James Cameron ผู้กำกับของภาพยนตร์ที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลก

การที่จะสร้างภาพยนตร์ที่ดีสักเรื่อง จำเป็นที่จะต้องใช้ทุนมหาศาลในการสร้าง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้สร้างจะคาดหวังให้ภาพยนตร์ของตนประสบความสำเร็จ คำว่า “ภาพยนตร์ที่ดี” อาจจำกัดความได้ว่าต้องเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้าน ทั้งเนื้อเรื่อง, บท, วิธีการเล่าเรื่อง, ฉาก, กราฟิก, แสง, สี, เพลงประกอบ, รวมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม กล่าวได้ว่ามีรายละเอียดมากมายที่ต้องใส่ใจ โดยผู้ที่มีหน้าที่สำคัญในการดูและกำหนดภาพรวมของทุก ๆ ด้านที่ว่ามานี้ คือ “ผู้กำกับ” ดังนั้นสายตาและดุลยพินิจของผู้กำกับ จึงมีผลอย่างมากต่อโอกาสที่ภาพยนตร์จะประสบความสำเร็จ

Titanic ภาพยนตร์ในตำนานที่ทำเงินมหาศาลจากฝีมือ James Cameron

James Francis Cameron เป็นชาวแคนนาดา เกิดในเดือนสิงหาคม ปีค.ศ.1954 เขาเป็นทั้งผู้กำกับ คนตัดต่อ และนักสิ่งแวดล้อม ที่ได้เป็นผู้กำกับของภาพยนตร์ที่ทำเงินมากที่สุดในโลกถึง 2 เรื่อง จาก 3 อันดับแรก เขาเคยได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และรางวัลตัดต่อหนังยอดเยี่ยมจากหลายรางวัลสำคัญทั่วโลก เช่น Oscars และ Golden Globe แน่นอนว่าทั้งรางวัลและจำนวนกำไรมหาศาลเหล่านี้ คือสิ่งที่การันตีความสามารถ เทคนิค และวิสัยทัศน์ในการกำกับของเขาได้เป็นอย่างดี        

Titanic คือชื่อของภาพยนตร์ระดับตำนาน ที่กล่าวได้อย่างมั่นใจว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นชื่อแจ็คกับโรส, ท่ายืนกางแขนที่หัวเรือ หรือบทเพลง My Heart Will Go On ที่ขับร้องโดย Celine Dion ต่างก็เป็นสิ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกจดจำและกล่าวถึงเรื่อยมา เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้อ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เข้าฉายครั้งแรกในปีค.ศ.1997 นำแสดงโดยนักแสดงที่มีดีทั้งหน้าตาและความสามารถอย่าง Leonardo DiCaprio และ Kate Winslet ที่ปัจจุบันต่างก็ได้รางวัล Oscars แล้วทั้งคู่ Titanic เคยครองตำแหน่งภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกนานถึง 12 ปี จนเมื่อเรื่อง Avatar และ Avengers: Endgame เข้าฉาย Titanic จึงตกเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยที่ยังคงอยู่ในสามอันดับต้นได้นานขนาดนี้

James Cameron กับการทำลายสถิติเดิมของตัวเองด้วยเรื่อง Avatar

                 นอกจากความสามารถในการกำกับและตัดต่อแล้ว James Cameron ยังเป็นผู้ที่สนใจและชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ ดังที่จะเห็นได้จากภาพยนตร์อีกสองเรื่องที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่ The Terminator และ Avatar โดยเรื่อง Avatar นี้ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกเป็นอันดับหนึ่ง ทุบสถิติเดิมของเขาในเรื่อง Titanic และยังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้ แม้เรื่อง Avengers: Endgame เข้าฉายก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ Avatar คือภาพยนตร์แนว Science-fiction ที่มีจุดเด่นจากเนื้อเรื่องที่น่าสนใจและกราฟิกของเรื่องที่มีความสวยงาม สมจริง ยิ่งใหญ่ ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ James เริ่มเขียนเรื่องนี้ไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่ปีค.ศ. 1994 แต่เพราะว่าตอนนั้นเทคโนโลยีและเทคนิคในการทำกราฟิกของภาพยนตร์ ยังไม่สามารถทำได้เท่าที่เขาต้องการ ด้วยเหตุนี้ภาพยนตร์จึงสร้างเสร็จและฉายในปีค.ศ.2009    

การที่ James Cameron ประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่เขามีโชคช่วย แต่เกิดจากพรสวรรค์, ความมุ่งมั่น, ความตั้งใจ, ความกล้าคิด กล้าทำ, การสั่งสมทักษะ และการรู้จริงในเรื่องที่ทำ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ผลงานของเขาพิเศษกว่าคนอื่น จนได้กลายเป็นภาพยนตร์ระดับตำนาน ที่ทำรายได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเสมอ

World of Warcraft และ Dark Souls III เกมที่มีเพลงประกอบสุด Epic

เกมประเภทหนึ่งที่วัยรุ่นหลายคนนิยมเล่น คือเกมประเภทสวมบทบาท ที่ในเกมจะมีเรื่องราวความเป็นมา มีตัวละครซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน แล้วผู้เล่นก็จะได้รับบทบาท เพื่อไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ในเกมก็ยังมีเพลงประกอบในแต่ละฉากอีกด้วย เมื่อลองพิจารณาตามนี้แล้ว อาจกล่าวได้ว่าเกมกับภาพยนตร์เป็นสิ่งที่คล้ายกันมากเลยทีเดียว ด้วยองค์ประกอบที่มีเหมือนกัน ทั้งเรื่องราว, ตัวละคร, ฉาก, และเพลงประกอบ โดยเพลงประกอบในบางเกมนั้นมีคุณภาพระดับที่สามารถใช้กับภาพยนตร์ได้เลยทีเดียว ความต่างระหว่างสองสิ่งคงเป็นการที่เกมมีไว้เล่น แต่ภาพยนตร์มีไว้ชม

แม้เกมจะเก่า แต่เพลงยังเก๋า World of Warcraft กับเพลงดีจำนวนมาก

คำว่า “Epic” มีความหมายว่า “มหากาพย์” เป็นคำที่มักจะถูกใช้ควบคู่กับคำอื่น เช่น “Epic Song” ซึ่งหมายถึงเพลงที่มีความยิ่งใหญ่ อลังการ ทำนองว่าเมื่อฟังแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นเต้นหรือขนลุก เราสามารถพบเพลงประเภทนี้ได้ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ทั้งหลาย เช่น Lord of the Rings, The Hobbit, Harry Potter เป็นต้น แต่นอกจากนั้นยังสามารถพบในเกมได้อีกด้วย เช่นเกมที่มีชื่อว่า World of Warcraft หรือที่ผู้เล่นเขียนกันย่อ ๆ ว่า WoW

เกมนี้เริ่มต้นผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2547 โดยบริษัท Blizzard Entertainment นับเป็นอีกหนึ่งเกมออนไลน์ที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน เกมนี้เป็นเกมที่มีจำนวนหลายภาค ทั้งภาคหลัก 6 ภาคและภาคเสริมอื่น ๆ เนื้อเรื่องของเกมจะเกี่ยวกับการเป็นนักรบ การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ ทำให้เป็นเกมที่มีเพลงประกอบแนว Epic ดี ๆ จำนวนมากมายหลายเพลย์ลิสต์ ยิ่งไปกว่านั้นเกมนี้ก็ยังมีเพลงประกอบที่เป็นดนตรีแนวอื่นด้วย เช่นดนตรีไอริชแบบดั้งเดิม ซึ่งก็มีความไพเราะไปอีกแบบ ใน Youtube ถึงกับมีผู้เล่นคนหนึ่งที่มา Comment แชร์ประสบการณ์ว่าเธอและสามีเป็นนักดนตรีบำบัด และได้นำบางเพลงของเกมนี้ไปใช้กับคนไข้ ซึ่งสามารถช่วยให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เพลงของ World of Warcraft จะปรากฏอยู่ในเพลย์ลิสแนะนำเพลงประกอบเกมของหลาย ๆ แชนแนลเสมอ

จบภาคสุดท้ายของเกมอย่างสวยงาม ด้วยเพลงที่น่าจดจำใน Dark Souls III

Dark Souls III นั้นเป็นภาคสุดท้าย ถือเป็นบทสรุปของเกมนี้ ที่เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2552 พัฒนาโดยบริษัท FromSoftware เป็นอีกเกมแนวสวมบทบาทที่มีเนื้อเรื่องยิ่งใหญ่อลังการ เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อกอบกู้โลกที่กำลังจะล่มสลาย ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นภาคที่มีเพลงประกอบแนว Epic ดี ๆ เช่นกัน โดยแค่ภาคนี้ภาคเดียวก็มีเพลงประกอบมากถึง 24 เพลง อีกทั้งยังประพันธ์จากนักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่นทั้งหมดเสียด้วย สามารถการันตีได้เลยว่าแม้จะฟังเพลงโดยไม่ได้เล่นเกม หรือรับรู้เรื่องราวมาก่อน ก็สามารถรู้สึกถึงพลังที่เพลงเหล่านั้นส่งออกมา และทำให้ขนลุกได้อยู่ดี

สำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้วอาจจะทราบดีว่าเกมสามารถให้อะไรได้มากกว่าที่เราคิด ทั้งความสนุก, ทักษะการทำงานเป็นทีม, การควบคุมอารมณ์ และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเล่นเกมก็ไม่ได้แปลว่าเสียเปรียบ เพราะการที่จะได้อะไรดี ๆ จากเกมนั้นไม่จำเป็นต้องมาจากการเล่นเสมอไป แค่ฟังเพลงเพราะ ๆ อย่างที่ World of Warcraft และ Dark Souls III มีให้ ก็นับว่าคุ้มค่าพอแล้ว

Asphalt 9 ภาคใหม่ของเกมแข่งรถในตำนาน ที่ไม่ได้มีดีแค่ภาพสวย

บนโลกนี้มีเกมอยู่หลากหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งดูจะสอดคล้องกับการที่มนุษย์แต่ละคนก็มีแนวเกมที่ชอบ หรือจุดประสงค์ในการเล่นแตกต่างกันไป เช่น บางคนชอบเล่นเกมที่ไม่ต้องคิดมาก เล่นได้เรื่อย ๆ สบาย ๆ บางคนชอบเล่นเกมที่มีความท้าทาย ต้องวางแผน บางคนเล่นเกมเพื่อความสนุกสนาน และบางคนก็เล่นเกมเพื่อฝึกสมอง เป็นต้น ก่อนหน้านี้เกมออนไลน์ส่วนมากจะสามารถเล่นได้แค่ในคอมพิวเตอร์ แต่ต่อมาเกมเหล่านั้นก็มีการพัฒนามากขึ้น จนสามารถเล่นในโทรศัพท์ได้ด้วย โดยหนึ่งในเกมที่มีมานาน และหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี คือเกมประเภทแข่งรถที่มีชื่อว่า “Asphalt” นั่นเอง

สนุก เร้าใจมากขึ้นกับฉากและเพลงประกอบใหม่ ๆ ใน Asphalt 9

Asphalt 9: Legends คือชื่อเต็ม ๆ ของเกม Asphalt ภาคใหม่ล่าสุดที่ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2561 นับว่าเป็นการเดินทางที่ยาวไกลมาก ๆ จากจุดเริ่มต้น หรือภาคแรกของเกมนี้ในปีพ.ศ. 2547 โดยมี Gameloft บริษัทเกมในประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตัวเกมก็ได้มีการพัฒนาในแต่ละด้านมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่หน้าตาของรถแข่งที่สร้างมาจากยี่ห้อรถที่มีอยู่จริง, การปรับแต่งรูปแบบรถได้ตามใจชอบ, รูปแบบในการแข่ง และฉากสนามแข่งที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมถึงเพลงประกอบสุดเร้าใจที่มีให้ฟังตลอด ทั้งในหน้าเมนูและขณะแข่งรถ

เมื่อมาถึง Asphalt 9: Legends นี้ ทางผู้ผลิตก็ได้มีการต่อยอดจากภาคแปด ด้วยการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ และปรับเปลี่ยนบางส่วนของเกมให้มีความสนุกสนาน น่าสนใจมากกว่าเดิม เช่น การเพิ่มฉากสนามแข่ง, การเพิ่มฟังก์ชันในการบังคับรถ, การเพิ่มตัวเลือกในการแต่งรถ และอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ผู้เล่นหลายคนตกใจ คือเพลงประกอบของเกม ที่มีความไพเราะ กระตุ้นอารมณ์ และถึงใจมากกว่าเดิม หากใครที่ได้มีโอกาสลองเล่นทั้งภาคแปดและภาคเก้า จะทำให้เข้าใจได้ว่าเพลงประกอบในภาคเก้านั้น แทบจะใช้ฟังแทนเพลง POP-ROCK ของนักร้องดัง ๆ หรือใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ได้เลยทีเดียว เพราะองค์ประกอบของเพลงมีความสมจริง ไม่เหมือนเพลงประกอบเกมทั่วไปที่จะมีทำนอง จังหวะ หรือเสียงสูง-ต่ำเดียวกันตลอดทั้งเพลง

อยากสนุกด้วยเพลงแนวไหน Asphalt มีทางให้ลองเลือก

ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ว่าในเกม Asphalt จะมีเพลงประกอบทั้งในหน้าเมนูและขณะแข่งรถ โดยใน Asphalt 9 เพลงของหน้าเมนูจะเป็นเพลงแบบที่มีเนื้อร้อง มีคนขับร้องจริง แต่เพลงในขณะแข่งรถจะเป็นดนตรีอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เพลงที่ทำให้คนส่วนใหญ่ติดอกติดใจ แล้วหาดาวน์โหลดมาฟังต่อ จึงมักจะเป็นเพลงในหน้าเมนูนั่นเอง ถึงกระนั้น เพลงประกอบในขณะแข่งรถก็ไม่ได้น้อยหน้า เพราะตั้งแต่ภาคก่อน ๆ จนถึงภาคนี้ Asphalt ก็มีฟังก์ชันที่ให้ผู้เล่นสามารถเลือกแนวเพลงที่ต้องการจะฟังขณะแข่งรถได้เอง ซึ่งมีอยู่สามแนวด้วยกัน ได้แก่ Base, Rock และ Electronic

การที่จะเล่นเกมให้สนุก จำเป็นต้องมีเพลงดี ๆ ที่เหมาะสมประกอบด้วย บางเกมอาจสนุก แต่มีเพลงประกอบน่ารำคาญ หรือไม่เข้ากันก็ทำให้ผู้เล่นหมดอารมณ์ได้ ดังนั้นหากใครกำลังมองหาเกมที่ทั้งสนุก ภาพสวย และมีเพลงประกอบไพเราะ Asphalt 9: Legends คือเกมหนึ่งที่ไม่ควรพลาด แค่ลองเล่นเพียงสักครั้งแล้วคุณจะไม่มีทางผิดหวังอย่างแน่นอน

Foley Artists และ Sound Designer อาชีพของคนมีความคิดสร้างสรรค์

ปกติถ้ากล่าวถึงคำว่า “ออกแบบ” คนส่วนมากคงจะคิดถึงการออกแบบสิ่งที่เป็นรูปธรรม สามารถจับต้องได้ เช่นการออกแบบสิ่งก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ แต่ว่าความจริงแล้วแม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้อย่าง “เสียง” ก็เป็นสิ่งที่สามารถออกแบบได้เหมือนกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการออกแบบเสียงนี้ได้กลายเป็นอาชีพจริงจัง ที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับคนบางกลุ่มเลยทีเดียว อาชีพแปลกประหลาดนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ทว่าแท้จริงแล้วอยู่ใกล้เพียงใต้จมูก เพราะคนเหล่านี้ออกแบบเสียงเพื่อใช้ในภาพยนตร์นั่นเอง

รู้จักกับ Foley Artists และ Sound Designer

                Foley Artists และ Sound Designer มักจะเป็นสองคำที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะความหมายของ Foley Artists คือผู้ที่ทำซ้ำเสียงในชีวิตประจำวัน หมายความว่าอาจเป็นเสียงเดิน, กิน, เปิดประตู, ทุบประจก หรือเสียงใด ๆ ก็ได้ ส่วน Sound Designer ก็มีความหมายตรงตัวว่าเป็นนักออกแบบเสียง โดยปกติแล้วคนที่เป็น Foley Artists ก็มักจะเป็น Sound Designer ด้วย เหตุผลที่ต้องมีการทำซ้ำ และอัดแยกก็เพื่อเพิ่มคุณภาพของเสียง ความจริงอาชีพนี้อยู่เบื้องหลังสื่อหลากหลายรูปแบบ แต่ในที่นี้จะขอเน้นกล่าวถึงสื่อเพื่อความบันเทิงอย่างภาพยนตร์

งานของนักออกแบบเสียงคือการคิด ค้นหา สร้างเสียงที่ต้องการ และเลือกใส่ให้ถูกจังหวะ ซึ่งเป็นงานเบื้องหลังที่ทำไม่ได้ง่าย ๆ ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับภาพยนตร์แนวสยองขวัญ, ระทึกขวัญ, เหนือธรรมชาติ และแนวผีดิบ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าซอมบี้ เพราะภาพยนตร์กลุ่มนี้มักจะต้องอาศัยเสียงในการช่วยส่งให้เรื่องราวดูน่ากลัว หรือตื่นเต้นมากขึ้น หลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกว่าเสียงมีอิทธิพลกับคนดู คือการที่จะเห็นคนบางคนเอามือปิดหูเวลาดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับผี ชัดเจนเลยว่าเมื่อลดเสียงลง ภาพก็น่ากลัวน้อยลงไปด้วย

ภาพสยองอย่างเดียวไม่ได้ เสียงต้องสยองด้วย

                Sound Designer คนแรกที่จะกล่าวถึง คือ Matt Davies เขาเป็นนักออกแบบเสียงที่ทำงาน ณ Studio Unknown เขาทำงานให้กับภาพยนตร์สยองขวัญหลายเรื่องโดยเฉพาะแนวซอมบี้ ซึ่งเป็นแนวที่เขาถนัด ในวิดีโอของแชนแนล Insider ในเว็บไซต์ YouTube ได้ทำการสัมภาษณ์ แล้วก็เก็บภาพการทำงานของเขามาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ประหลาดใจได้แล้ว ว่านี่หรือคือที่มาของเสียงน่ากลัวที่เราได้ยินกัน เช่น เสียงกัดของซอมบี้ มาจากเสียงกัดกินมะเขือเทศลูกใหญ่, เสียงบดบี้กระดูก มาจากการบดบี้พริกหยวก, เสียงดึงสาวเครื่องใน มาจากเสียงขยำไก่ดิบไปมา หรือเสียงหัวที่ถูกทุบ มาจากการเอาค้อนทุบแตงโม

                นอกจากนี้แชนแนล Insider ยังมีวิดีโอที่ถ่ายเบื้องหลังการทำเสียงประกอบของเรื่อง The Quiet Place ทำให้ได้เห็นทั้งการทำงานของ Foley Artists และ Sound Designer เช่น การทำซ้ำเสียงทั่วไป อย่างเสียงเดินด้วยเท้าเปล่าบนพื้นวัสดุต่าง ๆ กัน หรือการออกแบบเสียงใหม่ เพื่อใช้แทนเสียงสัตว์ประหลาดในเรื่อง เช่น ใช้เสียงบิด หักขาปู เป็นเสียงเคลื่อนไหวของมัน เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่จะเห็นเหมือนกันในทั้งสองวิดีโอคือสภาพของสตูดิโอที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย เพื่อใช้ในการทดลองสร้างเสียงต่าง ๆ ให้ได้ตรงตามความต้องการ แม้จะดูรกไปบ้าง แต่ก็ดูเป็นงานที่ทำแล้วน่าจะรู้สึกสนุกอยู่ไม่น้อย

ความยากของงานนี้ คือการที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการหยิบจับสิ่งของรอบตัว มาทำให้เกิดเสียงที่เหมาะกับสถานการณ์ในเรื่อง อีกทั้งยังต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ว่าเสียงแบบไหน จะทำให้เกิดความรู้สึกอย่างไร หากใครกำลังมองหาอาชีพที่สนุกและไม่เหมือนใคร Foley Artists และ Sound Designer คงสามารถเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจได้

กฎหมายลิขสิทธิ์ทางปัญญา ปัญหาใหญ่น่ากลัวสำหรับศิลปิน

หากใครที่ติดตามโซเชียลอย่างต่อเนื่องคงเคยเห็นข่าวของนักร้องหนุ่มท่านหนึ่งที่เผยให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของการใช้ชีวิต เป็นศิลปินมือถือไมค์ร้องเพลงในเวลากลางคืน และแปลงร่างเป็นผู้ต้องหาโดนใส่กุญแจมือในตอนกลางวัน อย่างนักร้องหนุ่ม กะลา ที่ต้องเดินทางขึ้นศาลไปทั่วประเทศจากกรณีพิพาทลิขสิทธิ์เพลงดังเพลงหนึ่ง

                นั้นแสดงให้เห็นว่าการมีชีวิตเป็นนักร้องหรือศิลปินไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆ คิด เพราะเครื่องมือทำมาหากินอย่างบทเพลงก็สามารถทำให้ถูกจับกุมได้เช่นกัน ด้วยตัวสาเหตุมาจากคำว่า ลิขสิทธิ์ทางปัญญา ที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของบทเพลง หากใครทำการละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลงนั้นๆ นำไปร้องโดยไม่ได้รับอนุญาตก็คงไม่รอดพ้นบทลงโทษทางกฎหมาย

ศิลปินต้องรู้เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์

                ในปัจจุบันเรื่องของลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่ศิลปินต้องทำความเข้าใจ เรียนรู้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงโดยการเผยแพร่ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของต้องมีโทษทางอาญาทั้งจำและปรับ ตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และเจ้าของยังสามารถเรียกร้องสิทธิค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วย ฉะนั้น หากจะขึ้นร้องเพลงที่ใดควรตรวจสอบให้ดีว่า ห้างนั้น ผับบาร์นั้น สามารถร้องเพลงอะไรได้และเพลงไหนร้องไม่ได้ ดีกว่าต้องมานั่งเสียเวลาถูกดำเนินคดี

อยากร้องต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์

                ขึ้นชื่อว่าทรัพย์สินทางปัญญา นั้นหมายความว่าข้อความหรือบทเพลงนั้นคือทรัพย์สินที่เกิดจากปัญญาของนักแต่ง ต่อให้ศิลปินจะร้องเพลงนี้ออกมาจนโด่งดังมากเพียงใด หากไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกระทำการใดๆ กับบทเพลงนี้ได้ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันสิทธิประโยชน์ของผู้ริเริ่ม มิใช่ปกป้องผู้ป้องนำความคิดริเริ่มนั้นไปใช้ ฉะนั้น หากศิลปินเกิดหลงรักหรือผูกพันกับบทเพลงนั้นมากๆ เพราะเป็นบทเพลงแรกของชีวิตการร้องเพลงก็ดีหรือเป็นบทเพลงสร้างชื่อเสียงก็ดี ก็ต้องดำเนินการขอใช้สิทธิ์ในการร้องเพลงจากเจ้าของ เพื่อป้องกันกรณีเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องกันภายหลัง โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข

– การซื้อลิขสิทธิ์ โดยการยื่นจ่ายเงินขอซื้อบทเพลงนั้นๆ จากเจ้าของ หากสามารถตกลงยินยอมกันได้ก็ทำการซื้อขายและบทเพลงนั้นก็จะเกิดการโอนย้ายเปลี่ยนมือ ศิลปินก็จะสามารถนำเพลงนี้ไปร้องที่ไหนอย่างไรก็ได้

– การตกลงร่วมกันระหว่างสังกัดใหม่และสังกัดเก่า กรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับศิลปินที่มีการย้ายสังกัดแต่บทเพลงนั้น เป็นเพลงของต้นสังกัดเก่า ทั้งสองสังกัดจึงต้องทำการตกลงร่วมกันให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น

– การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในทุกๆ ครั้งที่นำเพลงไปร้อง นี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในกรณีที่เจ้าของไม่ยินยอมขายสิทธิ โดยอนุญาตให้ศิลปินสามารถนำเพลงไปร้องได้แต่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทุกๆ ครั้งที่นำเพลงไปใช้ จะเห็นได้ว่าเรื่องของลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ศิลปินจะมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะนั้นหมายถึงความเสี่ยงในการถูกจับกุม ถูกดำเนินคดี และนั้นก็ยังหมายถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ฉะนั้น อย่าให้เสียงร้องที่หายไปในแต่ละคืนเพื่อแลกกับค่าจ้างหมดไปกับเรื่องที่ควรรู้แต่ไม่รู้เลยจะดีกว่า

โลกสองใบของศิลปินเพลงป๊อป กับชีวิตที่ไม่ป๊อป

กำลังเป็นกระแสฮือฮาทั้งบนโลกโซเชียล สื่อออนไลน์ และช่องทางการสื่อสารทุกช่องทาง เกี่ยวกับกรณีนักร้องหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์อย่าง ป๊อป ปองกูล หรือที่รู้จักกันจากคำเรียกคุ้นหู ป๊อป แคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์ ที่มีข่าวโด่งดังกรณีประกาศพิธีแต่งงานกับเจ้าสาวที่ไม่ใช่คนเดียวกันกับที่สังคมรับรู้ว่ากำลังคบหาดูใจกันอยู่

                ซึ่งล่าสุดนักร้องหนุ่มป๊อปคนนี้ก็ได้ออกมาแถลงการณ์และสารภาพอย่างหมดเปลือกแต่เพียงผู้เดียวว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการคบซ้อนผู้หญิงสองคนมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี จึงทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคำวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่เหล่านั้นออกแนวการต่อต้านต่อการกระทำ รวมถึงคำพูดด่าทอ แต่น้อยคนนักที่จะมองเห็นในอีกแง่มุมของนักร้องหนุ่มคนนี้

                1. วลีเด็ด โลกสองใบ

                เขายอมรับและสภาพต่อคนทั้งประเทศว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เขาได้สร้างโลกขึ้นสองใบนั้นหมายถึงผู้หญิงที่เขารักทั้งสองคน และเขายอมเลือกที่จะโกหกโลกทั้งสองใบมาโดยตลอด เพื่อที่จะรักษาโลกของเขาเอาไว้ จริงอยู่ที่การโกหกนั้นคือการกระทำที่ผิดศีลธรรม แต่การที่เขาโกหกโลกทั้งสองใบนั้นเขาก็ยังสามารถสร้างความสุขให้กับกับโลกทั้งสองใบของเขาได้ ผิดกับบ้างคนที่แม้ว่าจะมีแค่เพียงโลกใบเดียวแต่ยังไม่สามารถสร้างความสุขหรือรอยยิ้มให้กับโลกใบนั้นได้เลย

                2. เรื่องดีๆ ก็ยังมี

                จริงอยู่ว่าการกระทำของนักร้องหนุ่มป๊อปคนนี้จะเป็นเรื่องที่แย่จนเกินกว่าสังคมจะรับได้ แต่นี้อาจจะเป็นเรื่องแย่เรื่องเดียวที่เขาสร้างขึ้นก็ได้ อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าในชีวิตของทุกคนไม่ได้มีด้านเดียวเสมอไป มีทุกข์ก็ต้องมีสุข มีร้ายก็ต้องมีดี ฉะนั้น ลองมองข้ามเรื่องแย่ๆ ของเขาไปเสียบ้างและลองมองหามุมดีๆ ของชายหนุ่มคนนี้ดู เพราะเขายังมีมุมที่สร้างประโยชน์ สร้างความสุข และสร้างรอยยิ้มให้คนในสังคม

                3. มองคุณภาพผลงาน

                ลองคิดดูว่าหากวันนี้นักร้องหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ศิลปินที่มีชื่อเสียง เรื่องราวแย่ๆ ของเขาจะกลายเป็นกระแสดังเช่นนี้หรือไม่ แต่เพราะการที่เขาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง เขาจึงต้องแบกความผิดทั้งต่อตัวเองและสังคมอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ แต่แท้จริงแล้วการที่จะเลือกชื่นชอบใครสักคนหนึ่งนั้น ใช่ว่าจะดูแค่เพียงนิสัยอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเพราะผลงานดีมีคุณภาพหรอกหรือที่ทำให้เขากลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงมาอย่างยาวนาน แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทำไมสังคมจึงตัดสินเขาเพียงเพราะนิสัยด้านลบเพียงอย่างเดียว และผลงานที่มีคุณภาพเหล่านั้นมันหายไปหรือว่าอย่างไร

                ทุกคนที่เกิดมาย่อมมีชีวิตที่แตกต่างกันแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือทุกคนต้องมีชีวิตสองด้านเสมอ ไม่มีใครที่จะมีด้านขาวเพียงด้านเดียวหรือด้านมืดเพียงด้านเดียวอย่างแน่นอน แต่ทั้งสองด้านนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกมองด้านใดเสียมากกว่า เพียงแต่วันนี้ชีวิตของเขากำลังถูกคนในสังคมมองแค่เพียงด้านเดียวจึงทำให้เขากลับกลายเป็นตราบาปของสังคม ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วชีวิตของเขาก็มีทั้งสองด้านเหมือนคนอื่นๆ เช่นกัน

ศิลปินหนุ่มผู้มีหัวใจแกร่งมากกว่าหัวใจศิลปิน

ในเวลานี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนักร้องหนุ่มดังระดับประเทศอย่าง พี่ตูน นายอาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำและนักแต่งเพลงวงบอดี้สแลม ชายหนุ่มที่มีหัวใจรักในเสียงดนตรีและเกิดมาพร้อมกับหัวใจอันกล้าแกร่ง ที่พร้อมจะยอมเสียสละให้กับสังคม

                หากพูดถึงอาชีพนักร้อง นักดนตรี ถ้าแค่เพียงได้ทำตามความฝันได้มีคอนเสิร์ตใหญ่สักครั้งในชีวิต ได้ออกเพลงออกอัลบั้มของตัวเองก็คงเป็นที่พึงพอใจของนักร้องหลายๆ คนแล้ว แต่สำหรับพี่ตูน นั้นยังไม่ใช่คำตอบที่สูงสุดของชีวิต เพราะสิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์ชีวิตของนักร้องหนุ่มผู้นี้ได้ คือการทำประโยชน์เพื่อสังคม และนั้นก็คือเหตุผลของการเกิดโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อระดมเงินทุนในการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์อย่างที่เป็นข่าวโด่งดังระดับโลก ซึ่งอันที่จริงแล้วพี่ตูนไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิ่งหรือมาทำอะไรเช่นนี้เลยก็ยังได้ แค่เพียงหยิบเงินจากในกระเป๋าและบริจาคก็เป็นข่าวโด่งดังได้แต่นั้นไม่ใช่วิธีการที่ศิลปินคนนี้เลือก เขาเลือกที่จะยอมเหนื่อยเพื่อให้ทุกคนในสังคมได้มีส่วนร่วมกันทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างแท้จริง และด้วยการกระทำเหล่านี้ทำให้สังคมได้มองเห็นอีกมุมมองหนึ่งที่มากกว่าการเป็นศิลปิน เช่น

                1. เขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้

                จะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่มีจิตใจของการให้โดยที่ไม่สนเลยว่าตัวเองจะเป็นเช่นไร หากใครที่ได้ดูสารคดีของโครงการก้าวคนละก้าวนี้แล้ว คงจะเห็นได้ว่ามีหลายช่วงจังหวะของเส้นทางการวิ่งที่ศิลปินมีเรี่ยวแรงที่ถดถอยลง และเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาการบาดเจ็บเหล่านั้นอาจส่งผลถึงสภาพร่างกายและชีวิตของเขาเลยก็ได้ แต่ศิลปินหนุ่มหัวใจแกร่งผู้นี้ก็เลือกที่จะไปต่อแม้ว่าตัวเองจะต้องเจ็บ นั้นเป็นเพราะเขาคิดแค่เพียงว่าเขาจะต้องก้าวเพื่อการให้ในครั้งนี้สำเร็จให้ได้เพียงเท่านี้

                2. มีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ

                สิ่งพิเศษอีกหนึ่งอย่างในตัวของชายหนุ่มผู้นี้ คือความมุ่งมั่น การตั้งใจ รู้และตั้งเป้าหมายแล้วว่าจะทำอะไรและทำเพื่อใคร ก็พยายามที่จะทำมันให้สำเร็จถึงแม้ว่าระหว่างทางจะเจอกับอุปสรรคมากมายเพียงใด แต่ศิลปินหนุ่มผู้นี้ไม่เคยย่อท้อ เขาคิดแค่เพียงว่าวันนี้เหนื่อยก็เพียงแค่พัก วันพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็หายเหนื่อยแล้ว ชีวิตก็สามารถที่จะก้าวต่อไปได้

                3. ลงมือทำไม่ใช่เพียงคิด

                หากในวันนั้นเขาเพียงแค่คิดแต่ไม่ลงมือทำก็คงไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเช่นวันนี้ เพราะด้วยความที่เขาเป็นคนมีความตั้งใจและไม่ยอมปล่อยให้เป้าหมายนั้นหลุดลอยไป จึงทำให้เขาคิดที่จะลงมือทำอย่างแท้จริงจริง นี้จึงกลายเป็นเหตุผลที่ไม่ต้องหาคำตอบใดๆ เลยว่า ทำไมคนทั้งประเทศจึงรักและชื่นชอบศิลปินหนุ่มผู้นี้

                สิ่งที่พี่ตูนทำอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่พี่ตูนทำคือตัวอย่างที่ดีที่สุดของการอยู่ร่วมกันในสังคม เพราะขึ้นชื่อว่าสังคมนั้นแสดงว่าต้องมีคนหมู่มากอยู่รวมตัวกัน และถ้าคนในสังคมอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ สังคมก็คงจะไม่ใช่สังคมอีกต่อไป ฉะนั้น ในทุกๆ สังคมจึงจำเป็นต้องมีคนตัวเล็กๆ อย่างตูน อาทิวราห์ นี้แหละที่จะต้องเข้ามาคอยเติมเต็มให้สังคมหน้าอยู่มากยิ่งขึ้น

ศึกษาลักษณะคนง่ายๆ จากสไตล์เพลงที่ชอบฟัง

ในสมัยอดีตการที่ชายหนุ่มอยากจะทำความรู้จักกับหญิงสาวสักคนหนึ่งนั้นต้องเริ่มจากการพูดคุย ทักทาย และค่อยๆ ทำความรู้จักเรียนรู้ไปทีละนิดทีหน่อย ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควรกว่าจะรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่หากเป็นยุคปัจจุบันแค่เพียงมีบทเพลงตัวเดียวก็ไม่ใช่เรื่องยากในการจีบสาวอีกต่อไป

                การใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยที่กล่าวถึงนั้น ไม่ใช่เพียงแต่การร้องเพลงจีบเท่านั้น แต่เพียงแค่ลองสังเกตจากสไตล์เพลงที่หญิงสาวชอบฟังก็สามารถอ่านตัวตนของหญิงสาวคนนั้นได้อย่างง่ายได้ และเมื่อพอจะจับทางได้แล้วว่าเธอคนนั้นเป็นคนอย่างไรก็เพียงจีบตามแนวไลฟ์สไตล์ของเธอ เพียงเท่านี้ก็คว้าเธอมาเป็นแฟนอย่างสบาย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวิธีการนี้ใช้ได้ผลมานักต่อนักแล้ว ซึ่งลักษณะการมองคนง่ายๆ ตามสไตล์เพลงขั้นพื้นฐาน เช่น

                เพลงป๊อป

                เป็นแนวดนตรีแบบสบายๆ ฟังง่าย ฟังเพลิน ใช้คำพูดหรือภาษาที่เข้าใจได้ง่าย ดนตรีไม่มีความสลับซับซ้อนมักพูดถึงเรื่องความรัก ธรรมชาติ อารมณ์ เป็นต้น ซึ่งคนที่ชอบฟังเพลงลักษณะนี้จะเป็นคนที่เรียบง่าย ไม่มีความยุ่งยากในชีวิต มักจะมองทุกอย่างในชีวิตเป็นแง่บวกอยู่เสมอ คิดและทำอะไรจะทำด้วยความจริงใจ อะไรที่บอกว่าชอบก็คือชอบ สิ่งใดที่บอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ หากได้คบกับคนประเภทนี้ถือว่าค่อนข้างโชคดีเพราะเขาจะมีแต่ความจริงใจให้และไม่เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง สบายๆ

                เพลงร็อค

                แนวดนตรีที่แสดงออกถึงความหนักแน่น เล้าโลม กระโชก มีการใส่อารมณ์และความรู้สึกออกไปอย่างเต็มที่เพื่อเป็นการปลุกอารมณ์ของคนดู เน้นการเต้นโยกย้ายสายสะโพกตามจังหวะเหมือนเป็นการปลดล็อคหรือปลดปล่อยตัวเองไปตามเสียงเพลงอย่างควบคุมไม่ได้ คนประเภทนี้มักจะเป็นคนที่มีความแข็งกระด้าง มีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูงและจะไม่ยอมอ่อนให้กับใคร แต่เป็นคนตรงที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และแน่วแน่ในการทำอะไรให้สำเร็จ

                เพลงเร็กเก้

                แนวเพลงที่มีต้นกำเนิดมาจากดนตรีพื้นเมืองจาไมกา เป็นการพูดถึงการเมือง และลัทธิทางศาสนา แนวดนตรีจะเน้นที่กีตาร์เป็นจังหวะที่เด่นชัด มีเสียงและทำนองเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมาพร้อมกับความสนุกสนานที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว คนที่ชอบฟังเพลงแนวนี้ส่วนใหญ่จะมีเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีสไตล์การแต่งตัว ทรงผม และความคิดที่เป็นของตัวเอง ทั้งยังเป็นคนจำพวกสร้างเสียงหัวเราะและสร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง

                จะเห็นได้ว่าแค่เพียงสไตล์การฟังเพลงก็สามารถบ่งบอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของคนๆ หนึ่งได้ เช่นนั้นแล้ว หากอยากลองทำความรู้จักใครสักคนหนึ่งแล้วยังไม่รู้ว่าจะเข้าหาเขาคนนั้นด้วยวิธีการอย่างไร ก็ลองเลือกการใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยในการเบิกทาง อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรกับคนๆ นั้นดี

3 เหตุผล ทำไมคนอกหักห้ามฟังเพลงเศร้า

เรื่องรักๆ เลิกๆ คงเป็นวัฏจักรและวงเวียนชีวิตที่เกิดขึ้นกับมนุษย์โลกเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อมีพบก็ต้องมีจาก เมื่อมีรักก็ย่อมต้องมีเลิก แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่เมื่อยังรักกันแต่อยู่ที่เมื่อต้องเลิกจากกันเสียมากกว่า เมื่อรักกันน้ำผักต้มก็ยังว่าหวาน มองอะไรๆ ก็เป็นแต่สีชมพู แต่พอเมื่อเลิกกันแล้วแม้แต่ผักต้มก็ยังจะแทบกลืนไม่ลง

                ยิ่งโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นในปัจจุบัน เลิกกันเมื่อใดก็ต้องแสดงอาการเสียใจ ร้องห่มร้องไห้ลงโซเชียล บางรายรักมากก็พยายามอ้อนวอนขอร้องให้เขากลับมา ที่สำคัญมีการปรับเปลี่ยนสถานะบทบาทจากคนอกหักไปเป็นพระเอกนางเอกเอ็มวีนั่งฟังเพลงเศร้าน้ำตาไหล ซึ่งรู้หรือไม่ว่า คนอกหักที่ชอบฟังเพลงอกหักนั้นเป็นวิธีการทำร้ายตัวเองขั้นสุด จริงอยู่ว่าเพลงสามารถทำให้คนหายเครียดได้ แต่ถ้าอยู่ในสภาวะเศร้าใจเสียใจ และยิ่งไปฟังเพลงตอกย้ำตัวเองอีกถือเป็นวิธีการที่ผิด ฉะนั้น หากใครกำลังอกหักอยู่ให้หลีกเลี่ยงบทเพลงเศร้าเหงาใจเพราะด้วยเหตุผลดังนี้

                1. เพราะจะยิ่งทำให้ตัวเองอ่อนแอ

                สภาพร่างกายและจิตใจของคนอกหักถือว่าอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างแย่อยู่แล้ว หากยิ่งฟังเพลงเศร้าเหงาหรือเพลงของคนอกหักจะยิ่งทำให้นึกถึงวันเวลาหรือช่วงเวลาเก่าๆ ตามบทเพลงเข้าไปอีก แทนที่จะพยายามฟื้นฟูสภาพจิตใจของตัวเอง กลับกลายเป็นการไปตอกย้ำทำร้ายหัวใจตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก และความอ่อนแอนั้นจะกลายเป็นตัวสกัดกั้นความเข้มแข็งภายในจิตใจทำให้ไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อีก

                2. เพราะเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง

                อาการของคนอกหักนั้นน่ากลัวกว่าที่ใครหลายคนคิด เพราะนอกจากความเศร้าที่แสดงให้เห็นภายนอกแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าภายในเขากำลังคิดอะไรอยู่ และยิ่งสำหรับคนที่รักกันมากๆ เมื่อวันหนึ่งต้องเลิกราจากกัน ความรู้สึกแรกที่มักจะเกิดขึ้น คือเหมือนการไม่เหลืออะไรอีกแล้วเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร นี้จึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายจากความรักหลายต่อหลายเหตุการณ์ และยิ่งถ้าหากไปเติมความเศร้าด้วยบทเพลงให้กับตัวเองอีกด้วยละก็ความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองก็จะยิ่งเพิ่มทวีคูณ

                3. เพราะเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง

                การที่คนเราอกหักมาแล้วนั้นก็ถือว่าเป็นทุกข์มากพอแล้ว จึงไม่ควรไปสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองเพิ่มเพราะการผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์นั้นต้องใช้ระยะเวลานาน ถ้าคนเข้มแข็งก็อาจจะผ่านมันไปได้ง่ายหน่อยแต่ถ้าคนอ่อนแอกว่าจะผ่านมันไปได้ก็คงจะลำบาก เหมือนอย่างคำที่มักพูดกันว่า ความสุขมักจะอยู่กับเราแค่เพียงแปปเดียว แต่ความทุกข์นี้สิที่จะอยู่ยั่งยืน เช่นนั้นจงอย่าหาความทุกข์เพิ่มให้กับตัวเองจะดีกว่า

                หากใครที่กำลังมีความรักก็พยายามหมั่นประคับประคองกันให้ดี แต่ถ้าใครที่เพิ่งโดนบอกเลิกก็พยายามพาตัวเองลุกออกจากความเศร้านั้นให้ได้ ที่สำคัญบทเพลงบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่เพียงเพลงอกหักอย่างเดียว เพลงสนุกสนานที่จะสามารถทำให้ลืมเรื่องเศร้าเรื่องทุกข์ใจได้ยังมีให้เลือกฟังอีกมากมาย ฉะนั้น ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขอยู่ที่คุณคือคนเลือกเอง

ดนตรีบำบัด ยาขนานแท้ชั้นดีรักษาฟรีจากจิตใจ

หลายท่านคงเคยได้ยินวิธีการรักษาโรคโดยไม่ใช้ยาแต่ใช้เสียงเพลง หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า ดนตรีบำบัด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรื่องของดนตรีบำบัดนั้นสามารถใช้ได้ผลอย่างแท้จริง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หายขาดหรืออาการดีขึ้นด้วยการรักษาจากเสียงเพลง

                ซึ่งในปัจจุบันมีโรคอยู่ชนิดหนึ่งที่มีสถิติการเกิดขึ้นกับมนุษย์ค่อนข้างมาก นั้นก็คือโรคซึมเศร้า หากฟังแค่เพียงชื่อโรคแบบเผินๆ ก็คงคล้ายคนที่มีอาการหมดอาลัยตายยาก หลายคนคิดว่าแค่ทำให้ชีวิตกลับมามีสีสันเพียงเท่านี้ก็อาจจะหายได้แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาพจิตใจ เช่นนั้นแล้ววิธีการรักษาเดียวที่จะสามารถฟื้นฟูให้กลับมามีสภาวะเหมือนคนปกติได้ก็จำเป็นต้องใช้จิตใจ ทำให้เสียงเพลงจึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาโรคดังกล่าว เนื่องจากเสียงเพลงมีความสามารถช่วยผู้ป่วย ได้ดังนี้

                1. คลายความเครียด

                เสียงเพลง เสียงเครื่องดนตรี เสียงจังหวะที่อ่อนนุ่ม จะส่งผลต่อการรับรู้ของสมองให้เกิดการผ่อนคลายและได้ปล่อยความรู้สึกไปตามอารมณ์ เมื่อในหัวสมองไม่มีเรื่องใดให้ต้องคิด ภายในหัวสมองก็จะโล่งและความเครียดต่างๆ ที่ถูกสะสมไว้ก็จะค่อยๆ จางหายไป ซึ่งการฟังเพลงนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นโรคซึมเศร้าก็สามารถฟังได้ หากเมื่อใดที่เครียดจากงาน เครียดจากคน ลองปล่อยทุกอย่างทิ้งไปและหันมาฟังเสียงเพลงบรรเลงสบายๆ จะทำให้หัวสมองมีความปลอดโปร่งมากขึ้น และอะไรๆ ที่เครียด หรืออะไรๆ ที่คิดไม่ออกก็จะสามารถหาทางออกได้อย่างน่าประหลาดใจ

                2. จินตนาการตามเพลง

                การได้ฟังเพลงที่ชอบหรือเพลงที่ไพเราะสักหนึ่งเพลงจะทำให้ร่างกาย หัวสมอง และจิตใจเกิดความสุขได้ เพียงแค่ลองหลับตา หูฟังเสียงเพลง และจินตนาการตามบทเพลงหรือจังหวะไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ผู้ฟังเกิดความสุขได้ เช่น หากฟังเพลงรักก็ให้นึกถึงช่วงเวลาที่อยู่กับคนรักตามในบทเพลง หรือฟังเพลงเต้นสนุกๆ ก็นึกถึงช่วงเวลาที่ได้ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ  เป็นต้น เพราะความทรงจำและช่วงเวลาที่ผู้ฟังได้จินตนาการนั้นจะเป็นตัวสร้างความสุขให้เกิดขึ้นภายในจิตใจได้

                3. สร้างสมาธิ

                เมื่อได้ฟังเพลงแล้วหัวสมองก็จะเกิดความผ่อนคลาย และเมื่อหัวสมองได้รับการผ่อนคลายแล้วจะทำให้กระบวนการคิดและการรับรู้ของคนเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมือนเป็นการเปิดช่องว่างภายในหัวสมองให้สามารถรับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็มได้ หากคนเราเกิดอาการเครียดหรือคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวมากๆ การรับรู้ของหัวสมองก็จะปิดกั้นตัวเองให้ไม่รับเรื่องใดๆ เพิ่ม และเมื่อรับเพิ่มไม่ได้ก็จะหาทางออกของเรื่องเครียดๆ เหล่านั้นไม่ได้เช่นกัน

                ฉะนั้น อย่าเอาตัวเองไปจมปักกับเรื่องเครียดในทุกๆ วัน หากเวลาใดที่รู้สึกว่าหัวสมองเหนื่อยล้าแล้วต่อให้ทนฝืนคิดต่อไปอย่างไรก็จะไม่สามารถหาทางออกได้อย่างแน่นอน ลองให้เสียงเพลงเป็นตัวเคลียร์เรื่องต่างๆ ในสมองดูบ้าง รับรองได้ว่าเสียงเพลงนี้แหละจะเป็นยาชั้นดีที่สามารถรักษาได้ทั้งสมองและจิตใจ ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วย