โสตประสาทแล้วนั้น เหมือนกับว่าถูกมนตร์สะกดให้แขนขวายกขึ้นมา แล้วแกว่งไปมาตามท่าเต้นของเพลงนี้ไปเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็เจอเสียงเบสท่อนอินโทรของเพลง ชาวนากับงูเห่า ของวง ฟลาย สองมือของทุกคนก็ตั้งชันสูงเหนือหัว พร้อมกับเงยหน้าเลื่อนศีรษะไปข้างหน้าและหลังอย่างพร้อมเพรียงเลยทีเดียว จะเห็นได้เลยว่า ท่าเต้นของแต่ละเพลงในยุค 90 นั้น ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลาเลย

ภาษาและประโยคเด็ดเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์

“ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้ไหม” “ท้อง…ฉันก็ไม่รับ” “มาแล้วยังดีกว่ามาช้า…มาช้ายังดีกว่าไม่มา” “ดูมั้ยดู…ดูไม่เสียตังค์” ประโยคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ต่างเป็นคำฮิตติดอกติดใจเราหลาย ๆ คนที่ต้องพูดแหย่ หรือแซวเล่นกับก๊วนเพื่อนในช่วงเวลาอดีตที่ผ่านมา มาถึงปัจจุบันประโยคเหล่านี้ก็ยังคงฟังแล้วอมยิ้มอยู่เสมอ ถ้าเราพูดใส่กับคนที่คุ้นเคย หรือมีช่วงเวลาร่วมกันมา นับเป็นการรีไซเคิลนำคำที่หมดยุคไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่ในยุคนี้ได้โดยที่ไม่เคอะเขิน

ต้องยอมรับว่าดนตรีบนโลกเรานี้เป็นระบบหมุนเวียน ณ ยุคหนึ่ง เพลงเพลงหนึ่งจะได้รับความนิยมมาก เวลาผ่านไปก็จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไป แล้วพอเวลาผ่านไปอีก เพลงเพลงนั้นก็กลับมามีโลดแล่น ได้รับความนิยมอีกครั้ง เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป และตอนนี้มันกลับมาแล้ว เหล่าบรรดาเพลงยุค 90 ที่หลับใหลมานานนับสิบปี…มาย้อนเวลาไปด้วยกันเถอะ…

 

รู้เขารู้เรา…มาทำความรู้จักกับดนตรีแต่ละสไตล์กันเถอะ

ดนตรีบนโลกนี้นั้น ถ้านับแบบละเอียดยิบย่อยจริง ๆ คงจะมีนับร้อยนับพันสไตล์ แต่จริง ๆ แล้วนั้น ต้นกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน ก่อนที่จะแตกแขนงไปตามความแตกต่างของผู้เล่น ชนชาติ หรือแม้แต่ภูมิประเทศ ในปัจจุบันนี้อยู่ในยุคที่ดนตรีมาไกลจากเดิมค่อนข้างมาก สมัยโบราณดนตรีนั้นจำกัดการเล่นแค่เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่สมัยนี้ทุกคนขาดดนตรีไม่ได้ด้วยซ้ำไป หากจะเสพดนตรีอย่างมีคุณภาพขึ้นไปอีกนิด เราลองมาทำความรู้จักที่มาที่ไปของดนตรีแนวหลัก ๆ ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง

บลูส์ (Blues)

ดนตรีบลูส์นั้นในประเทศไทยอาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสที่ใคร ๆ ก็สนใจเท่าไรนัก แต่หารู้ไม่ว่าดนตรีบลูส์คือต้นกำเนิดของดนตรีอีกหลายสไตล์นั่นเอง ที่มาของดนตรีบลูส์นั้นมาจากกลุ่มคนผิวสีที่ถูกนำตัวมาเป็นทาสที่อเมริกา ชีวิตที่รันทด ลำบากแสนเข็ญได้ถูกกลั่นออกมาเป็นท่วงทำนองที่น่าเศร้า หดหู่ และด้วยความที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รู้ทฤษฎีดนตรีอย่างแตกฉาน จึงทำให้การเล่นออกมามีความผิดเพี้ยน แต่นั่นกลับทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดนตรีบลูส์ และยังถูกพัฒนาไปเป็นดนตรีแนวต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต อาทิเช่น ฟังก์, ร้อกแอนด์โรล, อาร์แอนด์บี

แจ๊ส (Jazz)

ท่วงทำนองการร้องที่คาดเดายาก เมโลดี้ของดนตรีที่สุดแสนจะซับซ้อน คือเอกลักษณ์ของดนตรีแนวนี้ ผู้ที่เล่นนั้นส่วนใหญ่จะต้องศึกษาทฤษฎีดนตรีมาพอสมควร รากของแจ๊สนั้นจริง ๆ ก็มาจากบลูส์ แต่การวิวัฒนาการแตกต่างกัน มีการอิมโพรไวส์ (Improvisation) หรือการด้นสดตามความพึงพอใจของผู้เล่นนั่นเอง ผู้ที่ให้ริเริ่มเผยแพร่ดนตรีแนวนี้นั้นคือวง  ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (The Original Dixieland Jazz Band: ODJB) คำว่า แจ๊ส ก็ได้มาจากชื่อของวงนี้นั่นเอง

ฟังก์ (Funk)

ถือกำเนิดมาในช่วงยุค 60 เป็นการผสมผสานดนตรีแจ๊ส อาร์แอนด์บี และโซล เข้าด้วยกัน แต่ทว่าอัพเกรดขึ้นด้วยจังหวะกลองที่มากขึ้น สามารถเต้นรำได้ และมักมีเครื่องเป่าร่วมด้วย ศิลปินที่โด่งดังของแนวนี้ได้แก่ เจมส์ บราวน์ เจ้าของเพลงสุดอมตะอย่าง I Feel Good หรือเจ้าพ่อฟังก์ร้อกสุดแสบในยุคนี้ เรดฮอต ชิลลี่ เป็ปเปอร์

เร้กเก้ (Reggae)

สีแดง เหลือง เขียว กับกลุ่มคนไว้ผมทรง เดรดล็อก แค่นี้ก็เพียงพอต่อการระบุรสนิยมของคนคนนั้นมาเป็น เร้กเก้ อย่างแน่นอน ดนตรีชนิดนี้มีที่มาจากการที่ชาวจาเมกาได้รับคลื่นวิทยุบางส่วนจากอเมริกา และได้นำดนตรีร้อกแอนด์โรลมาผสมกับดนตรีพื้นเมืองของเขาที่าชื่อว่า เมนโต จนออกมาเป็นแนว สกา แต่มีจังหวะที่ค่อนข้างเร็ว หลายปีต่อมาจึงมีการปรับให้ช้าลง จนท้ายที่สุดก็มาเป็น เร้กเก้ จวบจนทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนดนตรีก็สร้างสุนทรียภาพให้คนฟังด้วยกันทั้งนั้น ตอนนี้ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของดนตรีแต่ละแนวกันไปแล้ว ต่อไปเวลาที่ฟังเพลงไม่ว่าจะแนวไหน เราก็จะสามารถแบ่งแยกแนวดนตรีหรือเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้มากขึ้นกว่าที่เคยฟังมาแน่นอน

 

ดนตรีกับการเดินทาง สิ่งคู่กันที่ขาดไม่ได้

ในวันที่ต้องออกทริป ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปแบบยกก๊วน ในระหว่างเดินทางนั้น หากขาดดนตรีไป ทริปนั้นก็คงจะกร่อย ไม่สุดเสียทีเดียว เปรียบเสมือนกินข้าวหมูทอดแต่ขาดน้ำจิ้มเด็ด ๆ ไปนั่นเอง ดนตรีนั้นเป็นส่วนช่วยเติมเต็มทริปนั้น ๆ ของคุณได้เป็นอย่างดี ไปดูกันว่าดนตรีจะมีบทบาทตรงไหนของทริปได้บ้าง

เพลงคันทรีกับวิวภูเขา

ถ้าจับท่อนฮุคของเพลง Country road take me home ของ John Denver มามัดรวมกับวิวภูเขาเขียวชอุ่มที่เรียงรายสุดเส้นถนนข้างทางแล้วล่ะก็ แทบจะไม่สามารถต้านทานการเอียงศีรษะซ้ายที ขวาที ตามจังหวะกลองไปเลย มันช่างทำให้รู้สึกถึงการเดินทางจริง ๆ จนบางทีคุณอาจจะอยากให้ถนนยาวไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความสุขที่จะมากขึ้นตามลำดับ ลองเปลี่ยนเป็นเพลงไทยบ้างอย่างเพลง หนุ่มพเนจร ของปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ก็จะทำให้คุณต้องตบพวงมาลัยตามจังหวะไปด้วยแน่ ๆ ระดับความฟินจะพุ่งขึ้นสูงสุดเลยทีเดียว

แหกปากให้สุดเสียงกับชาวแก๊งค์ เพื่อนซี้

เลือกเพลงที่ชอบขึ้นมา หมุนวอลลุ่มให้ดัง แล้วตะโกนร้องพร้อมกันกับเหล่าเพื่อนซี้ บนรถที่กำลังแล่นไปสู่จุดหมาย นี่แหละคือช่วงเวลาคุณภาพที่จะบันทึกอยู่ในความทรงจำของคุณไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน ในทริปที่ไปเป็นหมู่คณะนั้น มักจะมีเพลงที่เป็นเพลงประจำก๊วนกันอยู่แล้ว แค่ร้องออกมาให้สุดเสียง ประสานเสียงกัน หรือจะผลัดกันคนละท่อนล้วนสร้างความสุขในการเดินทางทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะสนุกกันขนาดไหนก็อย่าประมาทในการขับรถด้วยล่ะ

กีต้าร์โปร่งหลังมื้อค่ำ

ไฮไลท์ของทริปนั้นก็คือการมาถึงจุดหมายปลายทาง ได้ท่องเที่ยวทำภารกิจต่าง ๆ จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังอาหารเย็นชุดใหญ่ไปแล้ว จะขาดไม่ได้เลยกับกีต้าร์โปร่ง 1 ตัว กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ตามแล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน 1 ขวด แค่นี้ก็พร้อมสำหรับมินิคอนเสิร์ตย่อม ๆ ที่ทุกคนล้อมวงกัน แย่งกันร้องบ้าง แย่งกันเล่นบ้าง ร้องเพี้ยนบ้าง ร้องดีบ้าง แต่รับประกันได้ว่ามินิคอนเสิร์ตนี้ มักมีช่วงเวลาทำการแสดงที่ค่อนข้างยาวนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว บางทีอาจถึงเกือบเช้าของอีกวันด้วยซ้ำไป

เห็นได้ชัดว่าดนตรีนั้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มกับการเดินทางอย่างมากจริง ๆ เริ่มตั้งแต่ขึ้นรถออกจากบ้านไประหว่างทาง จนถึงจุดหมาย กระทั่งขากลับ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้ อ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่ารอช้าไป รีบดูปฏิทินเช็กวันว่างให้ดี เสิร์ชข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็จัดลิสเพลงสุดโปรดลงมือถือให้เรียบร้อย แล้วไปดูกันว่าดนตรีจะทำให้ทริปของทุกคนนั้นแฮปปี้ได้มากแค่ไหน