ดนตรีบำบัด ยาขนานแท้ชั้นดีรักษาฟรีจากจิตใจ

หลายท่านคงเคยได้ยินวิธีการรักษาโรคโดยไม่ใช้ยาแต่ใช้เสียงเพลง หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า ดนตรีบำบัด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรื่องของดนตรีบำบัดนั้นสามารถใช้ได้ผลอย่างแท้จริง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หายขาดหรืออาการดีขึ้นด้วยการรักษาจากเสียงเพลง

                ซึ่งในปัจจุบันมีโรคอยู่ชนิดหนึ่งที่มีสถิติการเกิดขึ้นกับมนุษย์ค่อนข้างมาก นั้นก็คือโรคซึมเศร้า หากฟังแค่เพียงชื่อโรคแบบเผินๆ ก็คงคล้ายคนที่มีอาการหมดอาลัยตายยาก หลายคนคิดว่าแค่ทำให้ชีวิตกลับมามีสีสันเพียงเท่านี้ก็อาจจะหายได้แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาพจิตใจ เช่นนั้นแล้ววิธีการรักษาเดียวที่จะสามารถฟื้นฟูให้กลับมามีสภาวะเหมือนคนปกติได้ก็จำเป็นต้องใช้จิตใจ ทำให้เสียงเพลงจึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาโรคดังกล่าว เนื่องจากเสียงเพลงมีความสามารถช่วยผู้ป่วย ได้ดังนี้

                1. คลายความเครียด

                เสียงเพลง เสียงเครื่องดนตรี เสียงจังหวะที่อ่อนนุ่ม จะส่งผลต่อการรับรู้ของสมองให้เกิดการผ่อนคลายและได้ปล่อยความรู้สึกไปตามอารมณ์ เมื่อในหัวสมองไม่มีเรื่องใดให้ต้องคิด ภายในหัวสมองก็จะโล่งและความเครียดต่างๆ ที่ถูกสะสมไว้ก็จะค่อยๆ จางหายไป ซึ่งการฟังเพลงนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นโรคซึมเศร้าก็สามารถฟังได้ หากเมื่อใดที่เครียดจากงาน เครียดจากคน ลองปล่อยทุกอย่างทิ้งไปและหันมาฟังเสียงเพลงบรรเลงสบายๆ จะทำให้หัวสมองมีความปลอดโปร่งมากขึ้น และอะไรๆ ที่เครียด หรืออะไรๆ ที่คิดไม่ออกก็จะสามารถหาทางออกได้อย่างน่าประหลาดใจ

                2. จินตนาการตามเพลง

                การได้ฟังเพลงที่ชอบหรือเพลงที่ไพเราะสักหนึ่งเพลงจะทำให้ร่างกาย หัวสมอง และจิตใจเกิดความสุขได้ เพียงแค่ลองหลับตา หูฟังเสียงเพลง และจินตนาการตามบทเพลงหรือจังหวะไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ผู้ฟังเกิดความสุขได้ เช่น หากฟังเพลงรักก็ให้นึกถึงช่วงเวลาที่อยู่กับคนรักตามในบทเพลง หรือฟังเพลงเต้นสนุกๆ ก็นึกถึงช่วงเวลาที่ได้ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ  เป็นต้น เพราะความทรงจำและช่วงเวลาที่ผู้ฟังได้จินตนาการนั้นจะเป็นตัวสร้างความสุขให้เกิดขึ้นภายในจิตใจได้

                3. สร้างสมาธิ

                เมื่อได้ฟังเพลงแล้วหัวสมองก็จะเกิดความผ่อนคลาย และเมื่อหัวสมองได้รับการผ่อนคลายแล้วจะทำให้กระบวนการคิดและการรับรู้ของคนเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมือนเป็นการเปิดช่องว่างภายในหัวสมองให้สามารถรับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็มได้ หากคนเราเกิดอาการเครียดหรือคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวมากๆ การรับรู้ของหัวสมองก็จะปิดกั้นตัวเองให้ไม่รับเรื่องใดๆ เพิ่ม และเมื่อรับเพิ่มไม่ได้ก็จะหาทางออกของเรื่องเครียดๆ เหล่านั้นไม่ได้เช่นกัน

                ฉะนั้น อย่าเอาตัวเองไปจมปักกับเรื่องเครียดในทุกๆ วัน หากเวลาใดที่รู้สึกว่าหัวสมองเหนื่อยล้าแล้วต่อให้ทนฝืนคิดต่อไปอย่างไรก็จะไม่สามารถหาทางออกได้อย่างแน่นอน ลองให้เสียงเพลงเป็นตัวเคลียร์เรื่องต่างๆ ในสมองดูบ้าง รับรองได้ว่าเสียงเพลงนี้แหละจะเป็นยาชั้นดีที่สามารถรักษาได้ทั้งสมองและจิตใจ ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วย

เทปคาสเซ็ท ม้วนเพลงที่จางหายน่าเสียดายแทนเด็กรุ่นหลัง

หากย้อนกลับไปในช่วงอดีตสักประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว เด็กวัยรุ่นคนไหนที่ไม่รู้จักตลับเทปคาสเซ็ทก็คงจะเชยมากน่าดู ม้วนเทปสีดำๆ ที่จำเป็นต้องใช้คู่กับเครื่องเล่นวิทยุ เมื่อนำเทปนี้ใส่ลงไปจะเกิดเป็นเสียงเพลง อยากฟังเพลงไหนก็เปลี่ยนหยิบเข้าหยิบออกได้ตามเพลงที่อยากฟัง

                พอช่วงระยะเวลาผ่านไปเทปคาสเซ็ท มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น นักร้องออกเพลงทีเป็นอัลบั้ม 5 เพลงบ้าง 10 เพลงบ้าง ใส่เทปหนึ่งครั้งสามารถฟังนักร้องที่ชื่นชอบได้เพลิดเพลินไปทั้งวัน แต่น่าเสียดายที่เด็กในยุคสมัยใหม่เกิดมาไม่รู้จักเทปคาสเซ็ท เหล่านี้ เพราะในปัจจุบันแทบจะไม่หลงเหลือธุรกิจผลิตเทปให้เห็นอีกแล้ว และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เด็กรุ่นหลังจะไม่ได้รับรู้และพลาดที่จะได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้

                1. ความสนุกในการช่วงชิง

                ในยุคก่อนหากใครอยากจะได้เทปของนักร้องคนโปรดซักตลับนั้น จำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ความสามารถในการช่วงชิงเทปตลับนั้นก็แฟนเพลงอีกนับสิบนับร้อยชีวิต เพราะในสมัยนั้นการผลิตเทปออกมาในครั้งแรกก็ต้องมีจำนวนจำกัด แต่ละร้านที่นำเทปมาขายก็ได้มาในปริมาณที่ไม่มาก ยิ่งถ้าเป็นตามต่างจังหวัดยิ่งน้อยและถ้าเป็นนักร้องดังๆ ที่มีคนชื่นชอบด้วยแล้วละก่อน เลิกเรียนหรือเลิกทำงานที่ก็ต้องแข่งกันวิ่งเข้าร้านขายเทปเพื่อช่วงชิงให้ได้

                2. อุปกรณ์เสริมเล่นคู่กับเทป

                ถึงแม้ว่าในสมัยนี้จะยังคงมีเครื่องเล่นวิทยุหรือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาจำหน่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่รูปร่างและลักษณะของการใช้งานนั้นย่อมแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะในสมัยก่อนเครื่องเล่นพกพาสามารถใส่เทปและเสียบหูฟังเดินไปฟังเพลงไป หากใครมีเครื่องเล่นพกพาแบบนี้ก็จะกลายเป็นที่จับตามองและยิ่งถ้าเป็นหนุ่มๆ ก็จะยิ่งทำให้ดูเท่ห์มากยิ่งขึ้นด้วย

                3. นักร้องในอดีต

                ต้องยอมรับว่านักร้องในอดีตหลายราย คือนักร้องที่มีคุณภาพมากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่านักร้องในปัจจุบันจะไม่มีคุณภาพนะ แต่คุณภาพที่มีของนักร้องในแต่ละยุคก็จะมีของดีที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนักร้องในอดีตหลายท่านมีเอกลักษณ์และความสามารถเฉพาะตัวทำให้กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนในยุคนั้นๆ ซึ่งบางคนก็ยังมีการพัฒนาจนปัจจุบันก็ยังคงมีงานเพลงอยู่ แต่บางคนเลิกทำงานเพลงไปแล้วจึงน่าเสียดายที่เด็กรุ่นหลังๆ ไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นการแสดงของนักร้องในอดีตที่มีคุณภาพ

                เทปคาสเซ็ทถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของวงการเพลงเลยก็ว่าได้ แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานได้ดู เพราะเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงทำให้ม้วนเพลงเหล่านั้นกำลังจะจางหายไป แต่ก็ไม่แน่ว่าเมื่อวัฏจักรของละยุคหมุนจนครบ ความคลาสสิกหรือยุคในอดีตอาจจะย้อนกลับมาให้เด็กได้มีโอกาสเห็นก็เป็นได้

เพราะเหตุใดเพลงยุค 90 ถึงยังคงเป็นเพลงดัง เพลงฮิตตลอดกาล

หากนับย้อนช่วงเวลากลับไปสู่ยุค ค.ศ. 1990-1999 ถือว่าเป็นยุคทองของเพลงฮิตหลากหลายเพลง รวมถึงเป็นยุคกำเนิดนักร้องมากมายหลายชีวิตและที่สำคัญเพลงที่นักร้องเหล่านั้นร้อง ก็กำลังกลับมาเป็นที่นิยมของเด็กในรุ่นยุคปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก

                นั้นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักฟังเสียงบรรเลงเพลงทั้งหลาย เกิดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดเพลงในยุค 90 ถึงกำลังจะกลับมา หรือว่านี้คือ วัฏจักรของชีวิตมนุษย์ที่เมื่อล่วงเลยผ่านกาลเวลาไปจนสุดทาง อะไรที่เคยเป็นอดีตกำลังจะวนกลับมาอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเสียงเพลงของยุค 90 ไม่ว่าจะกลับมาในยุคสมัยใดก็ยังคงถือเป็นบทเพลงที่ได้รับการยอมรับและชื่นชอบอยู่ดี นั้นคงเป็นเพราะ

                1. ความทรงจำ

                เรื่องราวในอดีตที่ถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงในยุคสมัยนั้นคงกลายเป็นความทรงจำที่งดงามยิ่งโดยเฉพาะหนุ่มสาวในยุคนั้นๆ และเมื่อใดที่ได้ยินบทเพลงหวนคืนกลับมาก็จะทำให้นึกถึงภาพและบรรยากาศเก่า รวมถึงความทรงจำให้ยิ้มตามได้ทุกครั้ง แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่เพลงยุค 90 อาจไม่สามารถทำให้มองเห็นความทรงจำอะไรได้ แต่เพลงเหล่านั้นจะสามารถทำให้มองเห็นเรื่องราวในอดีตที่น่าค้นหาได้เช่นกัน

                2. ภาษาที่ฟังง่ายและจังหวะสนุก

                หากให้เทียบคำร้องและทำนองของเพลงในยุคอดีตและยุคปัจจุบันคงจะเห็นความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในความแตกต่างนั้นกลับมีความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป ซึ่งเพลงในยุค 90 นั้นจะเป็นเพลงจังหวะสนุกๆ อีกทั้งเนื้อร้องและทำนองยังฟังง่าย ที่สำคัญทุกคำร้องมีความหมายในตัวเองไม่ต้องแปลให้ลึกซึ้งแต่สามารถสื่ออารมณ์ได้อย่างลงตัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า คือเมื่อใครได้ร้องแล้วมักจะเกิดอาการร้องตามและติดปากอยู่ตลอดเวลา หากไม่เชื่อก็ลองกลับไปฟังดูได้เลย

                3. ความคลาสสิค

                เพลงยุค 90 คือเสียงเพลงที่แสดงถึงความเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นสิ่งที่มีคุณค่าไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม เสน่ห์อันน่าหลงใหลของเพลงยุคนี้จึงยังคงกลายเป็นบทเพลงที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีนักบรรเลงหรือนักร้องนำกลับมาร้องกันอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเมื่อมีการนำกลับมาบรรเลงในช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป ความคลาสสิกของเพลง 90 ก็จะยิ่งมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

                จะเห็นได้ว่าเพลงยุค 90 เป็นเพลงที่ไม่มีวันตายไปจากหัวใจของนักรักดนตรีและนักรักเสียงเพลงอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนินนานมากแค่ไหน เพลงยุค 90 ก็ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ฉะนั้น ก็คงไม่ต้องเสียดายแทนเด็กที่เกิดในยุครุ่นหลังแล้วเพราะไม่ว่าเขาจะเกิดในยุคใด เพลงยุค 90 ก็จะยังคงมีอยู่ให้เขาได้ซึมซับกับเสน่ห์และความทรงจำในอดีตของรุ่นพ่อรุ่นแม่ตลอดไป

ไขข้อข้องใจทำไมเพลงสไตล์อีสานจึงมาแรง

หากลองสังเกตจากช่องทางออนไลน์หรือสื่อโซเชียลต่าง ๆ ให้ดีจะพบว่า กระแสเพลงที่กำลังมาแรงและยอดฮิตมากในปัจจุบันหลากหลายเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงแนวลูกทุ่งอีสาน ไม่ว่าจะเป็น บักแตงโม ห่อหมกฮวกไปฝากป้า หรือเต่างอย ซึ่งแต่ละเพลงมียอดวิวหรือยอดคนดูไม่ต่ำกว่า 100 ล้านวิว และที่สำคัญกระแสายังคงดังฮิตติดหูอย่างต่อเนื่องมาแรงไม่มีตกจริง ๆ

                แต่ถ้าลองมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนจะเห็นได้ว่า เพลงอีสานเป็นเพลงที่จะได้รับความนิยมในเฉพาะกลุ่มคนอีสานด้วยกันเท่านั้น เด็กวัยรุ่น วัยทำงาน หรือกลุ่มคนเมือง จะไม่ค่อยนิยมหรือชื่นชอบกับเพลงสไตล์นี้สักเท่าไร นอกเสียจากเพลงนั้น ๆ จะดังหรือมีนักร้องที่มีชื่อเรื่องหยิบยกเอามาร้องถึงจะได้รับการยอมรับ ผิดกลับในสมัยนี้เพลงสไตล์อีสานกลับดังได้ด้วยตัวเอง และไม่ได้ดังในเฉพาะกลุ่มเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเมือง คนต่างจังหวัด เด็กเล็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ก็หันมานิยมฟังเพลงสไตล์อีสานบ้านนามากยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องรอให้คนดังมา cover ก็สามารถโกยกระแสได้เป็นร้อยเป็นพันล้านวิว ด้วยเพราะเหตุนี้จะเกิดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดกระแสเพลงสไตล์อีสานบ้านๆ จึงมาแรง

                1. ความเป็นเอกลักษณ์

                ด้วยสำเนียงและภาษาพูดของชาวอีสานนั้นจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว เมื่อนำเอาภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์มาผสมผสานออกมาเป็นบทเพลง จึงทำให้เกิดกลิ่นอายของความเป็นอีสานบ้านนาได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญภาษาอีสานบ้างคำเป็นภาษาเฉพาะถิ่น เมื่อคนฟังที่ไม่รู้ความหมายก็จะเกิดความสนุกในการแปลคำๆ นั้นเพื่อให้ออกมาเป็นเนื้อเพลงและเข้าใจความหมายของเพลง

                2. สื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน

                เพราะความเป็นสไตล์อีสานลูกทุ่งบ้านๆ นี้แหละจึงทำให้เนื้อหาความหมายของเพลงที่ออกมา สามารถสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกทั้งของผู้แต่งและนักร้องได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความสไตล์การใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ปลูกผัก ปลูกข้าว หาปลา กบ เขียด ทำอาหารประทังชีวิตในแต่ละวันแต่ก็มีความสุข หรือถ้าเป็นเพลงรักช้าก็จะสื่อให้เห็นถึงความจริงใจ ต่อให้ไม่มีเงินทองแต่มีใจที่รักจริง จึงทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน

                3. จังหวะสนุก

                เพลงอีสานส่วนใหญ่มักจะมีการใส่จังหวะเพลงแบบโจ๊ะๆ สนุกสนาน และผสมผสานดนตรีพื้นบ้านจึงทำให้กลายเป็นจังหวะดนตรีที่มีเอกลักษณ์ทำให้เมื่อผู้ฟังอยากจะลุกขึ้นมาเต้นตามไปด้วย และเพราะความสนุกสนานสไตล์อีสานบ้านนานี้ เลยทำให้เพลงอีสานกลายเป็นเพลงฮิตติดหูหลายเพลงในปัจจุบัน

                 หากตอนนี้นักฟังเพลงคนไหนยังคงต่อต้านหรือหลีกเลี่ยงแนวเพลงสไตล์พื้นบ้านอีสานอยู่ อยากให้ได้ลองเปิดใจฟังดูกันสักนิด รับรองได้เลยว่าเพลงสไตล์อีสานนี้มีดีไม่แพ้เพลงสากล ฮิปฮอป ป๊อป เรกเก้ ที่ชอบฟังกันอยู่อย่างแน่นอน เพราะเพลงพื้นบ้านเหล่านี้เขาจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเองที่ไม่ซ้ำใครบนโลกนี้ และที่สำคัญปัจจุบันมีฝรั่งหัวทองจากต่างแดนจำนวนไม่น้อยที่ยังหลงใหลในทุกๆ อย่างที่เป็นสไตล์อีสาน คงเป็นเครื่องการันตีได้แล้วว่าเพลงสไตล์อีสานบ้านนาไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเพลงดังๆ ทั่วโลกเลย

ยุคนี้เพลงจะดังได้ เด็ก ๆ ฟังต้องแล้วติดหู

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กลุ่มคนที่มีการใช้งานสื่อโซเชี่ยลอย่าง Youtube เป็นจำนวนมากนั้น คือกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นในช่วงต้น ๆ ฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้เองจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้วิดีโอประเภทการ์ตูน โฮมวิดีโอ รวมทั้งเพลงประสบความสำเร็จมียอดผู้เข้าชมหลายล้านวิว โดยเฉพาะเพลงที่หากมีทำนองสนุกสนานมีเนื้อร้องง่าย ๆ และฟังติดหูก็ไม่ยากเลยที่จะดังเป็นพลุแตกโดยไม่ต้องสนต้นทุนการผลิต แสดงให้เห็นได้ชัดว่าเนื้อเพลงไม่จำเป็นต้องวนอยู่ในลูปรัก ๆ ใคร่ ๆ แบบวัยรุ่นเท่านั้น เพลงที่พูดถึงสัตว์ สิ่งของ ผักและผลไม้ ความทะลึ่งทะเล้นรวมทั้งมิวสิควิดีโอชวนหัว กลับกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับเป็นวงกว้าง ที่สำคัญคือบทเพลงเหล่านี้เบาสมองไม่สร้างความเคร่งเครียดหรือเป็นพิษเป็นภัยต่อเด็ก ๆ และเพลงที่ประสบความสำเร็จแล้วอันอยู่ในข่ายนี้ก็ได้แก่

ผู้สาวขาเลาะ เพลงรักเปรี้ยวอมหวานที่ไม่ได้สมหวังหรือผิดหวังเพียงแค่ขอลุ้นอยู่ไกล ๆ มาจากค่ายเพลงน้องเล็กในภาคอิสานที่ไม่ได้มีทุนหนาเหมือนค่ายยักษ์ใหญ่ แต่ผลงานเพลงกลับนำมาซึ่งรายได้อย่างมหาศาล ตัวเพลงมีจังหวะเร็วและสัมผัสของเนื้อเพลงที่ลงตัวส่งผลให้ติดปากติดหูวัยรุ่นไทยอย่างรวดเร็ว ทั้งยังดังข้ามปีจนครั้งหนึ่งเคยติดอยู่ในท็อปชาร์ตของยูทูปมาแล้ว

เต่างอย เพลงสนุกสนานที่สามารถเปิดได้ในหลายวาระโอกาส ทั้งสงกรานต์ ลานแอโรบิค งานบุญงานบวช เมื่อขึ้นต้นเพลงรับรองว่าร้องได้ตั้งแต่เด็กตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงคนสูงอายุ ในยุคที่ผู้คนถวิลหาความทันสมัยและหันไปหาแนวดนตรีชิค ๆ อย่าง EDM หรือ แร๊พ เพลงหมอลำถือว่าเป็นอะไรที่ห่างไกลความสำเร็จมาก ทว่าเต่างอยทลายกำแพงนั้นลงได้ปลุกสัญชาติญาณเดิมภายในใจของคนไทยให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ถือเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของราชินีหมอลำ จินตรา พูนลาภ และ VWIN เชื่อเหลือเกินว่าความแรงยังคงไม่หยุดลงจนถึงทุกวันนี้

ห่อหมกฮวก เพลงจังหวะสนุกสนานพลางเล่าถึงชีวิตประจำวันของคนดวงซวย เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เนื้อหาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เลยแต่กลับดังเป็นพลุแตก หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เพลงนี้ฮิตระเบิดคือเนื้อร้องที่จริงใจ น่ารักและแอบติดทะลึ่งนิด ๆ จนผู้คนในแวดวงดารา เน็ตไอดอล และคนมีชื่อเสียงจำนวนมากเอาไปร้องคัฟเวอร์เกิดเป็นกระแสห่อหมกฮวกที่พูดถึงกันทั่วประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง

บักแตงโม เพลงลูกครึ่งร็อคกับหมอลำที่เด็ก ๆ ทั่วทุกหัวระแหงร้องได้แม้ไม่ทราบความนัยของเนื้อเพลงและอาจจะร้องได้แค่ท่อน “โอ้…นั่นมันบักแตงโม โอ้…นั่นมันบักส้มโอ โอ้…นี่คงเป็นบักพร้าวน้ำหอม” ก็ตาม แต่เพลงนี้กลายเป็นที่รู้จักไปแล้วจนแม้เสิร์ชใน Google เพียงแค่พิมพ์ตัวบ.ใบไม้คำว่าบักแตงโมก็ขึ้นมาให้เห็นเป็นอันดับแรก

ยังมีอีกหลายเพลงที่เราไม่ได้กล่าวถึงอย่างเบบี้ ชาร์ค ปิ๊กาจู หรือบุญผลาฯลฯ ซึ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เพลงประเภทนี้โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ในอดีตเพลงอย่างหมากัด มอเตอร์ไซค์ฮ่าง หรือกินตับก็เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ดังนั้นนักแต่งเพลงและศิลปินในปัจจุบันคงละเลยไม่ได้ที่จะต้องแต่งเพลงเอาใจเด็ก ๆ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ยิ่งกว่ากลุ่มผู้ฟังวัยรุ่นไปเสียแล้ว

รู้หรือไม่ ว่าดนตรีแต่ละประเภทมีความต่างกันอย่างไร

ดนตรีและเพลงต่าง ๆ จัดเป็นศิลปะที่ให้ความสุขกับเราทุกคน แนวเพลงต่าง ๆ สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามองค์ประกอบของดนตรี อารมณ์ความรู้สึก และการผสมผสานของเส้นเสียงต่าง ๆ  เรามาดูกันว่ามีดนตรีประเภทไหนที่เราได้ฟังกันอยู่บ้าง
                ดนตรีแจ๊ส ดนตรีประเภทนี้มีรากฐานมาจากทางอเมริกาใต้ จุดเด่นของดนตรีแจ๊สคือระดับเสียงสูงต่ำในการร้องเพลง และการปรับอิมโพรไวส์ในระดับต่าง ๆ บัดดี้ โบลเดน ถือเป็นผู้นำของงดนตรีแจ๊สเป็นคนแรก นอกเหนือจากนี้ ดนตรีแจ๊สยังแยกย่อยออกเป็นอีกหลายประเภท
                ฮิปฮอป ฮิปฮอปเกิดขึ้นในในช่วงปี 1970 ฮิปฮอปมีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน มีความโดดเด่นในเรื่องของการร้องเพลงที่มีการแร็พเข้ามาช่วย
                ร็อกแอนด์โรล ถือเป็นเพลงเต้นรำซึ่งมีต้นกำเนิดในปีค.ศ. 1950 มักเป็นที่นิยมเนื่องจากมีจังหวะที่สนุกสนานและ ท่วงทำนองที่เรียบง่าย ดนตรีร็อกแอนด์โรล ได้รับการพัฒนามาจากการผสมผสานของดนตรีอย่างบลูส์แจ๊ส และเพลงคันทรี่ Elvis Presley ถือเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงมากของดนตรีแนวนี้ และเป็นที่รู้จักในฐานะราชาแห่งร็อกแอนด์โรล เสียงกลองถือเป็นเครื่องดนตรีที่โดดเด่นของแนวเพลงนี้
                ร็อกมิวสิค – ดนตรีแนวนี้มีรากฐานมาจากเพลงร็อกแอนด์โรลและป๊อป และได้เกิดขึ้นมาเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1960 เครื่องดนตรี เช่น กีตาร์กลองและเบส ทำให้เกิดทำนองเพลงที่แข็งแกร่งและดุดันในสไตล์ของเพลงร็อก นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำแนวเพลงนี้มาผสมผสานกับพลงพื้นบ้าน ทำให้เกิดแนวร็อกบลูส์และร็อกแจ๊ส ซึ่งทำให้ดนตรีร็อกมีหลายรูปแบบมากขึ้น และในช่วงกลางปี ค.ศ.​​1970 แนวดนตรีพังค์ร็อกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และใช้กีตาร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องดนตรีหลัก
                บลูส์ – สไตล์เพลงนี้จะให้ความรู้สึกที่เศร้า แนวดนตรีมีการผสมผสานของวัฒนธรรมแอฟริกันและตะวันตกที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของอเมริกาเนื้อหาของเพลงจะพูดถึงความรัก การดื่มฉลอง และความโชคร้าย แนวเพลงจะรู้สึกหม่นเศร้า

                เพลงป๊อป – ป๊อปหมายถึงความนิยม แนวเพลงนี้ไม่มีกฎเฉพาะตายตัว แนวดนตรีจะมีความเกี่ยวข้องและคล้ายกับสไตล์ร็อกและร็อกแอนด์โรล เพลงป๊อปนี้มักมีผู้ฟังที่ค่อนข้างกว้าง และประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ในหลาย ๆ ยุค
                อาร์แอนด์บี – รากฐานของแนวดนตรีชนิดนี้คือบลูส์และแจ๊ส และมีความคล้ายคลึงกับเพลงบลูส์ที่ท่วงทำนองและเนื้อเพลงจะให้ความรู้สึกหม่นเศร้า
  ดนตรีโฟล์ก – ดนตรีโฟล์กมักเกี่ยวข้องกับประเพณี และมักถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป ดนตรีโฟล์กนี้มีพลังเพราะผ่านการดัดแปลงลักษณะบางอย่าง ในขณะที่ผ่านไปหลายชั่วอายุคน แนวดนตรีตั้งอยู่บนพื้นฐานของดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิมและใช้เครื่องดนตรีประเภทกีตาร์แทนเครื่องดนตรีดั้งเดิม

               ในโลกเรามีดนตรีหลากหลายประเภทให้พวกเราได้เลือกฟังแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวเพลงประเภทไหน ก็ทำให้เรามีความอิ่มเอมใจ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ฟัง ดนตรีถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ดนตรีกับการตลาด สิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก

ปัจจุบันดนตรีมีความหลากหลาย ซึ่งผู้ฟังสามารถเลือกเสพได้ตามความสนใจของตนเอง ซึ่งนักการตลาดได้นำข้อมูลเหล่านี้ มาใช้ประกอบเพื่อวิเคราะห์กลุ่มคนฟัง เพื่อจะนำมาใช้กับวิธีในการโปรโมทสินค้าเพื่อที่จะทำการสร้างโฆษณา

จากรสนิยมของการฟังเพลงและดนตรี ทำให้สามารถระบุวัยของผู้ฟังได้ เพราะมันสะท้อนถึงการใช้ชีวิต ความเป็นอุดมคติของตัวตนอีกด้วย อาทิเช่น ผู้ที่ฟังเพลงลูกทุ่ง รูปแบบการใช้ชีวิตก็จะแตกต่างกับผู้ฟังเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือช่วยสะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของผู้ชมแต่ละกลุ่ม และด้วยลักษณะอันเฉพาะเจาะนี้ ทำให้นักการตลาดนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำตลาด เพื่อให้สินค้าของตนเองเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะอย่างแม่นยำมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่ามีความคล้องจองกันอย่างไร ลองนึกย้อนกลับไปดูเมื่อเราอยู่ในช่วงโรงเรียนมัธยมเราชอบร้องเพลงตามศิลปินที่เราชื่นชอบ เรานำสไตล์การแต่งตัวของศิลปินเหล่านั้น มาปรับใช้กับตนเอง และเลียนแบบให้เหมือนให้ได้มากที่สุด ในทำนองเดียวกันการใช้ข้อมูลเหล่านี้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในด้านดนตรีและนำมาป็นแผนการตลาด จะสามารถช่วยให้นักการตลาดได้เกิดความคิดใหม่ ๆ ถึงวิธีการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคออกเป็นลักษณะต่าง ๆ ให้เข้ากับสินค้า และแน่นอนว่ารสนิยมทางดนตรีของเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในขณะที่เรามักจะยึดติดอยู่กับเพลงโปรด ในช่วงชีวิตช่วงหนึ่ง ตัวอย่างเช่นในช่วงวัยรุ่นเรามักจะได้รับอิทธิพลจากแนวดนตรีที่มีความก้าวร้าว รุนแรง เช่น ดนตรีร็อค หรือพังก์ แต่เมื่อเราเปลี่ยนไปสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น เรามีแนวโน้มที่จะเริ่มฟังเพลงป๊อปมากขึ้น แต่เมื่อเราถึงวัยกลางคน ความเป็นอัตลักษณ์ของเราก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปตามช่วงวัยด้วย ดังจะเห็นได้ว่าดนตรีแจ๊สและดนตรีคลาสสิค จะทำตลาดได้ดีกับผู้คนในช่วงวัยกลางคน

สิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้นักการตลาดได้เข้าใจแง่มุมของความหลากหลาย และนำรายละเอียดเหล่านี้มาเชื่อมโยงถึงกันและใช้ในการตีความไต้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ประโยชน์ในการขยายกลุ่มเป้าหมายให้ดรงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่นที่เราใช้เพลงในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการตลาด นั่นคือการใช้ศิลปินที่มีผู้ฟังเฉพาะ มีความจงรักภักดีต่อศิลปิน และแฟน ๆ เราสามารถนำศิลปินเข้ามาเป็นจุดขายและมุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภคที่เรากำหนดไว้แล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นการทำแคมเปญ หรือการใช้โซเชียลเล็ก ๆ ในการทำการโฆษณา การตลาดด้วยเพลงหรือตัวศิลปิน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้กับสินค้าของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้หากเรามองภาพออกในการจับคู่ศิลปินให้มีความเหมาะสมกับสินค้าของเรา จะทำให้ประสบความสำเร็จจากการขายสินค้านั้น ๆ มากขึ้นด้วย

อย่างที่ทราบกันว่า ดนตรีมีผลต่อสมองของเราโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ ดังนั้นเรามักจะเห็นสินค้าหลาย ๆ อย่างใช้เพลงในการพูดถึงการสร้างแบรนด์ ซึ่งอาจไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่าการใช้ดนตรีเพื่อช่วยให้ลูกค้าจดจำลักษณะเฉพาะของแบรนด์นั่นเอง

มาเดินทางให้สนุก ด้วยการใช้ดนตรีเป็นตัวช่วยกันเถอะ

เมื่อเราได้ใช้ช่วงเวลาในวันหยุด เพื่อการพักผ่อนท่องเที่ยวกับครอบครัว หรือคนที่เรารัก หรือแม้แต่การเดินทางไปคนเดียวเพื่อเห็นโลกในมุมมองใหม่ ๆ หากเราได้มีเพลงที่เราชอบเปิดฟังระหว่างการเดินทาง คงทำให้การเดินทางนั้นสนุกและมีความหมายมากขึ้นไม่มากก็น้อย นอกจากนี้เสียงเพลงยังช่วยบันทึกความทรงจำที่ได้จากการเดินทางได้ดีอีกด้วย

                    เราอาจจะมีการเดินทางที่แสนวิเศษที่ประเทศอิตาลี นั่งดื่มไวน์ดี ๆ เฉลิมฉลองช่วงเวลาเหล่านั้น หรือนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ชายหาด และเปิดเพลงคลอไปเบา ๆ ดนตรีเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ของการเดินทาง หากเราได้ทำเพลย์ลิสต์หรือนำซีดีเพลงที่เราชื่นชอบติดตัวไปกับการเดินทางของเราด้วย แค่นี้เราก็ได้ดื่มด่ำกับเสียงเพลงที่เราชื่นชอบรอบตัว การเปิดเพลงที่เข้ากับช่วงเวลาทำให้เกิดการเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างการเดินทางนั้น ๆ  ทำให้เรารู้สึกสนุกและผ่อนคลายไปมากขึ้น แม้ว่าภาพถ่ายอาจทำให้เกิดความทรงจำ แต่เพลงที่เข้ากับบรรยากาศเหล่านั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกได้ลึกซึ้งยิ่งกว่า บทเพลงที่เราได้ฟังระหว่างช่วงเวลาที่เราออกเดินทางนั้น จะทำให้เราเกิดความทรงจำที่มั่นคงที่สุดและไม่ลบเลือนออกไปได้ง่าย ๆ 

                    เราสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าดนตรีสามารถกระตุ้นในส่วนของสมองตั้งแต่อารมณ์ความรู้สึก ความทรงจำ จนถึงการเคลื่อนไหว ซึ่งมีความแตกต่างจากภาพถ่ายหรือแม้แต่การจดบันทึกประจำวัน เรามักพบว่าตัวเองตกอยู่ในความดื่มด่ำ ไปกับช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่านจะเป็นจากสายตาที่มองเห็น หรือกลิ่นสัมผัสที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีมีพลังมาก และโดยเฉพาะความทรงจำที่มีความสุข หน่วยความจำก็จะกระตุ้นปฏิกิริยาแห่งความสุขในสมอให้ปล่อยโดปามีนเซโรโทนินและออกซิโตซินทำให้เราอยู่ในภาวะประสาทสัมผัสทางระบบประสาท ที่ทำให้ตกอยู่ในอาการคล้ายกับการติดสารเสพติดนั่นเอง และเพราะดนตรีเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเรา เรามีการเชื่อมต่อทางอารมณ์ไปกับมัน มันมีพลังที่จะทำให้เรามีความสุขหรือเศร้า

                    ดังนั้นช่วงเวลาที่เราควรรู้สึกผ่อนคลายและสงบ ตัดความกังวลใจออกไป เลิกคิดถึงสิ่งอื่นใดในโลก และปล่อยอารมณ์ให้ตัวเองดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง โดยมีบทเพลงที่เราชื่นชอบ และเมื่อเราได้ยินเสียงเพลงเหล่านั้น เมื่อเราได้กลับมาจาการเดินทาง มันจะเตือนความทรงจำให้เราได้ระลึกถึง หรือแม้กระทั่งได้สัมผัสถึงกลิ่นหอมของอาหารราวกับว่ามันกำลังวางอยู่บนโต๊ะอาหารตรงหน้าเรา หรือบรรยากาศแสนสดชื่น ในโรงแรมที่เราเข้าพัก ช่วงเวลาที่เราได้อยู่บนรถไฟ สายตามองออกไปสองข้างทางและตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ นับว่าเสียงเพลงถือเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ทรงพลังที่สุดที่เราได้รับจากการเดินทาง 

ดนตรีและความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม

ในโลกของเรานั้น มนุษย์เรามีความแตกต่างทั้งลักษณะทางกายภาพหรือขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ที่แต่ละประเทศก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง แต่ละประเทศนอกจากนี้แต่ละประเทศก็มีบทเพลงเป็นของตนเอง ที่แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมนั้น ๆ และแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย แต่ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างใดเลย เพราะดนตรีจะเป็นสื่อกลางในการรวมเชื้อชาติหรือความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคล ให้มีความสัมพันธ์อันดี นอกจากนี้ดนตรียังปรากฏตัวในช่วงตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และถูกนำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกัน ถือได้ว่าดนตรีมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมโลกและดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษ

                    ดนตรีเพื่อการเฉลิมฉลองต่าง ๆ  เป็นที่สังเกตุได้ว่าจะมีการใช้ดนตรีเข้ามาประกอบในงานเฉลิมฉลองทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานฉลองวันสำเร็จการศึกษา หรืองานวันเกิด ซึ่งถือว่าดนตรีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสนุกสนานให้กับพิธีการเหล่านั้น

                    ดนตรีเป็นการแสดงออกในรูปแบบหนึ่ง นักดนตรีจะเป็นที่ผู้ถ่ายทอดบทเพลงและแสดงออกถึงความเป็นตัวตน ในรูปแบบของเสียงเพลงและท่วงทำนองที่ต่างกันออกไป เป็นการสื่อสารที่แสดงออกถึงความรู้สึกในชีวิต ซึ่งทำให้ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงและค้นหาความหมายในตนตรีเหล่านั้นให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

                    ดนตรีทำให้เรารู้สึกอยากเต้นรำมากขึ้น ดนตรีที่มีจังหวะสนุกสนานจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนที่ต่างวัฒนธรรมกันไปทั่วโลก ได้แสดงออกซึ่งสิ่งเดียวกัน เช่น การเต้นรำ อีกนัยหนึ่งคือเป็นการสื่อสารว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรผ่านการเคลื่อนไหวท่าทางเหล่านั้น

                    วิวัฒนาการของดนตรีไม่เคยหยุดนิ่ง ดนตรีไม่เคยหยุดนิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลาและยุคสมัย ในส่วนของศิลปินหรือนักดนตรีที่ได้เรียนมาทางด้านดนตรีโดยตรง อาจจะมีความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้คิดค้นท่วงทำนองและเสียงต่าง ๆ และได้พัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย

                    ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ดนตรีเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ สำหรับผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และต้องการแสดงออกถึงผลงาน ได้สร้างผลงานต่าง ๆ ผ่านดนตรีประเภทต่าง ๆ และนำมาเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกและแบ่งปันกับผู้อื่น ทำให้ผู้คนที่ได้ฟังเพลงต่าง ๆ เหล่านั้น มีลักษณะร่วมกันและรับรู้ถึงแรงบันดาลใจด้วยกันจากดนตรีด้วย

                    ดนตรีสร้างความใกล้ชิด ดนตรีสามารถทำให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยศิลปินถ่ายทอดข้อความผ่านเนื้อเพลง หรือการแสดงอารมณ์ที่พวกเขาอาจไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรืออธิบายได้ แต่ได้สื่อสารสิ่งเหล่านั้นผ่านเสียงเพลงของตนเอง

                    ดนตรีเป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่ง หลาย ๆ คนมีปัญหาเมื่อต้องทำการสื่อสารสิ่งที่ตนเองรู้สึกผ่านคำพูด แต่พวกเขาสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นผ่านบทเพลงต่าง ๆ

                    แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะมีความชอบของตัวเองที่ไม่เหมือนกันกับประเภทของดนตรีที่พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง หรือสนุกไปกับมัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีร่วมกันคือ ดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่ทำให้เกิดการแสดงออก และบ่งบอกความเป็นตัวเราในฐานะมนุษย์ และดนตรียังเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าที่มีจุดร่วมตรงกลาง ช่วยหลอมรวมผู้คนที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน

พลังของดนตรี ให้อะไรได้มากกว่าแค่ความบันเทิง

เราทุกคนเติบโตมาพร้อมกับเสียงดนตรีในทุกช่วงขณะ ในทุกวันของการทำกิจกรรมใด ๆ  ก็ตาม ดนตรีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของมนุษย์แทบจะทุกคน ดนตรีอยู่ใกล้ชิดกับเราตั้งแต่เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมา ระหว่างการเดินทางไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ และสำหรับใครหลายคนดนตรีอาจเหมือนเพื่อนสนิทที่สามารถทำให้เรามีความสุข และช่วยทำให้เราเกิดความผ่อนคลายเมื่อเราต้องเจอกับความกังวลหรือความทุกข์ ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ นอกจากนี้ดนตรียังเป็นเหมือนสื่อกลางที่สามารถทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมารู้จักกันได้ โดยผ่านท่วงทำนองของดนตรี พลังของดนตรีสามารถทำให้เรามีทั้งความสุขหรือถูกปลุกเร้าให้เราลุกขึ้นมาต่อสู้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และช่วยบรรเทาความกังวลของเรา

ดนตรีให้อะไรกับเรามากกว่าแค่ความรื่นรมย์ หรือแค่ความบันเทิงใจ หากแต่นักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยาเคยศึกษาและพบว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ตามเส้นทางของประวัติศาสตร์นั้น ดนตรีคือส่วนหนึ่งของมนุษย์ตั้งแต่โบราณกาล อาทิเช่น วัฒนธรรมหรืออารยธรรมของชนเผ่าดั้งเดิมและพิธีกรรมทางศาสนา ต่างได้ใช้ดนตรีเป็นพื้นฐาน เป็นสื่อกลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ ดนตรียังถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคทางร่างกายบางชนิด รวมถึงความเจ็บป่วยทางจิตใจก็มักใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสมานแผลด้วยกันทั้งสิ้น ยังมีผลการวิจัยที่พบว่า ดนตรีมีผลกระทบต่อสมองของมนุษย์ด้วย เห็นได้ชัดว่าดนตรีไม่เพียงแต่เข้าถึงเราในระดับสติปัญญาทางสังคมและอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น เครื่องดนตรีและเพลงประเภทต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดสภาวะทางจิตวิทยาในทั้งนักดนตรีและผู้ฟังอย่างคาดไม่ถึง ดนตรีสามารถนำเรากลับมาสู่ความเป็นตัวเรา เหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นด้านหนึ่งของเราที่อาจหลงลืมไปนานแล้ว ให้กลับมาปรากฎอีกครั้ง ดนตรีมีพลังและมีความหมายมากกว่าแค่เสียงและคำพูด ดนตรีมีพลังมากจนมีอำนาจในการจัดการและโน้มน้าวบุคคลได้ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ

นอกจากนี้ความหมายมากมายในบทเพลงสามารถบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของศิลปินหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาและแม้แต่ความคิดเห็นของนักแต่งเพลงในมุมมองของพวกเขาก็ถูกถ่ายทอดมายังเนื้อเพลงด้วย บางครั้งนักแต่งเพลง นักดนตรียังใช้ดนตรีเพื่อประกาศความคิดเห็น ความอิสระ และเสรีภาพ ได้หยิบยก กลั่นกรอง เขียนเนื้อเพลงและทำนองรูปแบบต่าง ๆ ด้วย ดนตรีบางประเภทมีผลต่อความรู้สึกของผู้คนในระดับต่าง ๆ กันไป เช่นเพลงช้า ๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความมั่นคง ในขณะที่เพลงแร็พและร็อคอาจทำให้รู้สึกสนุกสนาน หรือเกรี้ยวกราด

และด้วยเหตุผลที่ว่าดนตรีมีพลัง นั่นก็เพราะมันสามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนคิดและรู้สึก หากเรามีความเข้าใจและความซาบซึ้ง หรือสัมผัสกับมันได้อย่างเต็มที่และถูกวิธี รวมถึงมีความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับพลังของดนตรีว่าสามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตได้อย่างไรบ้าง เราจะสามารถนำดนตรีมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและสังคม