เลือกเครื่องดนตรีจากกรุ๊ปเลือด เรื่องแบบนี้ก็มีด้วย

การเลือกเล่นดนตรีนั้นมาจากความชอบ ความพยายาม และพรสวรรค์ แต่บางคนจะรู้ไหมว่าเราควรจะเล่นเครื่องดนตรีอย่างไรดีถึงจะเหมาะสม การเลือกเล่นตามความชอบก็เป็นเหตุผลที่ดี แต่อย่างไรก็ดี…ลึก ๆ ในตัวเรา มีดีเอ็นเอที่ฝังในเลือดของแต่ละคน ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยใจคอได้ พันธุกรรมเหล่านี้แหละ…จะสามารถแยกแยะ และคัดกรองเครื่องดนตรีแต่ละอย่างให้เราได้ว่าควรจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดใด วันนี้เราจะตัดสินใจจากกรุ๊ปเลือดของตัวเองกันดีกว่า

คนกรุ๊ปเลือด A

ด้วยความที่เป็นคนมั่นใจสูง ขยันขันแข็ง และมีความฉลาด ดังนั้นกลองและเพอร์คัสชั่น ทั้งหลายต้องเป็นของคนกรุ๊ปนี้ กับการวางแผนการตีกลองเพื่อให้ลงจังหวะได้พอดิบดีแบบสวยงามไพเราะ การลงไม้บนหนังกลองด้วยความมั่นใจ จะทำให้เสียงออกมาได้คมชัด กังวาน และท่อนส่งที่ซับซ้อนจนต้องอาศัยความฉลาดจากคนกรุ๊ปเลือดนี้เท่านั้น

คนกรุ๊ปเลือด B

กีต้าร์ เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับกรุ๊ปที่มีความสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา จะทำให้สามารถเอ็นเตอร์เทนออกมาทางเสียงกีต้าร์ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของอารมณ์ที่เอาเป็นตัวตัดสินทุกอย่างที่ทำของคนกรุ๊ปนี้แล้วนั้น ก็ไม่แปลกถ้าจะลองเล่นแซกโซโฟน อีกด้วย จะทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์จากตัวเขาสู่โน้ตที่เป่าออกมาได้อย่างเสนาะหูเลยทีเดียว

คนกรุ๊ปเลือด AB

อัจฉริยะเหล่านี้ต้องมีเปียโนสักหลัง เอาไว้ปลดปล่อยความเงียบในตัว เปลี่ยนเป็นเสียงบรรเลงบนลิ่มเปียโนอย่างเหนือชั้น การสร้างสรรค์โน้ตเพลงต่าง ๆ ที่ออกมาจากปลายนิ้วของคนกรุ๊ปนี้นั้น การเป็นคนคิดนอกกรอบจะสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน และจากการที่ชอบหลบมุม เข้าหลืบของคนกรุ๊ปนี้ ดับเบิ้ลเบส เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับพวกเขา ที่ได้จะนั่งอยู่ข้างหลังคอยพยุงวงไว้ ผ่านการดับเบิ้ลเบสที่เป็นหัวใจสำคัญของเพลงนั้น ๆ

คนกรุ๊ปเลือด O

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความชิลล์ความอะไรก็ได้จะอยู่ในหัวของคนกรุ๊ปนี้ ไม่รีบร้อน ใจเย็น ไม่กระตือรือร้น ไม่แปลกใจเลยถ้าคนกรุ๊ปนี้จะลากเก้าอี้นุ่ม ๆ สักตัวมานั่ง หยิบคันชักขึ้นมาสี เชลโล่ ไปด้วยอารมณ์เอื่อย ๆ เน้นไปที่การคลุมโทนของเพลง ไม่หวือหวา เป็นคนยังไงก็ได้ ตามน้ำได้หมดพร้อมที่จะตามใจเครื่องดนตรีอื่นๆ เป็นแนวหลังที่คอยหนุนเพื่อนในวงได้ค่อนข้างดี หรือถ้าจะให้ดีก็หยิบ ฟรุต มาเป่าอย่างแผ่วเบา ให้รู้สึกถึงสายลมอ่อนโยน มากระทบใบหน้าให้รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีกรุ๊ปเลือดอะไร หรือจะเลือกเล่นเครื่องดนตรีอะไร การฝึกซ้อมให้เยอะเข้าไว้ก็มักจะเป็นตัววัดความสำเร็จกับการเล่นเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ ได้แน่นอนกว่า

 

ทำไมต้องเพลงยุค 90? ทำไมคนถึงกล่าวว่ามันดีที่สุดในยุค

ทุกวันนี้หากทุกคนลองสังเกตดูดี ๆ เวลาไปเที่ยวร้านอาหาร หรือตามผับ จะได้ยินบทเพลงที่มาจากยุค 90 อยู่เสมอ ทั้งที่ซาวนด์เพลงก็ดูเชย เนื้อหาก็ดูเก่า ศิลปินก็อายุเยอะมากแล้ว แล้วเพราะเหตุใดเล่า บรรดาเพลงในยุคนั้นถึงได้ครองใจผู้คนแบบไม่เสื่อมคลาย หากใครรู้สึกแบบที่เกริ่นมาข้างต้นแล้วล่ะก็…ลองไปหาคำตอบกันได้เลย

ความทรงจำที่หลั่งไหล

ความทรงจำที่เราไม่ได้สนใจจนเกือบจะเลือนหายไป มักจะผุดออกมาโดยการกระตุ้นจากเพลงในยุค 90 ที่ฟังอยู่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้นั่งเครื่องย้อนเวลาไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้งจริง ๆ อย่างเช่นว่าเพลง ไม่อาจเปลี่ยนใจ ของ เจมส์ เรืองศักดิ์ พอได้ฟัง หลายคนน่าจะนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมที่เคยเปิดหนังสือเพลงดีดกีต้าร์กันอยู่หลังห้องเรียนโดยมีเพื่อน ๆ มาล้อมวงร้องเพลงกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งคุณครูเข้ามา แล้ววงก็แตกกระเจิงกลับไปนั่งประจำโต๊ะเรียนของแต่ละคน เป็นต้น เรียกได้ว่าเพลงยุค 90 ที่โดน ๆ ใช้แทนฟังก์ชั่น วันนี้เมื่อ…ปีที่แล้ว ได้เลย

มีท่าเต้นสุดเจ๋งประจำเพลงนั้น ๆ

เมื่อไรที่จังหวะเพลงยุค 90 ที่คุ้นเคยอย่างเพลง เกรงใจ ของ แร๊ฟเตอร์ เข้าสู่โสตประสาทแล้วนั้น เหมือนกับว่าถูกมนตร์สะกดให้แขนขวายกขึ้นมา แล้วแกว่งไปมาตามท่าเต้นของเพลงนี้ไปเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็เจอเสียงเบสท่อนอินโทรของเพลง ชาวนากับงูเห่า ของวง ฟลาย สองมือของทุกคนก็ตั้งชันสูงเหนือหัว พร้อมกับเงยหน้าเลื่อนศีรษะไปข้างหน้าและหลังอย่างพร้อมเพรียงเลยทีเดียว จะเห็นได้เลยว่า ท่าเต้นของแต่ละเพลงในยุค 90 นั้น ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลาเลย

ภาษาและประโยคเด็ดเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์

“ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้ไหม” “ท้อง…ฉันก็ไม่รับ” “มาแล้วยังดีกว่ามาช้า…มาช้ายังดีกว่าไม่มา” “ดูมั้ยดู…ดูไม่เสียตังค์” ประโยคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ต่างเป็นคำฮิตติดอกติดใจเราหลาย ๆ คนที่ต้องพูดแหย่ หรือแซวเล่นกับก๊วนเพื่อนในช่วงเวลาอดีตที่ผ่านมา มาถึงปัจจุบันประโยคเหล่านี้ก็ยังคงฟังแล้วอมยิ้มอยู่เสมอ ถ้าเราพูดใส่กับคนที่คุ้นเคย หรือมีช่วงเวลาร่วมกันมา นับเป็นการรีไซเคิลนำคำที่หมดยุคไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่ในยุคนี้ได้โดยที่ไม่เคอะเขิน

ต้องยอมรับว่าดนตรีบนโลกเรานี้เป็นระบบหมุนเวียน ณ ยุคหนึ่ง เพลงเพลงหนึ่งจะได้รับความนิยมมาก เวลาผ่านไปก็จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไป แล้วพอเวลาผ่านไปอีก เพลงเพลงนั้นก็กลับมามีโลดแล่น ได้รับความนิยมอีกครั้ง เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป และตอนนี้มันกลับมาแล้ว เหล่าบรรดาเพลงยุค 90 ที่หลับใหลมานานนับสิบปี…มาย้อนเวลาไปด้วยกันเถอะ…

 

ดนตรีกับการเดินทาง สิ่งคู่กันที่ขาดไม่ได้

ในวันที่ต้องออกทริป ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปแบบยกก๊วน ในระหว่างเดินทางนั้น หากขาดดนตรีไป ทริปนั้นก็คงจะกร่อย ไม่สุดเสียทีเดียว เปรียบเสมือนกินข้าวหมูทอดแต่ขาดน้ำจิ้มเด็ด ๆ ไปนั่นเอง ดนตรีนั้นเป็นส่วนช่วยเติมเต็มทริปนั้น ๆ ของคุณได้เป็นอย่างดี ไปดูกันว่าดนตรีจะมีบทบาทตรงไหนของทริปได้บ้าง

เพลงคันทรีกับวิวภูเขา

ถ้าจับท่อนฮุคของเพลง Country road take me home ของ John Denver มามัดรวมกับวิวภูเขาเขียวชอุ่มที่เรียงรายสุดเส้นถนนข้างทางแล้วล่ะก็ แทบจะไม่สามารถต้านทานการเอียงศีรษะซ้ายที ขวาที ตามจังหวะกลองไปเลย มันช่างทำให้รู้สึกถึงการเดินทางจริง ๆ จนบางทีคุณอาจจะอยากให้ถนนยาวไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความสุขที่จะมากขึ้นตามลำดับ ลองเปลี่ยนเป็นเพลงไทยบ้างอย่างเพลง หนุ่มพเนจร ของปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ก็จะทำให้คุณต้องตบพวงมาลัยตามจังหวะไปด้วยแน่ ๆ ระดับความฟินจะพุ่งขึ้นสูงสุดเลยทีเดียว

แหกปากให้สุดเสียงกับชาวแก๊งค์ เพื่อนซี้

เลือกเพลงที่ชอบขึ้นมา หมุนวอลลุ่มให้ดัง แล้วตะโกนร้องพร้อมกันกับเหล่าเพื่อนซี้ บนรถที่กำลังแล่นไปสู่จุดหมาย นี่แหละคือช่วงเวลาคุณภาพที่จะบันทึกอยู่ในความทรงจำของคุณไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน ในทริปที่ไปเป็นหมู่คณะนั้น มักจะมีเพลงที่เป็นเพลงประจำก๊วนกันอยู่แล้ว แค่ร้องออกมาให้สุดเสียง ประสานเสียงกัน หรือจะผลัดกันคนละท่อนล้วนสร้างความสุขในการเดินทางทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะสนุกกันขนาดไหนก็อย่าประมาทในการขับรถด้วยล่ะ

กีต้าร์โปร่งหลังมื้อค่ำ

ไฮไลท์ของทริปนั้นก็คือการมาถึงจุดหมายปลายทาง ได้ท่องเที่ยวทำภารกิจต่าง ๆ จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังอาหารเย็นชุดใหญ่ไปแล้ว จะขาดไม่ได้เลยกับกีต้าร์โปร่ง 1 ตัว กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ตามแล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน 1 ขวด แค่นี้ก็พร้อมสำหรับมินิคอนเสิร์ตย่อม ๆ ที่ทุกคนล้อมวงกัน แย่งกันร้องบ้าง แย่งกันเล่นบ้าง ร้องเพี้ยนบ้าง ร้องดีบ้าง แต่รับประกันได้ว่ามินิคอนเสิร์ตนี้ มักมีช่วงเวลาทำการแสดงที่ค่อนข้างยาวนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว บางทีอาจถึงเกือบเช้าของอีกวันด้วยซ้ำไป

เห็นได้ชัดว่าดนตรีนั้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มกับการเดินทางอย่างมากจริง ๆ เริ่มตั้งแต่ขึ้นรถออกจากบ้านไประหว่างทาง จนถึงจุดหมาย กระทั่งขากลับ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้ อ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่ารอช้าไป รีบดูปฏิทินเช็กวันว่างให้ดี เสิร์ชข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็จัดลิสเพลงสุดโปรดลงมือถือให้เรียบร้อย แล้วไปดูกันว่าดนตรีจะทำให้ทริปของทุกคนนั้นแฮปปี้ได้มากแค่ไหน

 

Club 27…ชมรมที่ค่าสมาชิกต้องแลกด้วยชีวิต

                ศิลปินดัง ๆ ระดับตำนานมากมายหลายยุคหลายสมัย ต่างจบชีวิตลงด้วยช่วงอายุเดียวกันจนหลายคนสงสัยว่าทำไมบุคคลเหล่านี้จึงต้องมาเสียชีวิตในวัยวัยเดียวกันด้วย วลีที่ว่า Club 27 ก็ได้ถือเกิดขึ้น

Jimi Hendrix

นักแต่งเพลง นักร้อง แต่คนทั่วไปจะรู้จักในนามของมือกีต้าร์ร็อกแอนด์โรลระดับตำนาน ที่มีสไตล์การแต่ตัวที่มีสีสันฉูดฉาด ฝีมือการเล่นกีต้าร์ของเขานั้นได้ถูกทั่วโลกยอมรับว่าเขาคือคนที่เก่งที่สุด เหล่ามือกีต้าร์ระดับโลกในเวลาต่อ ๆ มาล้วนได้รับอิทธิพลจากเขาทั้งสิ้น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาจบชีวิตลงในปี ค.ศ. 1970 ด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น

Kurt Cobain

Front man แห่ง Nirvana เจ้าพ่อดนตรีแนวกรันจ์รายนี้ ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Club 27 เช่นกัน ในทางทักษะการเล่นกีต้าร์ของเขานั้น อาจดูไม่ได้หวือหวามากเท่าไรนัก แต่เขานั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะด้านการแต่งเพลง และการแสดงสด ที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด รวมไปถึงบุคลิกของเขานั้นค่อนข้างไปทางน่าหลงใหลจนคนเอาไปเป็นแบบอย่างมากมาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาติดยาเสพติดอย่างหนัก และจบชีวิตตัวเองโดยการยิงตัวตายด้วยปืนลูกซองเข้าที่หัวของเขาในปี ค.ศ. 1994

Robert Johnson

ตำนานเพลงบลูส์ที่มีชีวิตในช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 ผู้คนต่างกล่าวว่า เขาได้ขายวิญญาณให้กับซาตานเพื่อแลกกับฝีมือการเล่นกีต้าร์จากธรรมดาไปเป็นเซียนกีต้าร์อย่างน่าเหลือเชื่อ ในช่วงเวลาไม่กี่วัน เพลงที่เขาแต่งออกมานั้นล้วนกลายเป็นเพลงระดับตำนานขึ้นหิ้งที่เปลี่ยนแปลงวงการบลูส์ และพัฒนาสู่แนวร็อกแอนด์โรลในเวลาต่อมาอีกด้วย การเสียชีวิตด้วยการโดนวางยาพิษของเขานั้น ต่างถูกมองว่าเป็นค่าชดใช้จากการทำสัญญากับซาตานนั่นเอง

Kim Jong-Hyun

หนึ่งในสมาชิกวง SHINee ถึงจะเป็นศิลปินยุคใหม่ แถมยังเป็นคนเอเชีย แต่ Kim Jong-Hyun นั้นก็ถูกบรรจุลงในเม็มเบอร์ของ Club 27 เรียบร้อยไปแล้ว วันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2017 เขาได้ฆ่าตัวตายโดยการดมสารพิษ ถึงแม้ว่าทางโรงพยาบาลจะทำการกู้ชีพของเขาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้อยู่ดี คำให้การของพี่สาวแท้ ๆ ของเขาเองกล่าวไว้ว่า ได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือจาก Kim Jong-Hyun ที่มีใจความประมาณว่า “บอกลาครั้งสุดท้าย” จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน

ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะโด่งดังมีชื่อเสียงมากมาย แต่จะมีใครรู้ภายในใจของพวกเขาบ้างว่าต้องทนทุกข์อยู่กับอะไรบ้าง สาเหตุเกือบทุกคนใน Club 27 นั้นมาจากการใช้ สารเสพติดทั้งสิ้น บางคนก็เป็นโรคซึมเศร้า ที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาว่าจะต้องมีเรื่องร้ายบางอย่างที่มีผลต่อจิตใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

 

ธรรมดาโลกไม่จำ! 4 เพลงสุดขั้วบนโลกใบนี้

เพลงที่เราทุกคนฟังกันมาเกือบทั้งชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีความแตกต่างกันที่แนวเพลง ความไพเราะ อารมณ์ หรือความหมายที่ศิลปินต้องการสื่อสารออกมา แต่ถ้าพูดถึงโดยรวม ๆ แล้ว หลาย ๆ บทเพลงก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันในระดับหนึ่ง แต่วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับเพลงแปลกๆ ที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า “มีเพลงแบบนี้ในโลกใบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”

บทเพลงที่ยาวที่สุดในโลก

ความยาวของบทเพลงที่ยาวประมาณ 3 ถึง 5 นาที คือระดับมาตรฐานของหูคนเราที่จะเสพเข้าถึงแก่นของเพลงนั้น ๆ ได้อย่างพอเหมาะพอดี แต่นั่นไม่ใช่ทฤษฎีกับบทเพลงของไมเคิล บอสทวิกค์ แน่ ๆ ในเพลงที่มีชื่อว่า The Rise and Fall of Bossanova ในโปรเจ็กต์ PC III ของเขา ความยาวนั้นมากถึง 13 ชั่วโมง 23 นาที กับอีก 32 วินาทีได้ถูกจารึกเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2016 ส่วนเนื้อหาในเพลงนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยการสร้างบรรยากาศ ความล่องลอย และการผ่อนคลายที่ยาวนานอย่างแท้จริง

เพลงที่สั้นที่สุดในโลก

พูดถึงเพลงที่ยาวที่สุดไปแล้ว เลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเสนอเพลงที่สั้นที่สุดด้วย You Suffer ของวงร็อกอย่าง Napalm Death โดยเพลงสุดกวนนี้มีความยาวเป็นสถิติโลกที่ 1.316 วินาที เรียกได้ว่าใครจะฟังเพลงนี้แค่เผลอไอหรือหาว ก็ไม่ทันได้ฟังเสียแล้ว

เพลงที่ใช้ภาษาเยอะที่สุดในโลก

ตั้งแต่ไหนแต่ไรในเพลงเพลงหนึ่งก็จะมีแค่ 1 หรือ 2 ภาษาเท่านั้น เพราะแค่นี้ก็เพียงพอต่อการสื่อความหมายถึงผู้ฟังแล้ว แต่ถ้ามีทั้งหมด 145 ภาษาภายในแค่ 1 เพลงล่ะ…แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว นักร้องจะร้องยังไง? เพลงจะกล่าวถึงอะไร? จะเป็นไปได้เหรอ? คำถามพวกนี้จะหมดไปเลยเพียงแค่ได้ฟังเพลงของ AnDuDu ชาวออสเตรเลีย คนนี้ เขาได้รวบรวมเรียบเรียงคำบอกรักจากทั่วโลกมาไว้ในเพลงเพลงเดียว ฉะนั้นหากคุณคิดจะบอกรักใครล่ะก็ ใช้เพลงนี้ได้เลย รับประกันว่าต้องโดนใจสักหนึ่งภาษาในนั้นแน่ ๆ

เพลงที่หายใจน้อยที่สุดในโลก

                Shankar Mahadevan นักร้องและนักประพันธ์เพลงชาวอินเดีย กับเพลงสร้างชื่อของเขา Breathless ในปี 1998 ซึ่งในส่วนของเนื้อร้องนั้น เขาได้ร้องต่อเนื่องแบบไม่พักหายใจยาวนานถึง 3 นาที ถือว่านานมาก ๆ และคงหานักร้องคนไหนมาร้องเพลงนี้ไม่ได้ง่าย ๆ แน่นอน

ขึ้นชื่อว่าเพลงไม่ว่าจะมีความยาวมากน้อยหรือใช้ภาษาเยอะน้อยแค่ไหน จุดมุ่งหมายสูงสุดของคนแต่งนั้นย่อมต้องการที่จะมอบความสุข ความบันเทิงแก่คนฟังทั้งสิ้น อ่านถึงตรงนี้ต้องบอกเลยว่าเหล่านักเสพเพลงทั้งหลายอย่ามัวชักช้าอยู่ ยังไงต้องลองมาหาฟังให้ได้สักครั้ง แล้วทุกคนจะได้รู้ว่าในโลกนี้ก็มีเพลงแบบนี้อยู่ด้วย

 

ไม่ชอบเสียงดนตรี ไม่ได้แปลว่าเป็นคนไร้หัวใจนะ

ในสังคมปัจจุบันนี้การฟังเพลงถือว่าเป็นเรื่องที่สากลยอมรับ เพราะเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ล้วนรักในการฟังเพลงกันทั้งนั้น แล้วเมื่อพูดถึงการฟังเพลง หรือแนวดนตรีเจ๋ง ๆ แล้วล่ะก็ คนเราส่วนใหญ่ก็จะสามารถพูดคุยถึงแนวดนตรีที่ชื่นชอบกันได้อย่างสนุกสนาน ซึ่งแตกต่างต่างคนบางกลุ่มที่รู้สึกว่าเสียงดนตรีนี่มันช่างบาดหูเหลือเกิน  แต่วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจว่า คนที่ไม่ชอบฟังเพลง หรือไม่ชอบเสียงดนตรีนี่มันเป็นเพราะอะไรกันแน่

อายุมากแล้ว ฟังแล้วหนวกหู

                อย่างที่เรารู้กันดีว่าเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างก็เริ่มจะเสื่อมสภาพลง รวมไปถึงประสาทสัมผัสทางด้านการฟังอีกด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการประสาทหูเสื่อม คือการมีภาวะที่มีความสามารถในการได้ยินและรับเสียงน้อยลง ซึ่งในกลุ่มนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เขาจะไม่ชอบเสียงอึกกระทึกครึ้กโครม หรือเสียงแหลม ๆ จากกีต้าร์ลีดและเสียงทุ้ม ๆ ของเบสซักเท่าไหร่ ถ้าเราอยากให้เขาฟังจริง ๆ แล้วล่ะก็ คงสามารถฟังได้ไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่นัก ยกเว้นบางคนที่ประสาทหูเสื่อมจริง ๆ ก็อาจจะไม่ได้ยินอะไรเลย

คนที่กำลังใช้สมาธิ  หรือจดจ่ออยู่กับสิ่งใตสิ่งหนึ่ง

คนกลุ่มนี้มักจะเพ่งสมาธิไปที่จุดจุดเดียว ดังนั้นเขาจะไม่ชอบเสียงอะไรที่ไปรบกวนสมาธิเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ชอบฟังเพลงนะ อาจจะแค่ไม่ฟังในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก ๆ ในสังคมวัยทำงาน เพราะส่วนใหญ่มักจะมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอย่างล้นหลาม จึงทำให้ไม่มีเวลาได้มาฟังเพลงบ่อย ๆ

คนที่เป็นโรคไม่ชอบเสียง ไม่ชอบฟังเพลง

ถ้าไม่มีการวิจัยออกมายืนยันว่ามีโรคนี้อยู่จริง คงไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะมีคนที่ไม่ชอบเสียงอยู่เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ ซึ่งความจริงในทางหลักวิทยาศาสตร์นั้น คนกลุ่มนี้มักจะมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อเสียงมากกว่าคนปกติทั่วไป เนื่องมาจากสมองผลิตสารบางอย่างที่ทำให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าในรูปแบบของเสียงมากเกินไป มีงานวิจัยที่ระบุบว่าสมองของผู้คนที่เป็นโรคไม่ชอบเสียงนี้ เกิดจากการที่เสียงมีการสั่งการสมองส่วนที่แสดงความรู้สึกนึกคิดไวเกินคนทั่วไป เมื่อมีเสียงต่าง ๆ เข้ามา ก็จะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด หนวกหู อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง และอยากจะหนีไปจากเสียงตรงนั้นเสียดื้อ ๆ

สำหรับใครที่บังเอิญไปพบเห็นหรือรู้จักคนที่ไม่ชอบเสียงดนตรีและเสียงเพลงละก็ ให้ลองทำความเข้าใจดูว่า เป็นเพราะสาเหตุอะไรทำไมเขาจึงไม่ชอบฟังเพลง เชื่อว่าคุณจะได้ฟังเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่ แถมยังได้มิตรสหายเพิ่มขึ้นอีกคนด้วยนะ

 

ฟังเพลงตอนขับรถ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ในชีวิตประจำวันของใครหลายคน อาจต้องใช้รถส่วนตัวเพื่อการเดินทางไป-กลับจากการทำงาน แน่นอนว่าในรถทุกคันย่อมต้องมีเครื่องเสียง สำหรับเปิดเพลงฟังจากวิทยุ ซีดี แฟลชไดรฟ์ หรือปัจจุบันก็มีการพัฒนาให้สามารถเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้ ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีในปัจจุบัน จึงทำให้เราสามารถเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้ที่เราอยากจะฟัง การฟังเพลงระหว่างขับรถนั้น นอกจากจะสร้างความเพลิดเพลิน และแก้เบื่อยามรถติดได้แล้ว ก็ยังมีข้อดีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

ข้อดีของการฟังเพลงขณะขับรถ

  • คลายความหงุดหงิด เพราะการใช้รถใช้ถนนในบางครั้ง ก็อาจมีเหตุที่ทำให้เราหงุดหงิดได้ง่ายไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคันหน้าขับช้า โดนปาด โดนเบียด โดนแซง ไฟแดงนานเกินไป มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกข้าง ฯลฯ เพลงที่เปิดฟัง ก็จะช่วยให้อารมณ์ร้อน ๆ เย็นลงได้ ลดการทะเลาะวิวาทกับคู่กรณีได้เลย
  • คลายความตึงเครียด หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่า การขับรถในแต่ละครั้ง ตัวเราเองจะมีความเครียดเกิดขึ้น ซึ่งก็มาจากการที่ต้องใช้สมาธิในการโฟกัส เพื่อระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และไม่ให้เลี้ยวรถไปผิดทาง ดังนั้น การฟังเพลงไปด้วย จึงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างดี
  • ช่วยเรียกสมาธิ ในการขับรถในเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดความเคยชินและเฉื่อยชาได้ ส่งผลให้ความระมัดระวังของเราลดลง หรือบางครั้งอาจเผลอหลุดโฟกัส เหม่อลอย การฟังเพลงไปด้วยจะช่วยเรียกสมาธิ ดึงสติให้กลับมาอยู่บนถนนอีกครั้ง
  • กระตุ้นให้สมองตื่นตัว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสะสม โดยเฉพาะการขับรถทางไกลอาจทำให้เกิดอาการเผลอวูบหลับได้ ดังนั้น หากคิดว่ายังพอไหว ไม่ต้องงีบหลับ การเปิดเพลงจังหวะสนุก ๆ ฟัง ก็จะช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

เพลงที่ฟัง กับความดังที่เปิด

หลายคนอาจจะคิดว่า การฟังเพลงขณะขับรถอาจรบกวนสมาธิได้ นั่นเป็นเพราะว่าเปิดเพลงในระดับเสียงที่ดังเกินไปจนรู้สึกรำคาญ อันที่จริง การเปิดเพลงดังพอดี ๆ ไม่มากไม่น้อย จะช่วยสร้างสมาธิมากกว่ารบกวน นั่นเป็นเพราะประสาทที่เราใช้รับเสียง มีเพียงแค่ประสาทหู ไม่ได้ใช้ตา ดังนั้นการฟังเพลงจึงไม่รบกวนการโฟกัสในการขับขี่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยที่พบว่าการฟังเพลงขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงไหน จะทำให้ผู้เข้าทดสอบมีการตอบสนองต่อสภาพจราจรทั้งในสภาพรถติด และการขับรถทางไกลได้ดีกว่าการไม่ฟังเพลงอะไรเลย ดังนั้นการฟังเพลงขณะขับรถ จึงไม่ได้แค่สร้างความครื้นเครง แต่ยังสามารถส่งเสริมให้เกิดสมาธิ และขับรถได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

มิวสิคสตรีมมิ่ง ยุคใหม่ของการฟังเพลง

ปัจจุบัน โลกของเทคโนโลยีมีการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ มีผลต่อวงการเพลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว จากยุคอนาล็อก ที่เราต่างต้องฟังเพลงผ่านแผ่นเสียง หรือเทปคาสเซต ก้าวข้ามผ่านมาเป็นยุคดิจิตอล ก็คือยุคของแผ่นซีดี จากนั้น ยุคของการซื้อแผ่นเสียง เทป ซีดี ก็หมดลง ด้วยการถึงของไฟล์เพลงดิจิตอลที่สามารถฟังออนไลน์ได้ทางอินเตอร์เน็ต จนถึงปัจจุบันเมื่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายเริ่มแข็งแรง บริการมิวสิคสตรีมมิ่งแบบออนไลน์จึงเกิดขึ้น เป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่อยากซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ก็จะสามารถเลือกเฉพาะเพลงที่ชอบได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ในขณะที่แผ่นเสียง ก็กลายมาเป็นทางเลือกของผู้ที่นิยมสะสม หรือซีดีเพลง ก็ยังคงมีการจำหน่าย เพื่อให้แฟนเพลงของศิลปินได้อุดหนุน ส่วนศิลปินเองก็ไม่เน้นขายแผ่น หันมาเน้นการขายโชว์แทน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการปรับตัวรับการมาถึงของยุคมิวสิคสตรีมมิ่งอย่างเต็มรูปแบบ

ทำความรู้จักกับมิวสิคสตรีมมิ่ง

มิวสิคสตรีมมิ่ง (Music Streming) หรือการสตรีมมิ่งเพลง ก็คือการให้บริการเพลงในรูปแบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต แบบไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผู้ให้บริการก็จะมีการเก็บค่าบริการรายเดือน หรือบางเจ้าก็มีการให้บริการฟรี แต่มีข้อจำกัดเรื่องเพลงที่ฟังได้ การสตรีมมิ่งนี้ จะไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการเก็บ หรือครอบครองไฟล์เพลงไว้ได้ตลอด เหมือนการซื้อเพลง เพราะเมื่อหยุดใช้บริการ ก็จะไม่สามารถฟังเพลงที่เคยโหลดเพื่อฟังแบบออฟไลน์ไว้ในลิสต์ได้อีก และไม่อนุญาตให้นำไฟล์ไปแจกจ่ายได้ จึงเป็นการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของศิลปินได้เป็นอย่างดี

ผลประโยชน์ที่ลงตัว?

สำหรับคนฟังเพลงแล้วนั้น มิวสิคสตรีมมิ่งเป็นบริการที่มีข้อดีมากมาย ในค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ เพราะสามารถเลือกฟังเพลงได้อย่างไม่จำกัด ราคาไม่แพงเหมือนการซื้อขาด สามารถอัพเดตเพลงใหม่ได้เรื่อย ๆ แถมบริการสตรีมมิ่งเพลงส่วนใหญ่ยังมีการจัดหมวดหมู่เพลงให้เราเลือกตามความชอบ และความสนใจอีกด้วย แต่ก็ยังคงมีคำถามว่า การให้บริการสตรีมมิ่งเพลงนั้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเพลงจริงหรือไม่ เพราะในมุมของศิลปิน และผู้จัดจำหน่ายแล้ว การสตรีมมิ่งให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการจำหน่ายในรูปแบบอื่น ๆ และส่งผลให้ยอดจำหน่ายซีดี ซึ่งได้ราคาดีกว่าลดลง แต่ถึงอย่างนั้น การให้บริการออนไลน์ ก็สามารถช่วยกระจายเพลง ให้มีผู้ฟังมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีทางการตลาดในระยะยาวได้

การปรับตัว สำหรับยุคสตรีมมิ่ง

สำหรับผู้ที่เป็นแฟนเพลงอย่างเหนียวแน่นแล้ว การอุดหนุนศิลปินโดยการซื้อแผ่นซีดี ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถ ดังนั้นศิลปินในยุคนี้ การขายโชว์เพื่อเพิ่มความนิยมจึงสำคัญมาก ศิลปินและแฟนคลับจึงต้องสร้างความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น เพราะเมื่อศิลปินไม่สามารถทำยอดขายเพลงได้ตามเป้า นั่นหมายถึงว่าแฟนเพลงอาจไม่ได้ฟังผลงานใหม่ ๆ อีก แฟนเพลงจึงเป็นแรงกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการเพลงให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ในยุคที่มิวสิคสตรีมมิ่งกำลังฮิตติดลมบน

 

เหตุผลดี ๆ ชวนมาหัดเล่นดนตรีกันเถอะ

สำหรับผู้ที่มีดนตรีในหัวใจแล้ว ทักษะจะมากจะน้อย ก็สามารถฝึกฝนการเล่นดนตรีได้ทั้งนั้น เพราะการเล่นดนตรีอะไรซักอย่างให้เป็นแล้ว จะเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวไป นอกจากนี้ในขณะที่เราเรียนดนตรี เสียงเพลงก็จะช่วยกระตุ้นสมอง ให้เกิดความตื่นตัว มีสมาธิ อาจส่งผลดีทางอ้อมกับการเรียนหรือการทำงานอีกด้วย แต่หากใครที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าเล่นดนตรีเป็นแล้วจะดีกับชีวิตยังไง อยากให้ลองมาอ่านข้อดีของการหัดเล่นดนตรี ดังนี้จ้า

หัดเล่นดนตรี เพิ่มสิ่งดี ๆ ในชีวิต

  • เป็นการฝึกทักษะ สร้างสมดุลให้แก่สมอง เพราะสมองส่วนตรรกะของเรานั้น คือสมองซีกซ้าย ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ศิลปินอาชีพ ก็จะใช้ในการเรียน หรือการทำงานอยู่เสมอทุกวัน การหัดเล่นดนตรีจะทำให้เราได้ใช้สมองซีกขวา หรือด้านศิลปะมากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลการทำงานของสมอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองได้
  • เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้ใช้สมองซีกขวามากขึ้นแล้ว การคิดสร้างสรรค์ก็จะตามมา เกิดความคิดในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ซึ่งในยุคนี้แล้ว การคิดแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
  • ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้มากขึ้น เพราะดนตรีก็คือวัฒนธรรมของคนทั่วโลก สร้างความคิดเชิงบวกได้มาก และถือเป็นภาษาสากลในการสื่อสารอารมณ์ ในการหัดเล่นดนตรี ก็จะได้มีการฝึกทำความเข้าใจอารมณ์เพลง ซึ่งตรงนี้แหละที่จะทำให้เรามีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้น
  • สามารถทำงานแบบทีมเวิร์คได้ดีขึ้น เมื่อเราหัดเล่นดนตรีเองได้ระยะหนึ่งแล้ว การร่วมเล่นเป็นวงกับเพื่อนฝูง นอกจากจะเพิ่มความสนุกสนานให้ชีวิตแล้ว ยังเป็นการฝึกทักษะของการทำงานเป็นทีม เพราะในการเล่นเป็นวง เราต้องคอยฟังคนอื่นอยู่เสมอ เพื่อให้ผลออกมาเป็นเสียงดนตรีที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งในส่วนนี้ก็สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี

อยากเล่นดนตรี ทำไงดี?

สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์เลย ก็คงต้องลองเดินเข้าไปในโรงเรียนดนตรีซักแห่ง เพื่อดูว่าเปิดสอนอะไร ตรงกับที่เราอยากเรียนหรือไม่ หรือจะลองซื้อเครื่องดนตรีมาหัดเล่นเองก็ย่อมทำได้ เพราะในยุคที่มีอินเตอร์เน็ต การฝึกเล่นดนตรีแบบออนไลน์นั้นทำได้ไม่ยากเลย แถมอาจจะสะดวกกับชีวิตมากกว่าการเดินทางไปเรียน แต่ไม่ว่าจะเรียนแบบไหน ก็ต้องอาศัยความขยันหมั่นฝึกฝน และไม่ท้อถอย เล่นได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็อย่างเพิ่งถอดใจ เพราะถ้าวันไหนที่เล่นเป็นแล้วก็จะทำให้เราเกิดความภาคภูมิในตัวเอง และสามารถสนุกกับกิจกรรมยามว่างใหม่ ได้อย่างไม่จำกัด

เบื่อ เศร้า เหงา เซ็ง ให้เสียงเพลงเป็นเพื่อน

เคยรู้สึกไหมว่า ในขณะที่เราเกิดความรู้สึกอะไรในทางลบขึ้นมา การได้ฟังเพลงจะช่วยให้ความรู้สึกนั้นบรรเทาลงได้ บางเพลงก็อาจมีเนื้อหาช่วยปลอบใจ หรือทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ นั่นเป็นเพราะว่าเพลง ก็คือการสื่อสารอารมณ์ถึงคนฟัง เราจึงสามารถรับรู้และรู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก การใช้เสียงเพลงเพื่อคลายความเศร้านั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะฟังเพลงแบบไหน แนวไหน เนื้อหาแบบไหนก็สามารถช่วยคลายความเศร้า เหงา เซ็ง ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมักจะฟังเพลงเป็นประจำ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ในชีวิต

เพลงตอบสนองอารมณ์

หลายคนคงเคยได้ยิน หรือาจเคยประสบพบเจอกับตัวเองว่า เมื่อเรารู้สึกเศร้า แทนที่จะอยากฟังเพลงที่สดใด ๆ แต่กลับยังอยากฟังเพลงเศร้าอยู่ เช่น คนอกหัก ก็อยากฟังเพลงอกหัก เรื่องนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นการตอกย้ำให้เศร้าเข้าไปอีก แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะหาย แต่อันที่จริง การฟังเพลงเศร้าในช่วงที่เศร้าก็มีประโยชน์ นั่นคือ เมื่อเพลงเป็นการสื่อสารอารมณ์ ในขณะที่เราเศร้าแล้วรู้สึกว่าทั้งโลกไม่เข้าใจนั้น เพลงหนึ่งเพลงที่สามารถแทนอารมณ์เราได้ หรือเขียนขึ้นมาราวกับว่ามาจากชีวิตเรา ก็จะให้ความรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีเสียงเพลงนี่แหละที่เข้าใจความเศร้า และอยู่เป็นเพื่อนเรายามที่รู้สึกว่าไม่มีใคร ทั้งที่จริง ๆ ก็มีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด และยังช่วยปลดปล่อยความเศร้าที่ยังคงคั่งค้างอยู่ในใจให้ระบายออกมาได้มากกว่าการฝืนฟังเพลงที่มองโลกในแง่ดี

เพลงช่วยเปลี่ยนความคิด

เมื่อผ่านช่วงระบายความเศร้าไป สมองพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้างแล้ว ช่วงนี้เราจะเริ่มคุยกับคนอื่นได้มากขึ้น และเมื่อได้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาให้ข้อคิด แบบเข้าใจชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนมุมมองความคิด ย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้ความเป็นเหตุเป็นผลจะเริ่มทำงานมากกว่าอารมณ์ ความต้องการการตอบสนองทางอารมณ์จากเพลงเศร้าจึงลดลง กลายเป็นระยะที่เสียงเพลงจะสามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกได้ง่ายขึ้น

เพลงสร้างความครื้นเครง

เมื่อได้ผ่านช่วงทำความเข้าใจชีวิตไปแล้ว สภาพจิตใจกลับมาหายดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ว่าจะฟังเพลงเศร้าซักกี่เพลงก็ไม่หวั่นไหว สามารถฟังเพลงสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเพลงที่ฟังหากมีความไพเราะ และมีเนื้อหาทางบวกที่ดี ก็จะช่วยให้เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้ของเรานี้ช่างโชคดี ไม่เกิดอาการโทษตัวเองเหมือนช่วงที่เศร้าอีกต่อไป การจะก้าวข้ามผ่านความเศร้าเสียใจในแต่ละครั้งนั้น นอกจากให้เวลาช่วยเยียวยาแล้ว เสียงเพลงก็มีส่วนช่วยรักษาจิตใจของเราได้ไม่แพ้กัน