เล่นเกมได้รางวัลเป็น Soundtrack ไอเดียสุดแจ่ม ที่App Store และ Apple Music

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เกิดการส่งต่อและทำงานด้วยกันของหลายแพลตฟอร์ม Apple ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของ device ชื่อดังอย่าง iPhone ที่ใช้ App Store เป็นแหล่งให้บริการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่าง ๆ ลงบนตัวอุปกรณ์ของตัวเอง และหนึ่งในแอปพลิเคชันของ apple ที่คนที่ใช้ iOS จะต้องมีคือ apple music ซึ่งสามารถดาวน์โหลดเพลงแบบถูกลิขสิทธิ์ ซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก มีเพลงให้ดาวน์โหลดกันมากกว่า 45 ล้านเพลง สามารถฟังได้บน iPhone, iPad, iPod, Mac, Android และ Windows

ในขณะเดียวกันกิจกรรมบนสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คือการเล่นเกม โดยในระบบ iOS เราสามารถดาวน์โหลดเกมที่เราชื่นชมได้จาก App Store เกมที่ยังได้รับความนิยมสูงตลอดกาล จะต้องมีชื่อเกม Ragnarok คนไทยรู้จัก Ragnarok ครั้งแรกในฐานะเกม online ที่สามารถเล่นพร้อมกันจากคนละที่ ขอเพียงให้มีอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อกันได้ ในปี 2545 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีผู้เล่นเกมนี้สูงสุดที่ 1 ล้านคน จนปัจจุบันนี้ เมื่อสมาร์ทโฟนก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก เกมอย่าง Ragnarok ก็พัฒนาให้สามารถเล่นบนสมาร์ทโฟน และยังได้รับนิยมเช่นเดิม

ซึ่งองค์ประกอบของเกมที่โดดเด่นในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของเกม ความสวยงานของกราฟิกตัวละคร และรวมไปถึงเพลงประกอบของเกม ซึ่งถือเป็นอีกองค์ประกอบที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้น App Store และ Apple Music จึงจัดแคมเปญสุดพิเศษสำหรับผู้เล่นเกม Ragnarok และชื่นชอบเพลงประกอบของเกม ด้วยการให้ดาวน์โหลด Ragnarok M: Eternal Love จาก App Store ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ชื่อว่า Midnight Party เป็นเรื่องราว ฉาก สัตว์เลี้ยง อาชีพใหม่ ๆ ที่จะพาให้เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวในเกมยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นเหมือนผู้เล่น ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ เช่น ฆ่าสัตว์ประหลาด ตอบคำถามภายในเกม หรือถ่ายรูปในเกมก็ตาม จะได้รับไอเท็มสุดพิเศษ เป็นกล่องแผ่นเสียงที่มีเพลงประกอบเกมอยู่ด้านใน ซึ่งสามารถนำกล่องแผ่นเสียงนี้ ดาวน์โหลดและไปเปิดฟัง ใน Apple Store ได้เลย

ซึ่งกล่องแผ่นเสียงที่ได้รับนั้นจะเป็น Ragnarok M: Eternal Love (Live in SEA) บันทึกการแสดงสดจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการบรรเลงเพลงของ TaQ นักแต่งเพลงประกอบเกมชื่อดังของญี่ปุ่น ร่วมด้วย Yusaku Tsuchiya เป็นวาทยากร ส่วนวงออเคสตร้าในการบรรเลงเพลงชื่อ gaQdan เป็นวงออเคสตร้าชื่อดังของญี่ปุ่น ด้านการร้องประสานเสียงนำโดย Ana María Villa, Amni Musfirah และ Ming Xuan ซึ่งมีที่ Apple Music ที่เดียวเท่านั้น เป็นความพิเศษที่ App Store และ Apple Music ได้จัดมาให้ผู้ที่ชื่นชอบ Ragnarok ตัวจริงไม่ควรพลาด

NieR: Automata เพลงประกอบเกมจากโลกอนาคต ภาษาจากจินตนาการ

NieR: Automata เป็นอีกเกมที่ได้รับความนิยม เป็นภาคต่อจาก NIER Gestalt ที่วางจำหน่ายในปี 2010 โดยภายใต้การผลิตของ Platinum Games ผลงานการกำกับของ Yoko Taro ตอนที่ NieR: Automata วางจำหน่าย กิมมิคที่ผู้เล่นสะดุดตาที่สุดจะเป็นกางเกงในสีขาวของตัวละคร กลายเป็นเรื่องแซวกันให้ว่อนโซเชียลกันเลยทีเดียว เนื้อหาของตัวเกมจะพูดถึงโลกแห่งอนาคตที่ล่มสลาย ผู้คนย้ายไปอยู่ดวงจันทร์และมีตัวละครที่ได้รับภารกิจให้ปฏิบัติการล่มเครื่องจักรเอเลี่ยนที่ครอบครองโลกอยู่ เนื้อหาของเกมจะพูดถึงจิตใจของมนุษย์ เนื้อเรื่องจะอยู่ในโทน เศร้า เหงา และดราม่าอยู่มาก

นอกจากกางเกงในสีขาวที่โดนพูดถึงมากแล้ว อีกอย่างที่ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากก็คือ เพลงประกอบเพลง เนื้อเพลงเป็นภาษาสมมุติว่าจะเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ซึ่งคนในยุคปัจจุบันฟังไม่เข้าใจ ได้ยังสัมผัสได้กับความรู้สึกที่ส่งผ่านมาจากเพลง โดยเพลงประกอบเกม NieR: Automata ได้รับการสร้างสรรค์จาก Keiichi Okabe และ Keigo Hoashi เป็นผู้ออกแบบและทำการเรียบเรียงดนตรีประกอบเกม หลายสำนักข่าวยกย่องว่าเป็นส่วนประกอบที่ดีที่สุดในเกม มีเพลงที่ถูกบรรจุในเกมกว่า 40 เพลง แต่ละเพลงได้รับการพูดถึงว่าเข้ากับเนื้อหาในเกมได้เป็นอย่างดี หลายคนได้ยินครั้งแรกต่างก็สงสัยว่าเป็นภาษาอะไรจนผู้ผลิตได้ออกมาบอกว่ามันเป็นภาษาสมมุติ หลังจากอณาจักรของโลกปัจจุบันล่มสลาย การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้น ภาษาก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จึงได้จินตนาการถึงภาษาที่จะเกิดขึ้นคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพลงที่โดดเด่นที่สุดในเกม ก็คือเพลง THE WEIGHT OF THE WORLD  ซึ่งถูกแปลออกมาหลายภาษา มีทั้งภาษาญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, อังกฤษ

สำหรับคอเกมที่ประทับใจผลงานเพลงในเกม NieR: Automata เป็นโอกาสดีที่จะได้ดูการบรรเลงเพลงกันแบบสด ๆ ผ่านวงดนตรีในรูปแบบออสเครต้าเต็มวง จากการบรรเลงของวง Thailand Philharmonic Orchestra ได้ Emi Evans รวมด้วยวาทยกรที่ได้รับรางวัลแกรมมี่มาแล้ว อย่าง Arnie Roth โดยการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้จะจัดในอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นการจัดเสิร์ตแบบ World Tour ที่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในแถบนี้ที่จะได้เสพแสง สี เสียง และบรรยากาศของการเล่นเพลงสุดประทับใจกันแบบสด ๆ เรียกว่าคอเกม NieR: Automata พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ใครที่เคยไปดู คอนเสิร์ต Distant Worlds: Music from FINAL FANTASY  แล้วประทับใจ ก็ไม่ควรพลาดงานนี้ เพราะเป็นผู้จัดงานทีมงานเดียวกัน คอนเสิร์ตจะจัดขึ้นที่ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันที่ 15 -16 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 16.00 น. รายละเอียดราคาและการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ต สามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/FiveFourRecord

5 บทเพลงที่ถูกเลิกไปประกอบในเกมที่น่าสนใจ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงต้องบอกว่า เพลงประกอบเกม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกมมีความสนุกสนาน และมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเล่นเกม sound & effect ประกอบเกมจะทำให้เกมมีสีสันมากขึ้น จึงไม่แปลกที่เกมแนว action หรือแม้แต่รูปแบบต่าง ๆ จะต้องมีดนตรีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเพิ่มอรรถรสให้กับผู้เล่นได้เป็นอย่างมาก วันนี้จึงอยากจะมาแนะนำ 5 เพลงประกอบเกมที่น่าสนใจ และช่วยสร้างความฮึกเหิมเวลาเล่นได้ดี

1. Bloodborne – Cleric Beast

                เกมแนวการต่อสู้ ที่เน้นทางด้านการโจมตีที่รุนแรง ยิ่งใหญ่ และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการบรรเลงของดนตรีประกอบ ตลอดการเล่นเกม จะช่วยบิ้วท์อารมณ์ของเกมเมอร์ให้ฮึกเหิม ไม่ถอย พร้อมจะบุกรุกเข้าไปสู้กับศัตรูในเกมอย่างดุเดือด นับว่าเป็นเพลงประกอบเกมที่จะช่วยผลักดันเหล่าเกมเมอร์ให้สนุกสนาน และสร้างความประทับใจที่ไม่ลืมเลือนไปจากความทรงใจได้เป็นอย่างดี

2. God of War – Overture

                ดนตรีที่มีการประกอบการเล่นเกม ที่สร้างความตรึงตราใจ และความแอคทีฟให้ผู้เล่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงประกอบเกมจาก Bear McCreary ซึ่งการบรรเลงของดนตรีช่วยให้เกมมีความท้าท้าย ความหลงใหล และน่าเล่นมากยิ่งขึ้นไป สำหรับเกมนักรบเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ที่พร้อมจะปลุกระดมความฮึกเหิมในจิตใจให้คุณพร้อมที่จะสู้และฝ่าฟันกับทุกอันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ นอกจากเกมนี้จะใช้สำหรับการเล่นเกมแล้ว หากคุณได้เปิดฟังในขณะที่กำลังวางเดิมพันบนเว็บ VWIN ก็จะทำให้เพิ่มอรรถรสได้เช่นกัน

3. Dovahkiin – The Elder Scrolls V: Skyrim

                เพลงนี้นับว่าเป็นเพลงในตำนานสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเล่นเกมส์ และน่าจะต้องเคยฟังกันไม่มากก็น้อย เพราะด้วยความที่เพลงนี้ปลุกความฮึกเหิมให้กับการเล่นเกมให้ผู้เล่นมีความรู้สึกที่พร้อมจะลุยและฟันฝ่าอุปสรรคและขวากหนามที่ขวางอยู่ข้างหน้า นับว่าเป็นเพลงที่ตราตรึงใจอยู่ในดวงใจของผู้เล่นเกมจำนวนมาก

4. Main Menu Theme – Dark Souls 3               

                เป็นเพลงประกอบเกมที่สุดยอด และยิ่งใหญ่มากในหลาย ๆ ด้าน ที่บรรเลงออกมาได้น่าประทับใจ น่าติดตาม ซึ่งเป็นบทปิดฉากเกมที่น่าสนใจ และปลุกความกระปรี้กระเปร่า ความกระฉับกระเฉงในตัวผู้เล่นได้ดีมาก

5. The Witcher3: Wild Hunt – Sword of Destiny

                หากคุณเป็นหนึ่งในเกมเมอร์ที่ชอบเล่นเกมแนวดาร์ก ๆ หน่อย คงจะไม่พลาดเกมนี้ ซึ่งเป็นเกมคุณภาพ ที่ได้รับเป็น Game of the Year 2015 เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีเพลงประกอบเกมที่ช่วยปลุกอารมณ์ผู้เล่นได้เป็นอย่างดี การผจญภัยที่สุดแสนจะท้าทาย เพื่อทดสอบพลังจิตในตัวคุณให้มีความกล้าลุย กล้าที่จะสู้กับศัตรูในเกมอย่างดุดัน

                อาจกล่าวได้ว่า เหล่าเกมเมอร์ทุกคนที่เล่นเกมนั้นคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เพลง หรือ ดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการเล่นเกมนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยบิ้วท์อารมณ์และความฮึกเหิมในใจของผู้เล่นได้ดีมาก หากขาดสิ่งนี้ไป คงจะทำให้สูญเสียอรรถรสในการเล่นเกมลงไปเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

Hollywood in Vienna เทศกาลดนตรีสุดอลังการ จากภาพยนตร์ฮอลลีวูด

ส่วนประกอบหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์คือเพลงประกอบ เพราะเพลงประกอบมีหน้าที่ช่วยเสริมให้คนดูเข้าถึงความรู้สึกของแต่ละฉากได้มากขึ้น หากนึกไม่ออกอาจจะลองย้อนมองที่ตัวเองหรือคนใกล้ตัว ในบางครั้งที่ดูหนังหรือซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาหนักหน่วง เช่น ในฉากที่มีตัวละครเอกตาย ตอนดูนักแสดงเล่นเฉย ๆ ก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ได้แท้ ๆ แต่พอเพลงประกอบขึ้นเท่านั้นน้ำตาที่กลั้นไว้กลับพรั่งพรูลงมาทันที อาการเหล่านี้เองคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเพลงประกอบมีอิทธิพลต่อคนดูมากแค่ไหน ดังนั้นในวงการภาพยนตร์เองจึงมีรางวัล และเทศกาลดนตรีของภาพยนตร์ต่าง ๆ เพื่อให้เกียรตินักแต่งเพลง

The Max Steiner Award รางวัลแห่งเกียรติยศของนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

บางคนอาจจะเคยเห็นวิดิโอที่มีวงออร์เคสตราเล่นเพลงของภาพยนตร์ดัง ๆ อยู่ในโรงละครใหญ่ ๆ และมีบรรดาแขกเหรื่อแต่งตัวหรูหรานั่งชมอยู่ด้านล่าง ดูราวกับว่าเป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งของหนังสักเรื่อง ไม่แน่ว่าการแสดงดนตรีในวิดิโอนั้น อาจจะบันทึกมาจากงาน “Hollywood in Vienna” ก็เป็นได้ เพราะงานนี้เป็นเทศกาลดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เทศกาล Hollywood in Vienna นี้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2007 ถือเป็นงานหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมาก ๆ สำหรับวงการนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

ไฮไลท์แรกของงานที่จะกล่าวถึงคือการมอบรางวัล “Max Steiner Film Music Achievement Award” หรือที่หมายความว่า “รางวัล Max Steiner แด่เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ” ชื่อของรางวัลมาจากชื่อของนักแต่งเพลงชาวเวียนนา ที่มีนามว่า Max Steiner เขาเป็นผู้คิดค้นเทคนิคสำคัญในการทำเพลง สำหรับประกอบภาพยนตร์ในปี 1920 อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ แบบที่เล่นโดยวงออร์เคสตรา อันเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งนักแต่งเพลงเพื่อประกอบภาพยนตร์” ของฮอลลีวูด เมืองเวียนนาเลยได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งดนตรี จะเห็นได้ว่าการเลือกสถานที่จัดงานเป็นเมืองเวียนนาก็เพื่อเป็นการยกย่อง Max Steiner เช่นกัน รางวัลนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันความสามารถของนักแต่งเพลงรุ่นใหม่เรื่อยมา

การแสดงดนตรีที่ดีที่สุดโดย Vienna Radio Symphony Orchestra

ไฮไลท์ที่สองของงานเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ชมตั้งตารอ เพราะจะมีการนำเพลงประกอบของภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง มาแสดงสดโดย Vienna Radio Symphony Orchestra หรือวงออร์เคสตราของเวียนนา ซึ่งสามารถการันตีฝีมือของนักดนตรีได้เลยว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ตัวอย่างเพลงที่เคยมีการแสดงไปแล้วในปีก่อนหน้านี้ เช่น เพลง In Dreams ของเรื่อง The Lord of the Rings หรือ The Curse of the Black Pearl Suite ของเรื่อง Pirates of the Caribbean และเพลงประกอบภาพยนตร์ดังอื่น ๆ อีกมากมาย หากใครอยากลองฟังการแสดงดนตรีที่ผ่านมาแล้วแบบนี้ ทางเว็บไซต์ของงานก็มีลงให้ฟังกันแบบฟรี ๆ ในบางชุดการแสดง ส่วนใครที่อยากลองฟังสดที่งานก็สามารถทำได้ เพราะงานนี้เปิดให้คนทั่วไปจองตั๋วเข้าไปดูได้ เพียงแต่ราคาของตั๋วจะแพงสักเล็กน้อย โดยราคาถูกที่สุดเริ่มที่ 2000 กว่าบาท และราคาแพงที่สุดอยู่ที่เกือบๆ 7000 บาทเลยทีเดียว

สำหรับใครที่เป็นทั้งคอหนังและคอดนตรีงาน Hollywood in Vienna นี้น่าจะเป็นงานที่ควรค่าแก่การเก็บเงินไปรับชม รับฟังให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ว่าราคาค่าเข้าของงานอาจดูแพง แต่ก็คงคุ้มที่จะเสียเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้รับ เพราะความจริงแล้วสุนทรียะจากดนตรีเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้เลย