ทำไมต้องเพลงยุค 90? ทำไมคนถึงกล่าวว่ามันดีที่สุดในยุค

ทุกวันนี้หากทุกคนลองสังเกตดูดี ๆ เวลาไปเที่ยวร้านอาหาร หรือตามผับ จะได้ยินบทเพลงที่มาจากยุค 90 อยู่เสมอ ทั้งที่ซาวนด์เพลงก็ดูเชย เนื้อหาก็ดูเก่า ศิลปินก็อายุเยอะมากแล้ว แล้วเพราะเหตุใดเล่า บรรดาเพลงในยุคนั้นถึงได้ครองใจผู้คนแบบไม่เสื่อมคลาย หากใครรู้สึกแบบที่เกริ่นมาข้างต้นแล้วล่ะก็…ลองไปหาคำตอบกันได้เลย

ความทรงจำที่หลั่งไหล

ความทรงจำที่เราไม่ได้สนใจจนเกือบจะเลือนหายไป มักจะผุดออกมาโดยการกระตุ้นจากเพลงในยุค 90 ที่ฟังอยู่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้นั่งเครื่องย้อนเวลาไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้งจริง ๆ อย่างเช่นว่าเพลง ไม่อาจเปลี่ยนใจ ของ เจมส์ เรืองศักดิ์ พอได้ฟัง หลายคนน่าจะนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมที่เคยเปิดหนังสือเพลงดีดกีต้าร์กันอยู่หลังห้องเรียนโดยมีเพื่อน ๆ มาล้อมวงร้องเพลงกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งคุณครูเข้ามา แล้ววงก็แตกกระเจิงกลับไปนั่งประจำโต๊ะเรียนของแต่ละคน เป็นต้น เรียกได้ว่าเพลงยุค 90 ที่โดน ๆ ใช้แทนฟังก์ชั่น วันนี้เมื่อ…ปีที่แล้ว ได้เลย

มีท่าเต้นสุดเจ๋งประจำเพลงนั้น ๆ

เมื่อไรที่จังหวะเพลงยุค 90 ที่คุ้นเคยอย่างเพลง เกรงใจ ของ แร๊ฟเตอร์ เข้าสู่โสตประสาทแล้วนั้น เหมือนกับว่าถูกมนตร์สะกดให้แขนขวายกขึ้นมา แล้วแกว่งไปมาตามท่าเต้นของเพลงนี้ไปเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็เจอเสียงเบสท่อนอินโทรของเพลง ชาวนากับงูเห่า ของวง ฟลาย สองมือของทุกคนก็ตั้งชันสูงเหนือหัว พร้อมกับเงยหน้าเลื่อนศีรษะไปข้างหน้าและหลังอย่างพร้อมเพรียงเลยทีเดียว จะเห็นได้เลยว่า ท่าเต้นของแต่ละเพลงในยุค 90 นั้น ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลาเลย

ภาษาและประโยคเด็ดเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์

“ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้ไหม” “ท้อง…ฉันก็ไม่รับ” “มาแล้วยังดีกว่ามาช้า…มาช้ายังดีกว่าไม่มา” “ดูมั้ยดู…ดูไม่เสียตังค์” ประโยคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ต่างเป็นคำฮิตติดอกติดใจเราหลาย ๆ คนที่ต้องพูดแหย่ หรือแซวเล่นกับก๊วนเพื่อนในช่วงเวลาอดีตที่ผ่านมา มาถึงปัจจุบันประโยคเหล่านี้ก็ยังคงฟังแล้วอมยิ้มอยู่เสมอ ถ้าเราพูดใส่กับคนที่คุ้นเคย หรือมีช่วงเวลาร่วมกันมา นับเป็นการรีไซเคิลนำคำที่หมดยุคไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่ในยุคนี้ได้โดยที่ไม่เคอะเขิน

ต้องยอมรับว่าดนตรีบนโลกเรานี้เป็นระบบหมุนเวียน ณ ยุคหนึ่ง เพลงเพลงหนึ่งจะได้รับความนิยมมาก เวลาผ่านไปก็จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไป แล้วพอเวลาผ่านไปอีก เพลงเพลงนั้นก็กลับมามีโลดแล่น ได้รับความนิยมอีกครั้ง เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป และตอนนี้มันกลับมาแล้ว เหล่าบรรดาเพลงยุค 90 ที่หลับใหลมานานนับสิบปี…มาย้อนเวลาไปด้วยกันเถอะ…

 

ดนตรีกับการเดินทาง สิ่งคู่กันที่ขาดไม่ได้

ในวันที่ต้องออกทริป ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปแบบยกก๊วน ในระหว่างเดินทางนั้น หากขาดดนตรีไป ทริปนั้นก็คงจะกร่อย ไม่สุดเสียทีเดียว เปรียบเสมือนกินข้าวหมูทอดแต่ขาดน้ำจิ้มเด็ด ๆ ไปนั่นเอง ดนตรีนั้นเป็นส่วนช่วยเติมเต็มทริปนั้น ๆ ของคุณได้เป็นอย่างดี ไปดูกันว่าดนตรีจะมีบทบาทตรงไหนของทริปได้บ้าง

เพลงคันทรีกับวิวภูเขา

ถ้าจับท่อนฮุคของเพลง Country road take me home ของ John Denver มามัดรวมกับวิวภูเขาเขียวชอุ่มที่เรียงรายสุดเส้นถนนข้างทางแล้วล่ะก็ แทบจะไม่สามารถต้านทานการเอียงศีรษะซ้ายที ขวาที ตามจังหวะกลองไปเลย มันช่างทำให้รู้สึกถึงการเดินทางจริง ๆ จนบางทีคุณอาจจะอยากให้ถนนยาวไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความสุขที่จะมากขึ้นตามลำดับ ลองเปลี่ยนเป็นเพลงไทยบ้างอย่างเพลง หนุ่มพเนจร ของปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ก็จะทำให้คุณต้องตบพวงมาลัยตามจังหวะไปด้วยแน่ ๆ ระดับความฟินจะพุ่งขึ้นสูงสุดเลยทีเดียว

แหกปากให้สุดเสียงกับชาวแก๊งค์ เพื่อนซี้

เลือกเพลงที่ชอบขึ้นมา หมุนวอลลุ่มให้ดัง แล้วตะโกนร้องพร้อมกันกับเหล่าเพื่อนซี้ บนรถที่กำลังแล่นไปสู่จุดหมาย นี่แหละคือช่วงเวลาคุณภาพที่จะบันทึกอยู่ในความทรงจำของคุณไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน ในทริปที่ไปเป็นหมู่คณะนั้น มักจะมีเพลงที่เป็นเพลงประจำก๊วนกันอยู่แล้ว แค่ร้องออกมาให้สุดเสียง ประสานเสียงกัน หรือจะผลัดกันคนละท่อนล้วนสร้างความสุขในการเดินทางทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะสนุกกันขนาดไหนก็อย่าประมาทในการขับรถด้วยล่ะ

กีต้าร์โปร่งหลังมื้อค่ำ

ไฮไลท์ของทริปนั้นก็คือการมาถึงจุดหมายปลายทาง ได้ท่องเที่ยวทำภารกิจต่าง ๆ จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังอาหารเย็นชุดใหญ่ไปแล้ว จะขาดไม่ได้เลยกับกีต้าร์โปร่ง 1 ตัว กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ตามแล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน 1 ขวด แค่นี้ก็พร้อมสำหรับมินิคอนเสิร์ตย่อม ๆ ที่ทุกคนล้อมวงกัน แย่งกันร้องบ้าง แย่งกันเล่นบ้าง ร้องเพี้ยนบ้าง ร้องดีบ้าง แต่รับประกันได้ว่ามินิคอนเสิร์ตนี้ มักมีช่วงเวลาทำการแสดงที่ค่อนข้างยาวนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว บางทีอาจถึงเกือบเช้าของอีกวันด้วยซ้ำไป

เห็นได้ชัดว่าดนตรีนั้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มกับการเดินทางอย่างมากจริง ๆ เริ่มตั้งแต่ขึ้นรถออกจากบ้านไประหว่างทาง จนถึงจุดหมาย กระทั่งขากลับ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้ อ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่ารอช้าไป รีบดูปฏิทินเช็กวันว่างให้ดี เสิร์ชข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็จัดลิสเพลงสุดโปรดลงมือถือให้เรียบร้อย แล้วไปดูกันว่าดนตรีจะทำให้ทริปของทุกคนนั้นแฮปปี้ได้มากแค่ไหน

 

Club 27…ชมรมที่ค่าสมาชิกต้องแลกด้วยชีวิต

                ศิลปินดัง ๆ ระดับตำนานมากมายหลายยุคหลายสมัย ต่างจบชีวิตลงด้วยช่วงอายุเดียวกันจนหลายคนสงสัยว่าทำไมบุคคลเหล่านี้จึงต้องมาเสียชีวิตในวัยวัยเดียวกันด้วย วลีที่ว่า Club 27 ก็ได้ถือเกิดขึ้น

Jimi Hendrix

นักแต่งเพลง นักร้อง แต่คนทั่วไปจะรู้จักในนามของมือกีต้าร์ร็อกแอนด์โรลระดับตำนาน ที่มีสไตล์การแต่ตัวที่มีสีสันฉูดฉาด ฝีมือการเล่นกีต้าร์ของเขานั้นได้ถูกทั่วโลกยอมรับว่าเขาคือคนที่เก่งที่สุด เหล่ามือกีต้าร์ระดับโลกในเวลาต่อ ๆ มาล้วนได้รับอิทธิพลจากเขาทั้งสิ้น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาจบชีวิตลงในปี ค.ศ. 1970 ด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น

Kurt Cobain

Front man แห่ง Nirvana เจ้าพ่อดนตรีแนวกรันจ์รายนี้ ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Club 27 เช่นกัน ในทางทักษะการเล่นกีต้าร์ของเขานั้น อาจดูไม่ได้หวือหวามากเท่าไรนัก แต่เขานั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะด้านการแต่งเพลง และการแสดงสด ที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด รวมไปถึงบุคลิกของเขานั้นค่อนข้างไปทางน่าหลงใหลจนคนเอาไปเป็นแบบอย่างมากมาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาติดยาเสพติดอย่างหนัก และจบชีวิตตัวเองโดยการยิงตัวตายด้วยปืนลูกซองเข้าที่หัวของเขาในปี ค.ศ. 1994

Robert Johnson

ตำนานเพลงบลูส์ที่มีชีวิตในช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 ผู้คนต่างกล่าวว่า เขาได้ขายวิญญาณให้กับซาตานเพื่อแลกกับฝีมือการเล่นกีต้าร์จากธรรมดาไปเป็นเซียนกีต้าร์อย่างน่าเหลือเชื่อ ในช่วงเวลาไม่กี่วัน เพลงที่เขาแต่งออกมานั้นล้วนกลายเป็นเพลงระดับตำนานขึ้นหิ้งที่เปลี่ยนแปลงวงการบลูส์ และพัฒนาสู่แนวร็อกแอนด์โรลในเวลาต่อมาอีกด้วย การเสียชีวิตด้วยการโดนวางยาพิษของเขานั้น ต่างถูกมองว่าเป็นค่าชดใช้จากการทำสัญญากับซาตานนั่นเอง

Kim Jong-Hyun

หนึ่งในสมาชิกวง SHINee ถึงจะเป็นศิลปินยุคใหม่ แถมยังเป็นคนเอเชีย แต่ Kim Jong-Hyun นั้นก็ถูกบรรจุลงในเม็มเบอร์ของ Club 27 เรียบร้อยไปแล้ว วันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2017 เขาได้ฆ่าตัวตายโดยการดมสารพิษ ถึงแม้ว่าทางโรงพยาบาลจะทำการกู้ชีพของเขาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้อยู่ดี คำให้การของพี่สาวแท้ ๆ ของเขาเองกล่าวไว้ว่า ได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือจาก Kim Jong-Hyun ที่มีใจความประมาณว่า “บอกลาครั้งสุดท้าย” จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน

ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะโด่งดังมีชื่อเสียงมากมาย แต่จะมีใครรู้ภายในใจของพวกเขาบ้างว่าต้องทนทุกข์อยู่กับอะไรบ้าง สาเหตุเกือบทุกคนใน Club 27 นั้นมาจากการใช้ สารเสพติดทั้งสิ้น บางคนก็เป็นโรคซึมเศร้า ที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาว่าจะต้องมีเรื่องร้ายบางอย่างที่มีผลต่อจิตใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

 

ธรรมดาโลกไม่จำ! 4 เพลงสุดขั้วบนโลกใบนี้

เพลงที่เราทุกคนฟังกันมาเกือบทั้งชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีความแตกต่างกันที่แนวเพลง ความไพเราะ อารมณ์ หรือความหมายที่ศิลปินต้องการสื่อสารออกมา แต่ถ้าพูดถึงโดยรวม ๆ แล้ว หลาย ๆ บทเพลงก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันในระดับหนึ่ง แต่วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับเพลงแปลกๆ ที่คงไม่มีใครคาดคิดว่า “มีเพลงแบบนี้ในโลกใบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”

บทเพลงที่ยาวที่สุดในโลก

ความยาวของบทเพลงที่ยาวประมาณ 3 ถึง 5 นาที คือระดับมาตรฐานของหูคนเราที่จะเสพเข้าถึงแก่นของเพลงนั้น ๆ ได้อย่างพอเหมาะพอดี แต่นั่นไม่ใช่ทฤษฎีกับบทเพลงของไมเคิล บอสทวิกค์ แน่ ๆ ในเพลงที่มีชื่อว่า The Rise and Fall of Bossanova ในโปรเจ็กต์ PC III ของเขา ความยาวนั้นมากถึง 13 ชั่วโมง 23 นาที กับอีก 32 วินาทีได้ถูกจารึกเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2016 ส่วนเนื้อหาในเพลงนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยการสร้างบรรยากาศ ความล่องลอย และการผ่อนคลายที่ยาวนานอย่างแท้จริง

เพลงที่สั้นที่สุดในโลก

พูดถึงเพลงที่ยาวที่สุดไปแล้ว เลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเสนอเพลงที่สั้นที่สุดด้วย You Suffer ของวงร็อกอย่าง Napalm Death โดยเพลงสุดกวนนี้มีความยาวเป็นสถิติโลกที่ 1.316 วินาที เรียกได้ว่าใครจะฟังเพลงนี้แค่เผลอไอหรือหาว ก็ไม่ทันได้ฟังเสียแล้ว

เพลงที่ใช้ภาษาเยอะที่สุดในโลก

ตั้งแต่ไหนแต่ไรในเพลงเพลงหนึ่งก็จะมีแค่ 1 หรือ 2 ภาษาเท่านั้น เพราะแค่นี้ก็เพียงพอต่อการสื่อความหมายถึงผู้ฟังแล้ว แต่ถ้ามีทั้งหมด 145 ภาษาภายในแค่ 1 เพลงล่ะ…แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว นักร้องจะร้องยังไง? เพลงจะกล่าวถึงอะไร? จะเป็นไปได้เหรอ? คำถามพวกนี้จะหมดไปเลยเพียงแค่ได้ฟังเพลงของ AnDuDu ชาวออสเตรเลีย คนนี้ เขาได้รวบรวมเรียบเรียงคำบอกรักจากทั่วโลกมาไว้ในเพลงเพลงเดียว ฉะนั้นหากคุณคิดจะบอกรักใครล่ะก็ ใช้เพลงนี้ได้เลย รับประกันว่าต้องโดนใจสักหนึ่งภาษาในนั้นแน่ ๆ

เพลงที่หายใจน้อยที่สุดในโลก

                Shankar Mahadevan นักร้องและนักประพันธ์เพลงชาวอินเดีย กับเพลงสร้างชื่อของเขา Breathless ในปี 1998 ซึ่งในส่วนของเนื้อร้องนั้น เขาได้ร้องต่อเนื่องแบบไม่พักหายใจยาวนานถึง 3 นาที ถือว่านานมาก ๆ และคงหานักร้องคนไหนมาร้องเพลงนี้ไม่ได้ง่าย ๆ แน่นอน

ขึ้นชื่อว่าเพลงไม่ว่าจะมีความยาวมากน้อยหรือใช้ภาษาเยอะน้อยแค่ไหน จุดมุ่งหมายสูงสุดของคนแต่งนั้นย่อมต้องการที่จะมอบความสุข ความบันเทิงแก่คนฟังทั้งสิ้น อ่านถึงตรงนี้ต้องบอกเลยว่าเหล่านักเสพเพลงทั้งหลายอย่ามัวชักช้าอยู่ ยังไงต้องลองมาหาฟังให้ได้สักครั้ง แล้วทุกคนจะได้รู้ว่าในโลกนี้ก็มีเพลงแบบนี้อยู่ด้วย

 

ไม่ชอบเสียงดนตรี ไม่ได้แปลว่าเป็นคนไร้หัวใจนะ

ในสังคมปัจจุบันนี้การฟังเพลงถือว่าเป็นเรื่องที่สากลยอมรับ เพราะเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ล้วนรักในการฟังเพลงกันทั้งนั้น แล้วเมื่อพูดถึงการฟังเพลง หรือแนวดนตรีเจ๋ง ๆ แล้วล่ะก็ คนเราส่วนใหญ่ก็จะสามารถพูดคุยถึงแนวดนตรีที่ชื่นชอบกันได้อย่างสนุกสนาน ซึ่งแตกต่างต่างคนบางกลุ่มที่รู้สึกว่าเสียงดนตรีนี่มันช่างบาดหูเหลือเกิน  แต่วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจว่า คนที่ไม่ชอบฟังเพลง หรือไม่ชอบเสียงดนตรีนี่มันเป็นเพราะอะไรกันแน่

อายุมากแล้ว ฟังแล้วหนวกหู

                อย่างที่เรารู้กันดีว่าเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างก็เริ่มจะเสื่อมสภาพลง รวมไปถึงประสาทสัมผัสทางด้านการฟังอีกด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการประสาทหูเสื่อม คือการมีภาวะที่มีความสามารถในการได้ยินและรับเสียงน้อยลง ซึ่งในกลุ่มนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เขาจะไม่ชอบเสียงอึกกระทึกครึ้กโครม หรือเสียงแหลม ๆ จากกีต้าร์ลีดและเสียงทุ้ม ๆ ของเบสซักเท่าไหร่ ถ้าเราอยากให้เขาฟังจริง ๆ แล้วล่ะก็ คงสามารถฟังได้ไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่นัก ยกเว้นบางคนที่ประสาทหูเสื่อมจริง ๆ ก็อาจจะไม่ได้ยินอะไรเลย

คนที่กำลังใช้สมาธิ  หรือจดจ่ออยู่กับสิ่งใตสิ่งหนึ่ง

คนกลุ่มนี้มักจะเพ่งสมาธิไปที่จุดจุดเดียว ดังนั้นเขาจะไม่ชอบเสียงอะไรที่ไปรบกวนสมาธิเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ชอบฟังเพลงนะ อาจจะแค่ไม่ฟังในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก ๆ ในสังคมวัยทำงาน เพราะส่วนใหญ่มักจะมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอย่างล้นหลาม จึงทำให้ไม่มีเวลาได้มาฟังเพลงบ่อย ๆ

คนที่เป็นโรคไม่ชอบเสียง ไม่ชอบฟังเพลง

ถ้าไม่มีการวิจัยออกมายืนยันว่ามีโรคนี้อยู่จริง คงไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะมีคนที่ไม่ชอบเสียงอยู่เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ ซึ่งความจริงในทางหลักวิทยาศาสตร์นั้น คนกลุ่มนี้มักจะมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อเสียงมากกว่าคนปกติทั่วไป เนื่องมาจากสมองผลิตสารบางอย่างที่ทำให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าในรูปแบบของเสียงมากเกินไป มีงานวิจัยที่ระบุบว่าสมองของผู้คนที่เป็นโรคไม่ชอบเสียงนี้ เกิดจากการที่เสียงมีการสั่งการสมองส่วนที่แสดงความรู้สึกนึกคิดไวเกินคนทั่วไป เมื่อมีเสียงต่าง ๆ เข้ามา ก็จะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด หนวกหู อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง และอยากจะหนีไปจากเสียงตรงนั้นเสียดื้อ ๆ

สำหรับใครที่บังเอิญไปพบเห็นหรือรู้จักคนที่ไม่ชอบเสียงดนตรีและเสียงเพลงละก็ ให้ลองทำความเข้าใจดูว่า เป็นเพราะสาเหตุอะไรทำไมเขาจึงไม่ชอบฟังเพลง เชื่อว่าคุณจะได้ฟังเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่ แถมยังได้มิตรสหายเพิ่มขึ้นอีกคนด้วยนะ

 

ฟังเพลงตอนขับรถ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ในชีวิตประจำวันของใครหลายคน อาจต้องใช้รถส่วนตัวเพื่อการเดินทางไป-กลับจากการทำงาน แน่นอนว่าในรถทุกคันย่อมต้องมีเครื่องเสียง สำหรับเปิดเพลงฟังจากวิทยุ ซีดี แฟลชไดรฟ์ หรือปัจจุบันก็มีการพัฒนาให้สามารถเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้ ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีในปัจจุบัน จึงทำให้เราสามารถเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้ที่เราอยากจะฟัง การฟังเพลงระหว่างขับรถนั้น นอกจากจะสร้างความเพลิดเพลิน และแก้เบื่อยามรถติดได้แล้ว ก็ยังมีข้อดีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

ข้อดีของการฟังเพลงขณะขับรถ

  • คลายความหงุดหงิด เพราะการใช้รถใช้ถนนในบางครั้ง ก็อาจมีเหตุที่ทำให้เราหงุดหงิดได้ง่ายไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคันหน้าขับช้า โดนปาด โดนเบียด โดนแซง ไฟแดงนานเกินไป มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกข้าง ฯลฯ เพลงที่เปิดฟัง ก็จะช่วยให้อารมณ์ร้อน ๆ เย็นลงได้ ลดการทะเลาะวิวาทกับคู่กรณีได้เลย
  • คลายความตึงเครียด หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่า การขับรถในแต่ละครั้ง ตัวเราเองจะมีความเครียดเกิดขึ้น ซึ่งก็มาจากการที่ต้องใช้สมาธิในการโฟกัส เพื่อระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และไม่ให้เลี้ยวรถไปผิดทาง ดังนั้น การฟังเพลงไปด้วย จึงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างดี
  • ช่วยเรียกสมาธิ ในการขับรถในเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดความเคยชินและเฉื่อยชาได้ ส่งผลให้ความระมัดระวังของเราลดลง หรือบางครั้งอาจเผลอหลุดโฟกัส เหม่อลอย การฟังเพลงไปด้วยจะช่วยเรียกสมาธิ ดึงสติให้กลับมาอยู่บนถนนอีกครั้ง
  • กระตุ้นให้สมองตื่นตัว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสะสม โดยเฉพาะการขับรถทางไกลอาจทำให้เกิดอาการเผลอวูบหลับได้ ดังนั้น หากคิดว่ายังพอไหว ไม่ต้องงีบหลับ การเปิดเพลงจังหวะสนุก ๆ ฟัง ก็จะช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

เพลงที่ฟัง กับความดังที่เปิด

หลายคนอาจจะคิดว่า การฟังเพลงขณะขับรถอาจรบกวนสมาธิได้ นั่นเป็นเพราะว่าเปิดเพลงในระดับเสียงที่ดังเกินไปจนรู้สึกรำคาญ อันที่จริง การเปิดเพลงดังพอดี ๆ ไม่มากไม่น้อย จะช่วยสร้างสมาธิมากกว่ารบกวน นั่นเป็นเพราะประสาทที่เราใช้รับเสียง มีเพียงแค่ประสาทหู ไม่ได้ใช้ตา ดังนั้นการฟังเพลงจึงไม่รบกวนการโฟกัสในการขับขี่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยที่พบว่าการฟังเพลงขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงไหน จะทำให้ผู้เข้าทดสอบมีการตอบสนองต่อสภาพจราจรทั้งในสภาพรถติด และการขับรถทางไกลได้ดีกว่าการไม่ฟังเพลงอะไรเลย ดังนั้นการฟังเพลงขณะขับรถ จึงไม่ได้แค่สร้างความครื้นเครง แต่ยังสามารถส่งเสริมให้เกิดสมาธิ และขับรถได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

มิวสิคสตรีมมิ่ง ยุคใหม่ของการฟังเพลง

ปัจจุบัน โลกของเทคโนโลยีมีการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ มีผลต่อวงการเพลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว จากยุคอนาล็อก ที่เราต่างต้องฟังเพลงผ่านแผ่นเสียง หรือเทปคาสเซต ก้าวข้ามผ่านมาเป็นยุคดิจิตอล ก็คือยุคของแผ่นซีดี จากนั้น ยุคของการซื้อแผ่นเสียง เทป ซีดี ก็หมดลง ด้วยการถึงของไฟล์เพลงดิจิตอลที่สามารถฟังออนไลน์ได้ทางอินเตอร์เน็ต จนถึงปัจจุบันเมื่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายเริ่มแข็งแรง บริการมิวสิคสตรีมมิ่งแบบออนไลน์จึงเกิดขึ้น เป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่อยากซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ก็จะสามารถเลือกเฉพาะเพลงที่ชอบได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ในขณะที่แผ่นเสียง ก็กลายมาเป็นทางเลือกของผู้ที่นิยมสะสม หรือซีดีเพลง ก็ยังคงมีการจำหน่าย เพื่อให้แฟนเพลงของศิลปินได้อุดหนุน ส่วนศิลปินเองก็ไม่เน้นขายแผ่น หันมาเน้นการขายโชว์แทน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการปรับตัวรับการมาถึงของยุคมิวสิคสตรีมมิ่งอย่างเต็มรูปแบบ

ทำความรู้จักกับมิวสิคสตรีมมิ่ง

มิวสิคสตรีมมิ่ง (Music Streming) หรือการสตรีมมิ่งเพลง ก็คือการให้บริการเพลงในรูปแบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต แบบไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผู้ให้บริการก็จะมีการเก็บค่าบริการรายเดือน หรือบางเจ้าก็มีการให้บริการฟรี แต่มีข้อจำกัดเรื่องเพลงที่ฟังได้ การสตรีมมิ่งนี้ จะไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการเก็บ หรือครอบครองไฟล์เพลงไว้ได้ตลอด เหมือนการซื้อเพลง เพราะเมื่อหยุดใช้บริการ ก็จะไม่สามารถฟังเพลงที่เคยโหลดเพื่อฟังแบบออฟไลน์ไว้ในลิสต์ได้อีก และไม่อนุญาตให้นำไฟล์ไปแจกจ่ายได้ จึงเป็นการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของศิลปินได้เป็นอย่างดี

ผลประโยชน์ที่ลงตัว?

สำหรับคนฟังเพลงแล้วนั้น มิวสิคสตรีมมิ่งเป็นบริการที่มีข้อดีมากมาย ในค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ เพราะสามารถเลือกฟังเพลงได้อย่างไม่จำกัด ราคาไม่แพงเหมือนการซื้อขาด สามารถอัพเดตเพลงใหม่ได้เรื่อย ๆ แถมบริการสตรีมมิ่งเพลงส่วนใหญ่ยังมีการจัดหมวดหมู่เพลงให้เราเลือกตามความชอบ และความสนใจอีกด้วย แต่ก็ยังคงมีคำถามว่า การให้บริการสตรีมมิ่งเพลงนั้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเพลงจริงหรือไม่ เพราะในมุมของศิลปิน และผู้จัดจำหน่ายแล้ว การสตรีมมิ่งให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการจำหน่ายในรูปแบบอื่น ๆ และส่งผลให้ยอดจำหน่ายซีดี ซึ่งได้ราคาดีกว่าลดลง แต่ถึงอย่างนั้น การให้บริการออนไลน์ ก็สามารถช่วยกระจายเพลง ให้มีผู้ฟังมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีทางการตลาดในระยะยาวได้

การปรับตัว สำหรับยุคสตรีมมิ่ง

สำหรับผู้ที่เป็นแฟนเพลงอย่างเหนียวแน่นแล้ว การอุดหนุนศิลปินโดยการซื้อแผ่นซีดี ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถ ดังนั้นศิลปินในยุคนี้ การขายโชว์เพื่อเพิ่มความนิยมจึงสำคัญมาก ศิลปินและแฟนคลับจึงต้องสร้างความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น เพราะเมื่อศิลปินไม่สามารถทำยอดขายเพลงได้ตามเป้า นั่นหมายถึงว่าแฟนเพลงอาจไม่ได้ฟังผลงานใหม่ ๆ อีก แฟนเพลงจึงเป็นแรงกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการเพลงให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ในยุคที่มิวสิคสตรีมมิ่งกำลังฮิตติดลมบน

 

เหตุผลดี ๆ ชวนมาหัดเล่นดนตรีกันเถอะ

สำหรับผู้ที่มีดนตรีในหัวใจแล้ว ทักษะจะมากจะน้อย ก็สามารถฝึกฝนการเล่นดนตรีได้ทั้งนั้น เพราะการเล่นดนตรีอะไรซักอย่างให้เป็นแล้ว จะเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวไป นอกจากนี้ในขณะที่เราเรียนดนตรี เสียงเพลงก็จะช่วยกระตุ้นสมอง ให้เกิดความตื่นตัว มีสมาธิ อาจส่งผลดีทางอ้อมกับการเรียนหรือการทำงานอีกด้วย แต่หากใครที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าเล่นดนตรีเป็นแล้วจะดีกับชีวิตยังไง อยากให้ลองมาอ่านข้อดีของการหัดเล่นดนตรี ดังนี้จ้า

หัดเล่นดนตรี เพิ่มสิ่งดี ๆ ในชีวิต

  • เป็นการฝึกทักษะ สร้างสมดุลให้แก่สมอง เพราะสมองส่วนตรรกะของเรานั้น คือสมองซีกซ้าย ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ศิลปินอาชีพ ก็จะใช้ในการเรียน หรือการทำงานอยู่เสมอทุกวัน การหัดเล่นดนตรีจะทำให้เราได้ใช้สมองซีกขวา หรือด้านศิลปะมากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลการทำงานของสมอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองได้
  • เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้ใช้สมองซีกขวามากขึ้นแล้ว การคิดสร้างสรรค์ก็จะตามมา เกิดความคิดในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ซึ่งในยุคนี้แล้ว การคิดแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
  • ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้มากขึ้น เพราะดนตรีก็คือวัฒนธรรมของคนทั่วโลก สร้างความคิดเชิงบวกได้มาก และถือเป็นภาษาสากลในการสื่อสารอารมณ์ ในการหัดเล่นดนตรี ก็จะได้มีการฝึกทำความเข้าใจอารมณ์เพลง ซึ่งตรงนี้แหละที่จะทำให้เรามีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้น
  • สามารถทำงานแบบทีมเวิร์คได้ดีขึ้น เมื่อเราหัดเล่นดนตรีเองได้ระยะหนึ่งแล้ว การร่วมเล่นเป็นวงกับเพื่อนฝูง นอกจากจะเพิ่มความสนุกสนานให้ชีวิตแล้ว ยังเป็นการฝึกทักษะของการทำงานเป็นทีม เพราะในการเล่นเป็นวง เราต้องคอยฟังคนอื่นอยู่เสมอ เพื่อให้ผลออกมาเป็นเสียงดนตรีที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งในส่วนนี้ก็สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี

อยากเล่นดนตรี ทำไงดี?

สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์เลย ก็คงต้องลองเดินเข้าไปในโรงเรียนดนตรีซักแห่ง เพื่อดูว่าเปิดสอนอะไร ตรงกับที่เราอยากเรียนหรือไม่ หรือจะลองซื้อเครื่องดนตรีมาหัดเล่นเองก็ย่อมทำได้ เพราะในยุคที่มีอินเตอร์เน็ต การฝึกเล่นดนตรีแบบออนไลน์นั้นทำได้ไม่ยากเลย แถมอาจจะสะดวกกับชีวิตมากกว่าการเดินทางไปเรียน แต่ไม่ว่าจะเรียนแบบไหน ก็ต้องอาศัยความขยันหมั่นฝึกฝน และไม่ท้อถอย เล่นได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็อย่างเพิ่งถอดใจ เพราะถ้าวันไหนที่เล่นเป็นแล้วก็จะทำให้เราเกิดความภาคภูมิในตัวเอง และสามารถสนุกกับกิจกรรมยามว่างใหม่ ได้อย่างไม่จำกัด

เบื่อ เศร้า เหงา เซ็ง ให้เสียงเพลงเป็นเพื่อน

เคยรู้สึกไหมว่า ในขณะที่เราเกิดความรู้สึกอะไรในทางลบขึ้นมา การได้ฟังเพลงจะช่วยให้ความรู้สึกนั้นบรรเทาลงได้ บางเพลงก็อาจมีเนื้อหาช่วยปลอบใจ หรือทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ นั่นเป็นเพราะว่าเพลง ก็คือการสื่อสารอารมณ์ถึงคนฟัง เราจึงสามารถรับรู้และรู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก การใช้เสียงเพลงเพื่อคลายความเศร้านั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะฟังเพลงแบบไหน แนวไหน เนื้อหาแบบไหนก็สามารถช่วยคลายความเศร้า เหงา เซ็ง ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมักจะฟังเพลงเป็นประจำ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ในชีวิต

เพลงตอบสนองอารมณ์

หลายคนคงเคยได้ยิน หรือาจเคยประสบพบเจอกับตัวเองว่า เมื่อเรารู้สึกเศร้า แทนที่จะอยากฟังเพลงที่สดใด ๆ แต่กลับยังอยากฟังเพลงเศร้าอยู่ เช่น คนอกหัก ก็อยากฟังเพลงอกหัก เรื่องนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นการตอกย้ำให้เศร้าเข้าไปอีก แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะหาย แต่อันที่จริง การฟังเพลงเศร้าในช่วงที่เศร้าก็มีประโยชน์ นั่นคือ เมื่อเพลงเป็นการสื่อสารอารมณ์ ในขณะที่เราเศร้าแล้วรู้สึกว่าทั้งโลกไม่เข้าใจนั้น เพลงหนึ่งเพลงที่สามารถแทนอารมณ์เราได้ หรือเขียนขึ้นมาราวกับว่ามาจากชีวิตเรา ก็จะให้ความรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีเสียงเพลงนี่แหละที่เข้าใจความเศร้า และอยู่เป็นเพื่อนเรายามที่รู้สึกว่าไม่มีใคร ทั้งที่จริง ๆ ก็มีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด และยังช่วยปลดปล่อยความเศร้าที่ยังคงคั่งค้างอยู่ในใจให้ระบายออกมาได้มากกว่าการฝืนฟังเพลงที่มองโลกในแง่ดี

เพลงช่วยเปลี่ยนความคิด

เมื่อผ่านช่วงระบายความเศร้าไป สมองพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้างแล้ว ช่วงนี้เราจะเริ่มคุยกับคนอื่นได้มากขึ้น และเมื่อได้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาให้ข้อคิด แบบเข้าใจชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนมุมมองความคิด ย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้ความเป็นเหตุเป็นผลจะเริ่มทำงานมากกว่าอารมณ์ ความต้องการการตอบสนองทางอารมณ์จากเพลงเศร้าจึงลดลง กลายเป็นระยะที่เสียงเพลงจะสามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกได้ง่ายขึ้น

เพลงสร้างความครื้นเครง

เมื่อได้ผ่านช่วงทำความเข้าใจชีวิตไปแล้ว สภาพจิตใจกลับมาหายดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ว่าจะฟังเพลงเศร้าซักกี่เพลงก็ไม่หวั่นไหว สามารถฟังเพลงสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเพลงที่ฟังหากมีความไพเราะ และมีเนื้อหาทางบวกที่ดี ก็จะช่วยให้เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้ของเรานี้ช่างโชคดี ไม่เกิดอาการโทษตัวเองเหมือนช่วงที่เศร้าอีกต่อไป การจะก้าวข้ามผ่านความเศร้าเสียใจในแต่ละครั้งนั้น นอกจากให้เวลาช่วยเยียวยาแล้ว เสียงเพลงก็มีส่วนช่วยรักษาจิตใจของเราได้ไม่แพ้กัน

เสียงดนตรี กับการเยียวยาจิตใจและร่างกาย

ทุกวันนี้ ในการดำเนินชีวิต หลายคนต้องเผชิญกับความเครียดสะสม จากภาระความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และการดูแลครอบครัว จึงต้องหาวิธีผ่อนคลายสมองและจิตใจกันบ้าง ซึ่งการฟังเพลงก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยจัดการความเครียด พักผ่อนสมอง ได้รับความเพลิดเพลิน แต่นอกจากความบันเทิงที่จะได้รับแล้ว เสียงเพลงก็ยังมีผลดีต่อสมองและจิตใจมากกว่าที่คาดคิด หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ดนตรีบำบัด” หรือ Music therapy มาบ้างแล้ว ดนตรีบำบัดนั้น เป็นการใช้กิจกรรมทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง แต่งเพลง เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ อารมณ์ และสติของผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่การใช้ดนตรีบำบัดจะใช้ในโรงพยาบาล สถานบำบัด ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายและจิตใจ โดยจะช่วยลดความกังวล สร้างแรงจูงใจ ผ่อนคลายอารมณ์ และช่วยให้เกิดสมาธิได้

ดนตรีบำบัด กับภาวะทางจิต

สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยภาวะทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันนั้น การฟังดนตรีจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ตอบสนองต่อเสียงเพลง ทำให้ผู้ป่วยจัดการกับภาวะทางจิตใจได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามมา ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการทางจิต แต่มีความเครียด และกังวลจากอาการป่วยที่ตัวเองกำลังเผชิญ รวมถึงวิตกไปถึงการเข้ารับการรักษา เช่น ต้องเข้ารับการผ่าตัด การฟังดนตรี ก็จะช่วยทำให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเครียด และความวิตกกังวลของผู้ป่วยลงได้

ดนตรีบำบัด กับภาวะทางสมอง

ปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าดนตรีอาจมีผลดีต่อสมอง โดยในผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะสมองเสื่อม ดนตรีบำบัดอาจช่วยลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลงได้ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน ทำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ส่วนในเด็กที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการ เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น เรียนรู้ช้า การใช้ดนตรีจะช่วยกระตุ้นทักษะการสื่อสารของเด็ก ทั้งการพูด การแสดงออกทางกาย รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้

ความเชื่อ กับความจริง

ในความพยายามหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการใช้ดนตรีบำบัดในการบรรเทาอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางจิตใจ ผลการทดลองจากหลาย ๆ แห่งที่ออกมายังคงมีความขัดแย้งกัน และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนว่าดนตรีบำบัดมีประโยชน์ต่อการรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ถึงกระนั้น ดนตรีบำบัดก็ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถช่วยส่งเสริมการรักษาเยียวยาของผู้ป่วยได้ และยังคงได้รับความสนใจนำมาศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเสมอ ซึ่งในอนาคต หากมีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ก็อาจมีงานวิจัยที่สามารถยืนยันประสิทธิผลของดนตรีบำบัดได้อย่างชัดเจน และการใช้ดนตรีบำบัดก็อาจมีการนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น