ดนตรีและความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม

ในโลกของเรานั้น มนุษย์เรามีความแตกต่างทั้งลักษณะทางกายภาพหรือขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ที่แต่ละประเทศก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง แต่ละประเทศนอกจากนี้แต่ละประเทศก็มีบทเพลงเป็นของตนเอง ที่แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมนั้น ๆ และแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย แต่ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างใดเลย เพราะดนตรีจะเป็นสื่อกลางในการรวมเชื้อชาติหรือความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคล ให้มีความสัมพันธ์อันดี นอกจากนี้ดนตรียังปรากฏตัวในช่วงตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และถูกนำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกัน ถือได้ว่าดนตรีมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมโลกและดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษ

                    ดนตรีเพื่อการเฉลิมฉลองต่าง ๆ  เป็นที่สังเกตุได้ว่าจะมีการใช้ดนตรีเข้ามาประกอบในงานเฉลิมฉลองทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานฉลองวันสำเร็จการศึกษา หรืองานวันเกิด ซึ่งถือว่าดนตรีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสนุกสนานให้กับพิธีการเหล่านั้น

                    ดนตรีเป็นการแสดงออกในรูปแบบหนึ่ง นักดนตรีจะเป็นที่ผู้ถ่ายทอดบทเพลงและแสดงออกถึงความเป็นตัวตน ในรูปแบบของเสียงเพลงและท่วงทำนองที่ต่างกันออกไป เป็นการสื่อสารที่แสดงออกถึงความรู้สึกในชีวิต ซึ่งทำให้ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงและค้นหาความหมายในตนตรีเหล่านั้นให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

                    ดนตรีทำให้เรารู้สึกอยากเต้นรำมากขึ้น ดนตรีที่มีจังหวะสนุกสนานจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนที่ต่างวัฒนธรรมกันไปทั่วโลก ได้แสดงออกซึ่งสิ่งเดียวกัน เช่น การเต้นรำ อีกนัยหนึ่งคือเป็นการสื่อสารว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรผ่านการเคลื่อนไหวท่าทางเหล่านั้น

                    วิวัฒนาการของดนตรีไม่เคยหยุดนิ่ง ดนตรีไม่เคยหยุดนิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลาและยุคสมัย ในส่วนของศิลปินหรือนักดนตรีที่ได้เรียนมาทางด้านดนตรีโดยตรง อาจจะมีความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้คิดค้นท่วงทำนองและเสียงต่าง ๆ และได้พัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย

                    ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ดนตรีเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ สำหรับผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และต้องการแสดงออกถึงผลงาน ได้สร้างผลงานต่าง ๆ ผ่านดนตรีประเภทต่าง ๆ และนำมาเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกและแบ่งปันกับผู้อื่น ทำให้ผู้คนที่ได้ฟังเพลงต่าง ๆ เหล่านั้น มีลักษณะร่วมกันและรับรู้ถึงแรงบันดาลใจด้วยกันจากดนตรีด้วย

                    ดนตรีสร้างความใกล้ชิด ดนตรีสามารถทำให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยศิลปินถ่ายทอดข้อความผ่านเนื้อเพลง หรือการแสดงอารมณ์ที่พวกเขาอาจไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรืออธิบายได้ แต่ได้สื่อสารสิ่งเหล่านั้นผ่านเสียงเพลงของตนเอง

                    ดนตรีเป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่ง หลาย ๆ คนมีปัญหาเมื่อต้องทำการสื่อสารสิ่งที่ตนเองรู้สึกผ่านคำพูด แต่พวกเขาสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นผ่านบทเพลงต่าง ๆ

                    แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะมีความชอบของตัวเองที่ไม่เหมือนกันกับประเภทของดนตรีที่พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง หรือสนุกไปกับมัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีร่วมกันคือ ดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่ทำให้เกิดการแสดงออก และบ่งบอกความเป็นตัวเราในฐานะมนุษย์ และดนตรียังเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าที่มีจุดร่วมตรงกลาง ช่วยหลอมรวมผู้คนที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน

พลังของดนตรี ให้อะไรได้มากกว่าแค่ความบันเทิง

เราทุกคนเติบโตมาพร้อมกับเสียงดนตรีในทุกช่วงขณะ ในทุกวันของการทำกิจกรรมใด ๆ  ก็ตาม ดนตรีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของมนุษย์แทบจะทุกคน ดนตรีอยู่ใกล้ชิดกับเราตั้งแต่เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมา ระหว่างการเดินทางไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ และสำหรับใครหลายคนดนตรีอาจเหมือนเพื่อนสนิทที่สามารถทำให้เรามีความสุข และช่วยทำให้เราเกิดความผ่อนคลายเมื่อเราต้องเจอกับความกังวลหรือความทุกข์ ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ นอกจากนี้ดนตรียังเป็นเหมือนสื่อกลางที่สามารถทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมารู้จักกันได้ โดยผ่านท่วงทำนองของดนตรี พลังของดนตรีสามารถทำให้เรามีทั้งความสุขหรือถูกปลุกเร้าให้เราลุกขึ้นมาต่อสู้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และช่วยบรรเทาความกังวลของเรา

ดนตรีให้อะไรกับเรามากกว่าแค่ความรื่นรมย์ หรือแค่ความบันเทิงใจ หากแต่นักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยาเคยศึกษาและพบว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ตามเส้นทางของประวัติศาสตร์นั้น ดนตรีคือส่วนหนึ่งของมนุษย์ตั้งแต่โบราณกาล อาทิเช่น วัฒนธรรมหรืออารยธรรมของชนเผ่าดั้งเดิมและพิธีกรรมทางศาสนา ต่างได้ใช้ดนตรีเป็นพื้นฐาน เป็นสื่อกลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ ดนตรียังถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคทางร่างกายบางชนิด รวมถึงความเจ็บป่วยทางจิตใจก็มักใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสมานแผลด้วยกันทั้งสิ้น ยังมีผลการวิจัยที่พบว่า ดนตรีมีผลกระทบต่อสมองของมนุษย์ด้วย เห็นได้ชัดว่าดนตรีไม่เพียงแต่เข้าถึงเราในระดับสติปัญญาทางสังคมและอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น เครื่องดนตรีและเพลงประเภทต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดสภาวะทางจิตวิทยาในทั้งนักดนตรีและผู้ฟังอย่างคาดไม่ถึง ดนตรีสามารถนำเรากลับมาสู่ความเป็นตัวเรา เหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นด้านหนึ่งของเราที่อาจหลงลืมไปนานแล้ว ให้กลับมาปรากฎอีกครั้ง ดนตรีมีพลังและมีความหมายมากกว่าแค่เสียงและคำพูด ดนตรีมีพลังมากจนมีอำนาจในการจัดการและโน้มน้าวบุคคลได้ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ

นอกจากนี้ความหมายมากมายในบทเพลงสามารถบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของศิลปินหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาและแม้แต่ความคิดเห็นของนักแต่งเพลงในมุมมองของพวกเขาก็ถูกถ่ายทอดมายังเนื้อเพลงด้วย บางครั้งนักแต่งเพลง นักดนตรียังใช้ดนตรีเพื่อประกาศความคิดเห็น ความอิสระ และเสรีภาพ ได้หยิบยก กลั่นกรอง เขียนเนื้อเพลงและทำนองรูปแบบต่าง ๆ ด้วย ดนตรีบางประเภทมีผลต่อความรู้สึกของผู้คนในระดับต่าง ๆ กันไป เช่นเพลงช้า ๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความมั่นคง ในขณะที่เพลงแร็พและร็อคอาจทำให้รู้สึกสนุกสนาน หรือเกรี้ยวกราด

และด้วยเหตุผลที่ว่าดนตรีมีพลัง นั่นก็เพราะมันสามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนคิดและรู้สึก หากเรามีความเข้าใจและความซาบซึ้ง หรือสัมผัสกับมันได้อย่างเต็มที่และถูกวิธี รวมถึงมีความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับพลังของดนตรีว่าสามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตได้อย่างไรบ้าง เราจะสามารถนำดนตรีมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและสังคม

ชีวิตกับความสำคัญ และอิทธิพลจากดนตรี

ดนตรีคือศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งที่แทรกซึมอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต ดนตรีเป็นตัวกลางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและร่างกาย ที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างน่าประหลาด นอกจากนี้ดนตรียังสามารถใช้ในการบำบัดเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ด้วย หลายเหตุการณ์ที่มนุษย์นิยมใช้ดนตรีในการสื่อสารพูดคุย แม้จะอยู่คนละประเทศ พูดจาคนละภาษา แต่สามารถเข้าใจกันและกันได้ โดยการใช้ดนตรีในการสื่อความหมาย ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า ดนตรีมีความสำคัญต่อชีวิตมากเพียงใด

ดนตรีเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ดนตรีเติมพลังให้จิตใจและช่วยขับเคลื่อนพลังความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น เหล่านักคิดผู้มีชื่อเสียงของโลก เช่น Mozart หรือ Frank Lloyd Wright พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะร่วมกัน นั่นคือพลังความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็ได้รับพลังงานมาจากดนตรีบรรเลงนั่นเอง การได้ยินเสียงดนตรีบรรเลง ท่วงทำนองที่พลิ้วไหวไปตามตัวโน้ต สามารถทำให้เราร้อยเรียงเรื่องราวและความรู้สึกจากท่วงทำนองความรู้สึกเหล่านั้นผ่านเสียงเพลงโดยไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใดออกไป นอกจากนี้ดนตรียังช่วยในการพัฒนาสมองซีกขวา รวมถึงการสร้างและพัฒนาสติปัญญาให้ดีขึ้นอีกด้วย

การใส่ดนตรีเข้าไปในวิชาเรียนทำให้มีความสนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ดนตรีมีบทบาทสำคัญในห้องเรียน หลายวิชาคุณครูได้นำดนตรีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการสอน ทำให้เด็ก ๆ มีความสนุกมากยิ่งขึ้น เช่น การท่องสูตรคูณ การเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ ทำให้นักเรียนจดจำรายละเอียดเรื่องราวและข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ดนตรียังทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัว จะเห็นได้ว่ายุคปัจจุบัน พ่อแม่มักนิยมพาบุตรหลานของตนไปเรียนดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะเป็นการฝึกสมาธิและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์นั่นเอง แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ดนตรีบางประเภทก็อาจส่งผลกระทบในทางลบกับเด็ก ๆ ได้เช่นเดียวกัน อาทิเช่น เนื้อเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง หรือยุยงให้กระทำความผิด ดังนั้นเราจึงต้องคอยเลือกและคัดกรองเพลงในลักษณะต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ๆ ที่จะฟังด้วย

ดนตรีมีพลังแห่งจิตวิญญาณ ดนตรีมีต้นกำเนิดมาจากมนุษยชาติ และหนึ่งในการใช้ดนตรีที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด คือการใช้ดนตรีประกอบกับพิธีทางศาสนา ความเชื่อต่าง ๆ ในบางประเทศ ดนตรีอาจถูกนำมาใช้เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงคราม หรือแม้แต่การประกอบพิธีฝังศพของบุคคลที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก็มีหลักฐานว่าดนตรีถูกนำมาใช้ประกอบในพิธีกรรมเช่นเดียวกัน

ดนตรีสามารถสร้างความรู้สึกทางอารมณ์ การฟังดนตรีประเภทต่าง ๆ เนื้อเพลงที่แตกต่าง จังหวะทำนองที่ต่างกันออกไป มีผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังในขณะนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จากเหตุผลข้างต้น จึงกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้วดนตรีได้ฝังอยู่ในตัวตนของพวกเราทุกคน และเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อให้ทุกคนเข้ามาให้มีความรู้สึกเดียวกัน ผ่านเสียงเพลงที่บรรเลงและดำเนินไปจึงนับว่าดนตรีมีความสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก

ดนตรีในประเทศไทยมาไกลแค่ไหน เป็นแนวหน้าเอเชียได้ไหม

ในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า เรากำลังเล่นดนตรีที่ชาวต่างชาติเป็นคนคิดค้นขึ้นมา ในทุก ๆ งานเพลง หากพูดกันตรง ๆ เอาแต่เนื้อ ๆ จริง ๆ แล้ว ก็คือการตกตะกอนทางดนตรีที่พวกเราได้สั่งสมประสบการณ์กันมา เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจนับร้อยนับพันที่ฝังลึกอยู่ในหัว พร้อมที่จะแตกหน่อออกมา ดังนั้นไม่แปลกใจเท่าไรนักที่เพลงไทยบางเพลง จะละม้ายคล้ายคลึงกับเพลงของชาวต่างชาติบ้าง กลายเป็นเหมือนพวกเราตามเขาอยู่หนึ่งก้าวเสมอในทุก ๆ ครั้งที่มีเพลงใหม่ ๆ ออกมา หากมองในแง่ลบก็จะดูเหมือนว่าคนไทยไม่เก่ง แต่จริง ๆ แล้วนั้นคนไทยมีฝีมือไม่แพ้ชาวต่างชาติเลย แต่แค่ต้องปรับทัศนคติในใจว่า ยังไงเราก็เล่นดนตรีของเขาอยู่ถึงเราจะสร้างสรรค์ผลงานเพลงออกมาได้น่าฟัง แปลกใหม่แค่ไหนนั้น สุดท้ายมองย้อนไปก็ยังอยู่บนพื้นฐานกฎระเบียบ แบบแผนทางดนตรีที่ชาวต่างชาติเป็นคนตั้งเอาไว้ หากแต่ผู้ฟังไม่อคติ คิดลบมากมายนัก ก็จะฟังเพลงนั้น ๆ ได้อย่างมีความสุข

ดนตรีในไทยดูเหมือนถึงทางตัน?

ผลงานเพลงในต่างประเทศนั้น แปลกใหม่และดูมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเพราะการผู้ฟังดนตรีของเขานั้นค่อนข้างเปิดกว้าง ยินดีรับสิ่งใหม่ ทางผู้ผลิตผลงานก็กล้าเสี่ยงที่จะลงทุน สุดท้ายผลที่ออกมาบางงานอาจจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่โลกก็ได้รู้ถึงสิ่งแปลกใหม่ที่จะนำมาต่อยอดพัฒนาอีกในเวลาต่อไป ต่างจากในประเทศไทยที่กลุ่มคนฟังนั้นส่วนใหญ่ชอบฟังแบบที่คุ้นเคยมากกว่า ทางผู้ผลิตเองก็ไม่ได้กล้าที่จะลงทุนกับเพลงที่ความเสี่ยงมาก ๆ เพราะเป็นในส่วนของภาคธุรกิจที่เขาต้องรักษาไว้ การเปลี่ยนแปลงในไทยจึงเป็นไปอย่างช้า ๆ รอตามกระแสโลกอีกทีหนึ่ง

การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี

ในยุคโซเชียล เน็ตเวิร์ค ยุคที่ศิลปินสามารถโด่งดังมีชื่อเสียงได้ โดยแค่มีอินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์เครื่องเดียว ยุคที่การเปลี่ยนผ่านจากเทปเป็นซีดี และสุดท้ายเข้าสู่ลิงก์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ รายได้ของศิลปินไม่ได้มาจากการขายผลงานอีกต่อไป แต่เป็นการขายโชว์ต่าง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาธุรกิจดนตรีในประเทศไทยก็ยังคงอยู่ และสามารถปรับตัวได้ค่อนข้างดี มีบ้างที่ค่ายเพลงบางค่ายต้องปิดตัว แต่ผลดีก็มีอยู่เยอะตรงที่เหล่าคนมีฝีมือที่แฝงตังอยู่สามารถปลดปล่อยไอเดียทางดนตรีออกมาได้อย่างไม่จำกัด และเผยแพร่ได้สู่ทุกเพศทุกวัยจริง ๆ

ต่อไปในอนาคตดนตรีในประเทศไทยนั้นจะพัฒนาสู่เส้นทางไหน หลายคนคงคาดเดายาก และคงไม่ต้องใส่ใจมากนัก แค่ทุกคนเสพดนตรีเพื่อความสุขของชีวิตก็พอแล้ว สุดท้ายไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน ดนตรีนั้นยังคงอยู่ และคงไม่มีทางที่จะหายไปจากโลกใบนี้

 

หัดเล่นกีต้าร์ ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยากเลยสักนิด

หลายคนคงเคยมีความที่จะเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีก หลายคิดผ่านความคิดขั้นนี้ฝึกหัดจนเล่นได้ บางคนถึงขนาดเอาไปเป็นอาชีพได้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปไม่ถึงฝัน เจ็บนิ้วบ้าง ไม่มีเวลาฝึกซ้อมบ้าง จนเลิกล้มความคิดไปในที่สุด วันนี้จะมาดูกันว่าจริง ๆ แล้วการหัดเล่นกีต้าร์นั้นไม่ได้ยากเกินไปเลย ไม่ต้องถึงขนาดไปสมัครเรียนตามสถานบันที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก็สามารถเป็นได้

หากีต้าร์มาสักตัวสิ

ถึงคุณจะอ่านทฤษฎีดนตรีจนเชี่ยวชาญขนาดไหน คุณก็ยังจะจับคอร์ดบอดอยู่ดีหากไม่เคยได้สัมผัสกีต้าร์เลย ดังนั้นการจะเล่นกีต้าร์ให้เป็นนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีกีต้าร์ก่อน ลองถามเพื่อน ๆ ที่มีกีต้าร์ดูว่าขอยืมได้ไหม หรือขอซื้อต่อมือสองได้หรือเปล่า แต่ถ้าพอมีกำลังทรัพย์อยู่บ้าง รีบออกไปร้านขายเครื่องดนตรีที่มีอยู่เยอะมากในปัจจุบันนี้ ไปดูให้เห็นกับตาว่าตัวนี้สีถูกใจหรือเปล่า ขนาดพอดีกับมือของเราไหม ลองดีดดูว่าชอบโทนเสียงของมันไหม ไม่ควรสั่งซื้อทางออนไลน์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ได้กีต้าร์ไม่ถูกใจ ไม่เข้ามือ ยิ่งทำให้การฝึกซ้อมเลิกล้มได้ง่ายขึ้น

คุณครูอยู่รอบตัวเรา

ในอดีตนั้นการหาครูสอนกีต้าร์ค่อนข้างทำได้ลำบาก เพราะต้องจ้างครูสอน หรือไม่ก็ต้องไปเรียนตามโรงเรียนดนตรี ครั้นจะฝึกเองก็อาจจะไม่ถูกต้องตามพื้นฐานจริง ๆ แต่ในยุคนี้นั้น เราแทบจะยกครูระดับโลกที่มีอยู่ทุกมุมโลกมาสอนแบบตัวต่อตัวให้เรากี่คนก็ได้ เวลาใดก็ได้ เพียงแค่เสิร์จหาจากอินเตอร์เน็ต ทำให้การเรียนดนตรีสมัยนี้ค่อนข้างรวดเร็วขึ้นมาก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ค่าใช้จ่ายก็น้อยมาก

มีวิธีฝึกแบบไม่เจ็บนิ้วหรือเปล่า

บอกได้เลยไม่ไม่มีวิธีการฝึกกีต้าร์ให้เป็นได้โดยไม่ผ่านการเจ็บนิ้ว หรือนิ้วพอง ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นเพียงแค่ช่วงแรกที่เริ่มหัดเล่น และกินเวลาไม่นานเท่านั้น แต่การเสียสละเพียงน้อยนิดนั้นนำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ มือกีต้าร์ระดับโลกอย่าง สตีฟ วาย, คาลอส ซานตานา หรือแม้แต่ระดับต้น ๆ ของประเทศไทยอย่าง เสก โลโซ นั้นต่างก็เคยผ่านจุดนี้มาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะมองข้ามอุปสรรคแค่เพียงจุดเล็ก ๆ นี้เพื่อก้าวข้ามไปสู่ฝันที่พวกเขาได้ตั้งไว้

วันหนึ่งต้องฝึกนานเท่าไรกันนะ

การฝึกกีต้าร์นั้นเปรียบเหมือนการขึ้นบันไดไปชั้นบน ยิ่งคุณฝึกมาก ยิ่งคุณก้าวเดินมาก ยิ่งถึงจุดหมายเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นหาเวลามาฝึกอย่างน้อยวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงก็เพียงพอต่อการเล่นเป็นในอีกไม่กี่เดือนแล้ว แต่ถ้าถามว่าฝึกแค่นี้จะเก่งเท่าศิลปินดัง ๆ เลยหรือเปล่า ต้องบอกเลยว่าเหล่าบรรดามือกีต้าร์ระดับพระกาฬนั้น ชั่วโมงการฝึกของพวกเขาต่อวันนั้น เฉียดหรืออาจจะเกินสิบชั่วโมงขึ้นไปด้วยซ้ำ

หากคุณมีกีต้าร์อยู่ข้างตัว มีใจมุ่งมั่นที่อยากเล่นเป็นให้ได้แล้วนั้น มัวรออะไรอยู่ล่ะ?…แค่หยิบมันมาวางบนตัก แล้วดีด การที่จะเล่นได้ดีแค่ไหนนั้น อยู่ที่ตัวคุณเองว่าให้เวลา ให้ความเอาใจใส่ ฝึกซ้อมมันมากแค่ไหน มันก็จะตอบแทนคุณมามากเท่านั้นแหละ…

 

ดนตรีคือยาแห่งความสุขที่กินได้ทุกคน โดยไม่ต้องดื่มน้ำตาม

การที่เราทำงานอย่างหนักในแต่ละวัน ความเครียดจากคนรอบข้าง หรือความกดดันจากครอบครัว ทุกสิ่งนี้ล้วนสะสมอยู่ในร่างกายของเราในรูปแบบความคิด เปรียบเสมือนเป็นโรคมะเร็งทางความคิด มันจะค่อย ๆ กัดกินจิตใจของเราไปทุกวันจนกระทั่งถึงวันที่สมองเรารับไม่ไหว จากนั้นมันจะอัพเกรดตัวมันเองจากความเครียด ความกังวล ว้าวุ่นใจ สู่ความก้าวร้าว โรคซึมเศร้า ความดัน หรือแม้แต่เส้นเลือดสมองแตกถึงขั้นเสียชีวิต

แกะซองยาดนตรีแล้วกินกันเถอะ

คำว่า “ดนตรีบำบัด” นั้นหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง เป็นวิธีดูแลรักษาชีวิตของเราจากภายในสู่ภายนอกที่เห็นผลค่อนข้างดี และค่าใช้จ่ายน้อยมากจนบางทีอาจจะฟรีเลยด้วยซ้ำ มีผลวิจัยที่ว่าในช่วงที่เราว่างนั้น การเลือกฟังดนตรีที่ใช้โทนเสียงต่ำเป็นหลัก ความดังที่ไม่เกิน 50 เดซิเบล ในจังหวะที่ไม่เร็วเกินไปอย่างต่อเนื่องนั้น จะช่วยให้ระบบในร่างกายเริ่มการคูลดาว์น หรือทำงานช้าลง สมองมีสมาธิมากขึ้น และผ่อนคลายอย่างที่สุด

ดนตรีเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงเด็กชั้นยอด

สมองที่กำลังพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของเด็ก ๆ นั้น ต้องการสิ่งเร้าที่มีคุณภาพอย่างที่สุด เพราะถ้าเด็ก ๆ ได้รับสิ่งที่บั่นทอนทางความคิด การพัฒนาการของสมองจะไม่ดีเท่าที่ควร ไอคิว และอีคิวจะต่ำ อาจกลายเป็นคนสมาธิสั้นได้ ดังนั้นการใช้ดนตรีเข้ามาช่วยในการพัฒนาสมองของเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเพลงให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง หรือตอนยังเป็นทารก เนื่องจากการปล่อยให้เด็กดูทีวีนั้น ภาพในทีวีเปลี่ยนไปมาค่อนข้างเร็ว สมองเด็กจะคิดตามไม่ทัน เมื่อภาพเปลี่ยนไป สมองก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการคิดใหม่ ส่งผลให้เด็กเป็นสมาธิสั้นได้ การเปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ ที่มีโน้ตเพลงย้ำวนเวียนอยู่ตัวเดิมค่อนข้างเยอะ สมองเด็กจะเริ่มการจินตนาการ และคาดคะเนตัวโน้ต ส่งผลให้เด็กมีสมาธิที่ดีมากขึ้น

เชื่อมความสัมพันธ์กับทุกคนได้โดยดนตรี

การมอบเพลงความหมายดี ๆ ให้แก่กัน นั้นทำให้หัวใจพองโต ร่างกายเราจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา สารแห่งความสุขนี้จะช่วยให้ร่างกายลดความเครียดที่สะสม ซ้ำยังส่งผลให้รู้สึกในทางบวกทั้งผู้ให้ และผู้รับอีกด้วย การไปร้องคาราโอเกะกับผองเพื่อน ก็ช่วยเชื่อมสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เป็นการทำกิจกรรมกลุ่มที่มีแต่ได้ การได้ตลกขบขันกับคนที่ร้องเพี้ยนบ้าง ได้ออกกำลังกายกับการแย่งไมค์กันร้องบ้าง ได้ทึ่งและประทับใจกับเพื่อนที่เสียงดีบ้าง บางคนอาจจะค้นพบความสามารถของตัวเองแล้วต่อยอดไปอีกก็เป็นได้

ยาชนิดนี้ไม่ต้องไปซื้อที่โรงพยาบาล หรือคลินิก ยาชนิดนี้ไม่ต้องกินหลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น ยาชนิดนี้เป็นยาสามัญประจำสมองของทุกคนที่ควรได้กินอย่างสม่ำเสมอ และมันจะช่วยรักษาบำบัดให้ชีวิตของคุณดีขึ้นจากภายในอย่างแท้จริง

 

เลือกเครื่องดนตรีจากกรุ๊ปเลือด เรื่องแบบนี้ก็มีด้วย

การเลือกเล่นดนตรีนั้นมาจากความชอบ ความพยายาม และพรสวรรค์ แต่บางคนจะรู้ไหมว่าเราควรจะเล่นเครื่องดนตรีอย่างไรดีถึงจะเหมาะสม การเลือกเล่นตามความชอบก็เป็นเหตุผลที่ดี แต่อย่างไรก็ดี…ลึก ๆ ในตัวเรา มีดีเอ็นเอที่ฝังในเลือดของแต่ละคน ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยใจคอได้ พันธุกรรมเหล่านี้แหละ…จะสามารถแยกแยะ และคัดกรองเครื่องดนตรีแต่ละอย่างให้เราได้ว่าควรจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดใด วันนี้เราจะตัดสินใจจากกรุ๊ปเลือดของตัวเองกันดีกว่า

คนกรุ๊ปเลือด A

ด้วยความที่เป็นคนมั่นใจสูง ขยันขันแข็ง และมีความฉลาด ดังนั้นกลองและเพอร์คัสชั่น ทั้งหลายต้องเป็นของคนกรุ๊ปนี้ กับการวางแผนการตีกลองเพื่อให้ลงจังหวะได้พอดิบดีแบบสวยงามไพเราะ การลงไม้บนหนังกลองด้วยความมั่นใจ จะทำให้เสียงออกมาได้คมชัด กังวาน และท่อนส่งที่ซับซ้อนจนต้องอาศัยความฉลาดจากคนกรุ๊ปเลือดนี้เท่านั้น

คนกรุ๊ปเลือด B

กีต้าร์ เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับกรุ๊ปที่มีความสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา จะทำให้สามารถเอ็นเตอร์เทนออกมาทางเสียงกีต้าร์ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของอารมณ์ที่เอาเป็นตัวตัดสินทุกอย่างที่ทำของคนกรุ๊ปนี้แล้วนั้น ก็ไม่แปลกถ้าจะลองเล่นแซกโซโฟน อีกด้วย จะทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์จากตัวเขาสู่โน้ตที่เป่าออกมาได้อย่างเสนาะหูเลยทีเดียว

คนกรุ๊ปเลือด AB

อัจฉริยะเหล่านี้ต้องมีเปียโนสักหลัง เอาไว้ปลดปล่อยความเงียบในตัว เปลี่ยนเป็นเสียงบรรเลงบนลิ่มเปียโนอย่างเหนือชั้น การสร้างสรรค์โน้ตเพลงต่าง ๆ ที่ออกมาจากปลายนิ้วของคนกรุ๊ปนี้นั้น การเป็นคนคิดนอกกรอบจะสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน และจากการที่ชอบหลบมุม เข้าหลืบของคนกรุ๊ปนี้ ดับเบิ้ลเบส เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับพวกเขา ที่ได้จะนั่งอยู่ข้างหลังคอยพยุงวงไว้ ผ่านการดับเบิ้ลเบสที่เป็นหัวใจสำคัญของเพลงนั้น ๆ

คนกรุ๊ปเลือด O

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความชิลล์ความอะไรก็ได้จะอยู่ในหัวของคนกรุ๊ปนี้ ไม่รีบร้อน ใจเย็น ไม่กระตือรือร้น ไม่แปลกใจเลยถ้าคนกรุ๊ปนี้จะลากเก้าอี้นุ่ม ๆ สักตัวมานั่ง หยิบคันชักขึ้นมาสี เชลโล่ ไปด้วยอารมณ์เอื่อย ๆ เน้นไปที่การคลุมโทนของเพลง ไม่หวือหวา เป็นคนยังไงก็ได้ ตามน้ำได้หมดพร้อมที่จะตามใจเครื่องดนตรีอื่นๆ เป็นแนวหลังที่คอยหนุนเพื่อนในวงได้ค่อนข้างดี หรือถ้าจะให้ดีก็หยิบ ฟรุต มาเป่าอย่างแผ่วเบา ให้รู้สึกถึงสายลมอ่อนโยน มากระทบใบหน้าให้รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีกรุ๊ปเลือดอะไร หรือจะเลือกเล่นเครื่องดนตรีอะไร การฝึกซ้อมให้เยอะเข้าไว้ก็มักจะเป็นตัววัดความสำเร็จกับการเล่นเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ ได้แน่นอนกว่า

 

ทำไมต้องเพลงยุค 90? ทำไมคนถึงกล่าวว่ามันดีที่สุดในยุค

ทุกวันนี้หากทุกคนลองสังเกตดูดี ๆ เวลาไปเที่ยวร้านอาหาร หรือตามผับ จะได้ยินบทเพลงที่มาจากยุค 90 อยู่เสมอ ทั้งที่ซาวนด์เพลงก็ดูเชย เนื้อหาก็ดูเก่า ศิลปินก็อายุเยอะมากแล้ว แล้วเพราะเหตุใดเล่า บรรดาเพลงในยุคนั้นถึงได้ครองใจผู้คนแบบไม่เสื่อมคลาย หากใครรู้สึกแบบที่เกริ่นมาข้างต้นแล้วล่ะก็…ลองไปหาคำตอบกันได้เลย

ความทรงจำที่หลั่งไหล

ความทรงจำที่เราไม่ได้สนใจจนเกือบจะเลือนหายไป มักจะผุดออกมาโดยการกระตุ้นจากเพลงในยุค 90 ที่ฟังอยู่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้นั่งเครื่องย้อนเวลาไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้งจริง ๆ อย่างเช่นว่าเพลง ไม่อาจเปลี่ยนใจ ของ เจมส์ เรืองศักดิ์ พอได้ฟัง หลายคนน่าจะนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมที่เคยเปิดหนังสือเพลงดีดกีต้าร์กันอยู่หลังห้องเรียนโดยมีเพื่อน ๆ มาล้อมวงร้องเพลงกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งคุณครูเข้ามา แล้ววงก็แตกกระเจิงกลับไปนั่งประจำโต๊ะเรียนของแต่ละคน เป็นต้น เรียกได้ว่าเพลงยุค 90 ที่โดน ๆ ใช้แทนฟังก์ชั่น วันนี้เมื่อ…ปีที่แล้ว ได้เลย

มีท่าเต้นสุดเจ๋งประจำเพลงนั้น ๆ

เมื่อไรที่จังหวะเพลงยุค 90 ที่คุ้นเคยอย่างเพลง เกรงใจ ของ แร๊ฟเตอร์ เข้าสู่โสตประสาทแล้วนั้น เหมือนกับว่าถูกมนตร์สะกดให้แขนขวายกขึ้นมา แล้วแกว่งไปมาตามท่าเต้นของเพลงนี้ไปเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็เจอเสียงเบสท่อนอินโทรของเพลง ชาวนากับงูเห่า ของวง ฟลาย สองมือของทุกคนก็ตั้งชันสูงเหนือหัว พร้อมกับเงยหน้าเลื่อนศีรษะไปข้างหน้าและหลังอย่างพร้อมเพรียงเลยทีเดียว จะเห็นได้เลยว่า ท่าเต้นของแต่ละเพลงในยุค 90 นั้น ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลาเลย

ภาษาและประโยคเด็ดเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์

“ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้ไหม” “ท้อง…ฉันก็ไม่รับ” “มาแล้วยังดีกว่ามาช้า…มาช้ายังดีกว่าไม่มา” “ดูมั้ยดู…ดูไม่เสียตังค์” ประโยคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ต่างเป็นคำฮิตติดอกติดใจเราหลาย ๆ คนที่ต้องพูดแหย่ หรือแซวเล่นกับก๊วนเพื่อนในช่วงเวลาอดีตที่ผ่านมา มาถึงปัจจุบันประโยคเหล่านี้ก็ยังคงฟังแล้วอมยิ้มอยู่เสมอ ถ้าเราพูดใส่กับคนที่คุ้นเคย หรือมีช่วงเวลาร่วมกันมา นับเป็นการรีไซเคิลนำคำที่หมดยุคไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่ในยุคนี้ได้โดยที่ไม่เคอะเขิน

ต้องยอมรับว่าดนตรีบนโลกเรานี้เป็นระบบหมุนเวียน ณ ยุคหนึ่ง เพลงเพลงหนึ่งจะได้รับความนิยมมาก เวลาผ่านไปก็จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไป แล้วพอเวลาผ่านไปอีก เพลงเพลงนั้นก็กลับมามีโลดแล่น ได้รับความนิยมอีกครั้ง เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป และตอนนี้มันกลับมาแล้ว เหล่าบรรดาเพลงยุค 90 ที่หลับใหลมานานนับสิบปี…มาย้อนเวลาไปด้วยกันเถอะ…

 

ดนตรีกับการเดินทาง สิ่งคู่กันที่ขาดไม่ได้

ในวันที่ต้องออกทริป ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปแบบยกก๊วน ในระหว่างเดินทางนั้น หากขาดดนตรีไป ทริปนั้นก็คงจะกร่อย ไม่สุดเสียทีเดียว เปรียบเสมือนกินข้าวหมูทอดแต่ขาดน้ำจิ้มเด็ด ๆ ไปนั่นเอง ดนตรีนั้นเป็นส่วนช่วยเติมเต็มทริปนั้น ๆ ของคุณได้เป็นอย่างดี ไปดูกันว่าดนตรีจะมีบทบาทตรงไหนของทริปได้บ้าง

เพลงคันทรีกับวิวภูเขา

ถ้าจับท่อนฮุคของเพลง Country road take me home ของ John Denver มามัดรวมกับวิวภูเขาเขียวชอุ่มที่เรียงรายสุดเส้นถนนข้างทางแล้วล่ะก็ แทบจะไม่สามารถต้านทานการเอียงศีรษะซ้ายที ขวาที ตามจังหวะกลองไปเลย มันช่างทำให้รู้สึกถึงการเดินทางจริง ๆ จนบางทีคุณอาจจะอยากให้ถนนยาวไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความสุขที่จะมากขึ้นตามลำดับ ลองเปลี่ยนเป็นเพลงไทยบ้างอย่างเพลง หนุ่มพเนจร ของปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ก็จะทำให้คุณต้องตบพวงมาลัยตามจังหวะไปด้วยแน่ ๆ ระดับความฟินจะพุ่งขึ้นสูงสุดเลยทีเดียว

แหกปากให้สุดเสียงกับชาวแก๊งค์ เพื่อนซี้

เลือกเพลงที่ชอบขึ้นมา หมุนวอลลุ่มให้ดัง แล้วตะโกนร้องพร้อมกันกับเหล่าเพื่อนซี้ บนรถที่กำลังแล่นไปสู่จุดหมาย นี่แหละคือช่วงเวลาคุณภาพที่จะบันทึกอยู่ในความทรงจำของคุณไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน ในทริปที่ไปเป็นหมู่คณะนั้น มักจะมีเพลงที่เป็นเพลงประจำก๊วนกันอยู่แล้ว แค่ร้องออกมาให้สุดเสียง ประสานเสียงกัน หรือจะผลัดกันคนละท่อนล้วนสร้างความสุขในการเดินทางทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะสนุกกันขนาดไหนก็อย่าประมาทในการขับรถด้วยล่ะ

กีต้าร์โปร่งหลังมื้อค่ำ

ไฮไลท์ของทริปนั้นก็คือการมาถึงจุดหมายปลายทาง ได้ท่องเที่ยวทำภารกิจต่าง ๆ จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังอาหารเย็นชุดใหญ่ไปแล้ว จะขาดไม่ได้เลยกับกีต้าร์โปร่ง 1 ตัว กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ตามแล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน 1 ขวด แค่นี้ก็พร้อมสำหรับมินิคอนเสิร์ตย่อม ๆ ที่ทุกคนล้อมวงกัน แย่งกันร้องบ้าง แย่งกันเล่นบ้าง ร้องเพี้ยนบ้าง ร้องดีบ้าง แต่รับประกันได้ว่ามินิคอนเสิร์ตนี้ มักมีช่วงเวลาทำการแสดงที่ค่อนข้างยาวนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว บางทีอาจถึงเกือบเช้าของอีกวันด้วยซ้ำไป

เห็นได้ชัดว่าดนตรีนั้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มกับการเดินทางอย่างมากจริง ๆ เริ่มตั้งแต่ขึ้นรถออกจากบ้านไประหว่างทาง จนถึงจุดหมาย กระทั่งขากลับ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้ อ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่ารอช้าไป รีบดูปฏิทินเช็กวันว่างให้ดี เสิร์ชข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็จัดลิสเพลงสุดโปรดลงมือถือให้เรียบร้อย แล้วไปดูกันว่าดนตรีจะทำให้ทริปของทุกคนนั้นแฮปปี้ได้มากแค่ไหน

 

Club 27…ชมรมที่ค่าสมาชิกต้องแลกด้วยชีวิต

                ศิลปินดัง ๆ ระดับตำนานมากมายหลายยุคหลายสมัย ต่างจบชีวิตลงด้วยช่วงอายุเดียวกันจนหลายคนสงสัยว่าทำไมบุคคลเหล่านี้จึงต้องมาเสียชีวิตในวัยวัยเดียวกันด้วย วลีที่ว่า Club 27 ก็ได้ถือเกิดขึ้น

Jimi Hendrix

นักแต่งเพลง นักร้อง แต่คนทั่วไปจะรู้จักในนามของมือกีต้าร์ร็อกแอนด์โรลระดับตำนาน ที่มีสไตล์การแต่ตัวที่มีสีสันฉูดฉาด ฝีมือการเล่นกีต้าร์ของเขานั้นได้ถูกทั่วโลกยอมรับว่าเขาคือคนที่เก่งที่สุด เหล่ามือกีต้าร์ระดับโลกในเวลาต่อ ๆ มาล้วนได้รับอิทธิพลจากเขาทั้งสิ้น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาจบชีวิตลงในปี ค.ศ. 1970 ด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น

Kurt Cobain

Front man แห่ง Nirvana เจ้าพ่อดนตรีแนวกรันจ์รายนี้ ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Club 27 เช่นกัน ในทางทักษะการเล่นกีต้าร์ของเขานั้น อาจดูไม่ได้หวือหวามากเท่าไรนัก แต่เขานั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะด้านการแต่งเพลง และการแสดงสด ที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด รวมไปถึงบุคลิกของเขานั้นค่อนข้างไปทางน่าหลงใหลจนคนเอาไปเป็นแบบอย่างมากมาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาติดยาเสพติดอย่างหนัก และจบชีวิตตัวเองโดยการยิงตัวตายด้วยปืนลูกซองเข้าที่หัวของเขาในปี ค.ศ. 1994

Robert Johnson

ตำนานเพลงบลูส์ที่มีชีวิตในช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 ผู้คนต่างกล่าวว่า เขาได้ขายวิญญาณให้กับซาตานเพื่อแลกกับฝีมือการเล่นกีต้าร์จากธรรมดาไปเป็นเซียนกีต้าร์อย่างน่าเหลือเชื่อ ในช่วงเวลาไม่กี่วัน เพลงที่เขาแต่งออกมานั้นล้วนกลายเป็นเพลงระดับตำนานขึ้นหิ้งที่เปลี่ยนแปลงวงการบลูส์ และพัฒนาสู่แนวร็อกแอนด์โรลในเวลาต่อมาอีกด้วย การเสียชีวิตด้วยการโดนวางยาพิษของเขานั้น ต่างถูกมองว่าเป็นค่าชดใช้จากการทำสัญญากับซาตานนั่นเอง

Kim Jong-Hyun

หนึ่งในสมาชิกวง SHINee ถึงจะเป็นศิลปินยุคใหม่ แถมยังเป็นคนเอเชีย แต่ Kim Jong-Hyun นั้นก็ถูกบรรจุลงในเม็มเบอร์ของ Club 27 เรียบร้อยไปแล้ว วันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2017 เขาได้ฆ่าตัวตายโดยการดมสารพิษ ถึงแม้ว่าทางโรงพยาบาลจะทำการกู้ชีพของเขาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้อยู่ดี คำให้การของพี่สาวแท้ ๆ ของเขาเองกล่าวไว้ว่า ได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือจาก Kim Jong-Hyun ที่มีใจความประมาณว่า “บอกลาครั้งสุดท้าย” จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน

ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะโด่งดังมีชื่อเสียงมากมาย แต่จะมีใครรู้ภายในใจของพวกเขาบ้างว่าต้องทนทุกข์อยู่กับอะไรบ้าง สาเหตุเกือบทุกคนใน Club 27 นั้นมาจากการใช้ สารเสพติดทั้งสิ้น บางคนก็เป็นโรคซึมเศร้า ที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาว่าจะต้องมีเรื่องร้ายบางอย่างที่มีผลต่อจิตใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว