ป๋อง OST.เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ เพลงที่บอกเล่าความรักของเด็กหนุ่มไร้ฐานันดร

ใครที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อมาแล้ว ก็คงได้รับความสนุกสุดฮาที่ทาง GDH ได้เสิร์ฟมาให้คุณ โดยที่เนื้อเรื่องก็มาในแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ รักในวัยเรียนใส ๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าในหนังจะมีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สื่อถึงอารมณ์ของคนเหงาและคนแอบชอบได้ดีขนาดนี้ “ป๋อง” ชื่อเพลงแสนจะธรรมดาตามชื่อพระเอกของเรื่องที่ธรรมดาสมชื่อ แต่เนื้อเพลงกับมีความหมายที่ลึกซึ้งเมื่อได้ฟัง

แอบรักเธอ แต่ฐานันดรต่ำ…

นี่คือท่อนฮุคของเพลงป๋องที่จากการได้อ่านแล้วเนี่ยก็ดูเจ็บไม่ใช่น้อยเลย สำหรับใครที่ไม่เคยดูหนังเรื่องเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อเนี่ย ก็จะต้องขอเกริ่นก่อนว่าในเรื่อง “ป๋อง” พระเอกของเรื่องเค้าจะแบ่งฐานันดรของคนประเภทต่าง ๆ ในโรงเรียนไว้ โดยจะมีทั้งคนธรรมดา, เด็กเนิร์ด, อันธพาล, นักกีฬา, คนหน้าตาดี และประธานสี แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่เป็นทั้งประธานสี นักกีฬาแถมยังหน้าตาดีอีกซึ่งคน ๆ นั้นก็คือ “พี่เฟม” รุ่นพี่สุตฮอตที่สาว ๆ ในโรงเรียนคลั่งไคล้ ต่างจากป๋องคนธรรมดาคนนึงที่มากกว่าความธรรมดาเพราะเรียกได้ว่าตัวเค้าเป็นคนไร้ฐานันดร ซึ่งคนประเภทนี้เนี่ยทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจตัวเค้าหรอก ซึ่งนั่นก็คือที่มาของเนื้อเพลงท่อนนี้นั่นเอง แน่นอนว่าวัยมัธยมเป็นวัยแห่งการแอบชอบ และเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่สื่อถึงการแอบรักในแบบฉบับของป๋องออกมาได้เป็นอย่างดี ด้วยการเล่นกับความไร้ฐานันดรที่ไม่มีใครสนใจ นั่นจึงเป็นเพลงแอบรักที่ไม่มีใครเหมือน

ใคร ๆ ก็ต้องเคยแอบรักกันทั้งนั้น

เพลงป๋องถูกร้องออกมาโดยพระเอกของเรื่องอย่างแบงค์ ธิติ ที่จะอธิบายความเป็นป๋องให้คุณได้รับฟัง ได้คุณปนายุ คุณวัลลีมาแต่งเนื้อร้อง และเรียบเรียงโดยคุณวิชญ วัฒนศัพท์ ซึ่งเนื้อเพลงก็อธิบายความเป็นป๋องออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เมื่อได้ฟังก็จะสัมผัสได้ถึงความรักของไอ้คนห่วย ๆ คนนึง ที่ทำได้แค่วาดรูปของเธอลงในสมุดอย่างที่เคยทำ แต่เธอก็คงไม่มีวันได้เห็นมัน เพราะฉะนั้นก็เก็บภาพฝันของเราสองคนไว้แค่ในสมุดเล่มนั้นก็ดีพอแล้วสำหรับคนไร้ฐานันดรคนนึง ความหมายที่เพลงสื่อออกมามีเนื้อหาที่เจ็บไม่น้อยเลย แถมยังเป็นการแอบชอบที่ดูไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย แต่ในภาพยนตร์จะลงเอยเหมือนในเนื้อเพลงหรือเปล่านั้นก็ต้องไปติดตามกันเอาเองนะจ๊ะ

สำหรับภาพยนตร์เรื่องเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อสามารถหาดูได้ทาง Netflix นอกจากเพลงเศร้า ๆ แบบป๋อง แล้วก็ยังมีเพลงสุดแสนจะสนุกอย่างเพลง ไหน ไหน ที่ได้ดาวหกแฉกมาร้องให้นั่นเอง เอ…แต่ดาวหกแฉกเป็นใครกัน อยากรู้ต้องไปดูกันเองกับเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ

Haunted Heart -Christina Aguilera เพลงที่จะทำให้คุณไม่ได้ออกไปอีก

เพลงประกอบภาพยนตร์สุดแนวจากเรื่อง The Addams Family animated film ใช่แล้วอ่านชื่อไม่ผิดหรอก ตระกูลนี้จะกลับมาครองหัวใจคุณไว้ด้วยรูปแบบที่สดใหม่กว่าเดิม โดยที่คุณจะได้เห็นพวกเค้าในแบบอนิเมชันที่มาพร้อมความน่ารักแต่ก็ยังคงความหลอนไว้ตามสไตล์ของครอบครัวอดัมส์ อย่าเพิ่งกลัวไปเพราะครอบครัวนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย ว่าแล้วก็ไปเปิดประวัติตระกูลอดัมส์และเพลงนี้กันเลย บางทีการไม่รู้จักตระกูลนี้อาจจะดีกว่านะ

The Addams Family ตระกูลนี้ผียังหลบ ในรูปแบบ Animated film

The Addams Family ตระกูลนี้โผล่มาหลอนพวกคุณเป็นครั้งแรกในปี 1991 และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจนมีภาค 2 ตามมาและห่างหายไปนาน จนกระทั่งปี 2019 พวกเค้าได้กลับมาทวงบัลลังก์ของพวกเค้าคืนในรูปแบบ Animated film ที่สามารถคงคาแรคเตอร์ของตัวละครไว้ได้ และทำออกมาได้อย่างน่ารัก ซึ่งก็เป็นการกลับมาที่ได้รับกระแสตอบรับดีไม่แพ้ฉบับภาพยนตร์เช่นกัน สำหรับ Addams Family ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่อยู่กันอย่างสุขสันต์ มีคุณพ่อที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่าง Gomez ที่ดูไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวกับคุณแม่แสนสวย Morticia ที่มีโซ่ทองทั้งสองคนอย่างสาวน้อย Wednesday และหนุ่มน้อย Pugsley สมทบความหลอนด้วยพี่ชายของโกเมซ Fester, คุณยาย, พ่อบ้าน รวมไปถึงเจ้ามือที่เดินไปได้มาอย่าง Thing

Haunted Heart เพลงประกอบที่ได้ Christina Aguilera มาร้องให้

สำหรับการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของตระกูลอดัมส์ จะกลับมาแบบไม่เล่นใหญ่ก็คงไม่ใช่ตระกูลนี้ งานนี้เลยต้องให้นักร้องสาวเสียงดีอย่าง Christina Aguilera มาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ โดยเนื้อหาของเพลงก็มีความแซ่บที่มาพร้อมกับความหลอนตามแบบฉบับของตระกูลนี้ เนื้อเพลงก็จะมีความหมายประมาณว่า ขอเตือนไว้เลยนะว่าหัวใจของฉันน่ะเหมือนบ้านผีสิง ที่เมื่อคุณได้เข้ามาแล้วหละก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปอีกเลย มันคือกับดัก ไม่มีทางออกไปได้หรอก ซึ่งนั่นก็เป็นเนื้อหาส่วนนึงเท่านั้น เนื้อเพลงก็จะเล่นกับคำศัพท์มากมายที่ล้วนแต่เป็นของอันตรายทั้งนั้น เพื่อให้คงความเป็นตระกูลอดัมส์เอาไว้ แล้วยังได้ทำนองที่มีความสยองเพิ่มเข้ามาให้เพลงน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

เพราะฉะนั้นขอเตือนเลยสำหรับคนที่จะมาแหยมกับครอบครัวนี้ บอกเลยว่าไม่ง่ายนะจ๊ะ นอกจากเพลงนี้ก็ยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์เวอร์ชันเก่า ๆ ที่ยังคงความทันสมัยไว้อยู่จากภาคแรกและภาคสอง สามารถไปหาฟังได้จากทุกแอปสตรีมเพลงเลย และถ้าหากฟังเพลงยังไม่จุใจก็สามารถตามไปดูภาพยนตร์เรื่อง The Addams Family animated film ได้เลยที่ Google Play ภาพยนตร์ เตรียมรับความหลอนจากครอบครัวที่ไม่ว่าใครต้องก็หวาดกลัวและแม้กระทั่งผีก็ยังต้องหลีกทางนี้ให้ดี ขอเตือนเอาไว้เลย

Take Me Home, Country Roads เพลงที่จะพาคุณย้อนวัยไปกับ วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู

หากใครเคยได้ฟัง Take Me Home, Country Roads ในเวอร์ชันต้นฉบับที่ร้องโดย จอห์น เดนเวอร์ เพลงคันทรีที่วางจำหน่ายในปี 1971 แล้วหละก็ คงจะมีความคิดเหมือนกันว่าเมื่อได้ฟังเพลงแล้วก็ให้ความรู้สึกคิดถึงบ้าน กลิ่นอายเหมือนเพลงที่พ่อชอบเปิดบนรถเวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ในตอนนี้เราจะนำทุกท่านไปพบกับ Take Me Home, Country Roads เวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น บอกเลยว่าเพราะและชวนให้หวนคิดถึงบ้านไม่แพ้กัน

Whisper of the Heart หรือในชื่อไทย วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู

Whisper of the Heart เป็นภาพยนตร์อนิเมชันสร้างจากสตูดิโอชื่อดังที่อย่างสตูดิโอจิบลิ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากผลงานมังงะที่มีชื่อว่า “เสียงกระซิบจากหัวใจ” ของคุณอาโออิ ฮิอิรางิ โดยทางสตูดิโอจิบลิก็ทำอนิเมชันออกมาได้สวยสมชื่อเลย ตัวภาพยนตร์มีกลิ่นอายของยุค 90’s ฟุ้งกระจายออกมาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นถนน บ้านเรือน โรงเรียน รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ภายในเรื่องที่ก็สามารถเก็บรายละเอียดความเป็น 90’s ไว้ได้เป็นอย่างดี โดยภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องของ ชิซึกุ สึกิชิมะ เด็กสาววัยมัธยมที่มีความฝันอยากจะเขียนนวนิยายของตัวเองดูซักครั้ง แต่ตนก็อยู่ ม.6 แล้วทำให้ไม่ง่ายเลยที่จะสามารถทำตามความต้องการได้ในตอนนี้ และด้วยความที่เธอเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือ เธอจึงได้สังเกตเห็นว่าหนังสือทุกเล่มที่เธอยืมจะมีชื่อคนที่มายืมก่อนเธออยู่ทุกครั้งนั่นก็คือ เซย์จิ อามาซาว่า แต่เธอไม่รู้ว่าเค้าเป็นใครนั่นจึงทำให้เธอสนใจและอยากที่จะได้เจอตัวจริงของเค้าเป็นอย่างมาก

จากหนังกลิ่นอายยุค 90’s สู่การนำเพลง Take Me Home, Country Roads มาเรียบเรียงใหม่

Take Me Home, Country Roads ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นนี้ก็มาจากการที่ชิซึกุแต่งเพลงใหม่ขึ้นมาเองจากทำนองเพลงเดิมอย่างเพลงคันทรี่ยุคคุณพ่อ โดยเธอแต่งมันออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งในเวอร์ชันนี้เองก็เพราะไม่แพ้เวอร์ชันต้นฉบับเลย แล้วยังได้เสียงของคุณยูจิ โนมิมาช่วยให้เพลงนี้มีกลิ่นอายความคันทรี่เข้าไปอีก นั่นยิ่งทำให้เพลงนี้มีความหมายมากยิ่งขึ้น สำหรับเพลง Take Me Home, Country Roads เวอร์ชันนี้จะมีความหมายประมาณว่า ถนนลูกรังแห่งนี้ทำให้ฉันหวนคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับที่บ้านของฉัน ไม่ว่าจะเป็นสายลม ภูเขาหรือแม้กระทั่งต้นไม้ นี่เป็นทางกลับบ้านที่ฉันไม่เคยลืมเลือนเลย ซึ่งจากเสียงร้องแสนไพเราะของคุณยูจิก็ยิ่งเสริมให้ผู้ฟังหวนคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองเข้าไปอีก เพลงนี้หากท่านผู้อ่านได้ฟังในขณะที่เดินทางอยู่หละก็รับรองเลยว่าจะอินไปกับบทเพลงมากกว่าตอนนั่งฟังแน่นอน

และเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ของตัวเพลงมากยิ่งขึ้น เราก็ต้องไปหาภาพยนตร์เรื่อง Whisper of the Heart วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู มาดูก่อนทาง Netflix แล้วคุณจะได้รับความอบอุ่นที่จะมาคอยปกคลุมคุณไว้ให้หายหนาวและหายเหงาไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งเลยหละ

Watch Me Burn เพลงประกอบภาพยนตร์ 365 days ที่สุดแสนจะยั่วยวน

เป็นที่พูดถึงอยู่พักใหญ่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง 365 DNI หรือ 365 DAYS หนังอีโรติก-โรแมนติกสัญชาติโปแลนด์ ที่ได้นักแสดงนำอย่าง Michele Morrone ชายหนุ่มที่มีใบหน้าและรูปร่างที่ชวนให้หลงใหล และนางเอกสาวสวยสุดเซ็กซี่อย่าง Anna-Maria Sieklucka ซึ่งหากใครที่ยังไม่เคยรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วหละก็ แนะนำว่าให้หาที่ดูเงียบ ๆ และไม่แนะนำให้ดูพร้อมกับครอบครัว เพราะหนังเรื่องนี้จะนำพาคุณดำดิ่งสู่ความเร่าร้อนของชายและหญิง

ภาพยนตร์ที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องแรกของคุณ Blanka Lipińska ภาพยนตร์นี้ว่าด้วยเรื่องของมาเฟียหนุ่มสุดหล่อที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายอย่าง Don Massimo Torricelli หรือมาสซิโม ที่ตกหลุมรักเข้ากับผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็ยังคงชอบเธอมาตลอด และพยายามตามหาตัวเธอ และในที่สุดเค้าก็พบเธอและก็ใช้วิธีการที่ไม่น่าพิศวาสซักเท่าไหร่อย่างการลักพาตัวเธอมา หญิงสาวคนนั้นก็คือ Laura Biel หรือเลาร่า แน่นอนว่าใครจะไปยอม แต่มาสซิโมกับให้ข้อเสนอกับเธอว่า อยากให้เธออยู่กับเค้าและตกหลุมรักเค้าภายใน 365 วัน ถ้าเวลาผ่านไปแล้วใจของเธอยังไม่เปลี่ยนไปก็จะส่งเธอกลับคืน และเค้าก็จะไม่ล่วงเกินเธอเลยถ้าเธอไม่อนุญาต แน่นอนว่ามันเป็นข้อเสนอที่บ้ามากและเธอก็ไม่มีทางยอม แต่จะให้ทำไงได้เราอยู่ถิ่นของเค้า จะหนีซักเท่าไหร่สุดท้ายก็โดนจับได้อยู่ดี มีหรือเลาร่าจะยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวงานนี้เลยเกิดเป็นเกมการยั่วยวนของเลาร่า ที่ชักจะกระตุ้นให้มาสซิโมเริ่มจะทนไม่ไหวเอาซะแล้ว

หากเรามีวิจารณญาณและมองให้มันเป็นงานจากนิยายและศิลปะก็จะมองเห็นว่าตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้ดีตามแบบเนื้อหาของนิยาย และมีโทนสีของภาพยนตร์ที่สวยเอามาก ๆ ไหนจะการเซ็ตฉากต่าง ๆ แต่ในแง่ของความเป็นจริงมาสซิโมคงจะติดคุกไปแล้ว เพราะเค้าลักพาตัวเธอและเป็นไปในทางคุกคามทางเพศ เพราะฉะนั้นเราที่เป็นคนดูหรือผู้ดูก็ต้องแยกแยะและดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เรียกว่าเสพงานศิลป์เอาจากเรื่องนี้จะดีกว่า

เพลงที่ยั่วยวนไม่แพ้เนื้อหาในภาพยนตร์

เพลง Watch Me Burn แค่ได้ยินชื่อเพลงก็รู้สึกเร่าร้อนแล้วใช่มั๊ย แต่จะรู้สึกร้อนเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อได้นักร้องอย่างมาสซิโมหรือพระเอกหนุ่มของเรื่อง Michele Morrone มาร้องด้วยน้ำเสียงเข้มสุดเซ็กซี่ของเค้า แน่นอนว่าเนื้อเพลงก็จะมีเนื้อหาประมาณว่า ผมนะเฝ้ารอวันนั้นของเราอยู่นะ คุณจำสัญญาที่เราตกลงกันได้ใช่มั๊ย อย่าลืมแล้วก็อย่าหลอกตัวเองเลยว่าไม่ต้องการผม แล้วคอยดูตอนที่ผมกำลังถูกแผดเผาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ไว้ให้ดีก็แล้วกัน จากเนื้อเพลงแล้วเนี่ยแซ่บสุด ๆ ไปเลยใช่มั๊ยหละ แล้วถ้าได้เสียงของมาสซิโมแล้วด้วยเนี่ย…อื้ม!

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกับความฮอตของมาสซิโมก็สามารถไปรับชม 365 DAYS ได้แล้วทาง Netflix แล้วคุณจะไม่มีวันลืมความฮอตและความเซ็กซี่จากฉากบนเรือได้อีกเลย

A Little Happiness OST. Our Times เพราะช่วงเวลานั้นเราเคยมีความสุขด้วยกัน

Our Times (我的少女時代) หรือในชื่อภาษาไทยว่า กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก ภาพยนตร์รักโรแมนติกจากจีนแผ่นดินใหญ่ เรื่องราวความรักสมัยมัธยมที่จะชวนให้คุณได้หวนคิดถึงความรู้สึกนั้นอีกครั้ง กับนักแสดงมากความสามารถที่จะทำให้คุณหลงรักอย่าง Darren Wang และ Vivian Sung และนักแสดงสมทบอีกมากมาย

Our Time กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก

ความรักในวัยมัธยมเมื่อใดที่ได้มองย้อนกลับไปก็มักจะสวยงามเสมอ ถึงแม้บางทีจะต้องจบลงด้วยน้ำตา เช่นเดียวกับ“หลินเจินซิน” (Vivian Sung) ในวัยมัธยมที่กำลังก้าวเข้าสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอนชีวิตเด็ก ม.6 จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการได้ตามกรี๊ดดาราที่ชอบ และการได้แอบชอบใครซักคน เจินซินเธอคลั่งไคล้หลิวเต๋อหัวเป็นอย่างมาก กล่องดินสอของเธอมีสติ๊กเกอร์รูปของเค้าแปะอยู่เต็มไปหมด แต่นอกจากดาราแล้วเธอยังแอบชอบชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์อย่าง “โอหยางเฟยฝ่าน” เพื่อนในโรงเรียนของเธอ วันนึงเจินซินได้รับจดหมายใต้โต๊ะ ในตอนแรกเธอนึกว่าคงมีใครแอบชอบเธอแต่กลับกลายเป็นจดหมายลูกโซ่ที่ถ้าเธอไม่ส่งต่อเธอจะต้องตาย นั่นทำให้เธอเขียนส่งต่อไปให้ทุกคนที่เธอเกลียด และหนึ่งในนั้นก็คือ”สวีไท่อวี่” หัวโจกแก๊งอันธพาลในโรงเรียน เมื่อเธอถูกจับได้ว่าเป็นคนส่งจดหมายบ้า ๆ นั่น เธอจึงต้องกลับกลายมาเป็นเบ๊จิปาถะให้กับสวีไท่อวี่ ความรักของเธอคงไม่ใช่เรื่องง่ายซะแล้ว

A Little Happiness ความสุขเล็ก ๆ ของคน ๆ นึง

ในเนื้อเพลงของ A Little Happiness ได้บอกเอาไว้ว่า การได้เจอเธอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย ทุก ๆ สิ่งที่เคยผ่านมาด้วยกันฉันยังคงจำมันได้ดี ฉันได้พบเธอ ได้รักเธอ การได้เจอเธอคือความสุขที่ฉันอยากจะหยุดเอาไว้ จากเนื้อเพลงเมื่อได้ฟังใครหลาย ๆ คนคงมีคุณความสุขที่เคยผ่านมากันอยู่ในใจใช่ไหมหละ ทั้งสมหวังและไม่สมหวังเป็นของตัวเอง ชีวิตวัยรุ่นมันก็ต้องมีความรักทำนองนี้บ้างเป็นธรรมดา จากเนื้อเพลงสู่การถ่ายทอดเสียงของความทรงจำผ่านคุณ 田馥甄 ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้คนฟังได้สัมผัสถึงความเหงา และมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเพลงจนนำไปสู่การคิดถึงใครซักคนในความทรงจำ ในเรื่อง Our Times มีหลายฉากที่อธิบายชื่อภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อได้ดูแล้วก็ต้องบอกเลยว่านั่นเป็นเวลาของพวกเค้าจริง ๆ เป็นเวลาที่เกิดขึ้นและไม่มีวันย้อนกลับ แล้วพวกคุณหละมีช่วงเวลาไหนที่ชวนให้หวนคิดถึงบ้างไหม

สำหรับใครที่สงสัยว่าแล้วนางเอกของเราจะได้สมหวังกับความรักของเธอหรือไม่ สามารถหาภาพยนตร์เรื่อง Our Times มาดูได้ทางเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วมาดูกันว่าคนที่คุณเชียร์อยู่จะเข้าเส้นชัยหรือไม่ใน Our Times กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก

5 เพลงของ Barbie ที่ปลุกพลังของเด็ก ๆ ให้ตื่นขึ้น

หากดูเพียงแต่ผ่าน ๆ ตาแล้ว ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องบาร์บี้คงเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของใครหลาย ๆ คน แต่บางคนอาจเบือนหน้าหนีกับความชมพูจ๋าของมันที่อาจทำให้ดูแบ๊วเกินไปเสียหน่อยหากจะดู และมองเป็นเพียงการ์ตูนที่ทำมาขายตุ๊กตาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ์ตูนเรื่อง บาร์บี้ มีเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้งและมีคติสอนใจที่ดีเสมอ แฝงไปด้วยแนวคิดที่จะทำให้เด็ก ๆ ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย และใครก็ตามที่ได้ดูจะได้มั่นใจ พร้อมที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต

รวมเพลงที่ฟังแล้วได้พลังใจทางด้านบวก

1.Get Your Sparkle On : Barbie: A Fashion Fairytale

ความเชื่อมันในตนเองคือสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข กับตัวเองให้มากที่สุด เพลงนี้จะกล่าวถึงการปลุกใจให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือกเสมอ ให้เป็นคนกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เชื่อในตัวเองแล้วก็ออกไปลุยกันได้เลย

2.Look How High We Can Fly : Barbie Princess & The Popstar

การนำพาตัวเองทะยานสู่จุดสูง ๆ อย่างมั่นใจ เช่นเคยกับเพลงอื่น ๆ ที่เป็นเพลงปลุกใจนิด ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสียงร้องใส ๆ กับทำนองติดหู แล้วมาดูกันว่าเราจะเติบโตได้อย่างดีให้มากที่สุดถึงแค่ไหน และจุดสูงสุดของเราจะสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีวันดิ่งลง

3.I Am a Girl Like You : Barbie Princess And The Pauper

เป็นเพลงที่สอดแทรกเรื่องความเท่าเทียมของคนในสังคมได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือรวย ก็สามารถสร้างมิตรภาพดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้ และแน่นอนว่าเราทั้งคู่ก็เป็นคนเหมือน ๆ กัน

4.Find Yourself in the Song : Barbie in Rock’N Royals

กล่าวถึงความฝันของเราที่มุ่งมั่นจะทำ มีการสอดแทรกเรื่องของมิตรภาพและความเป็นทีมเวิร์คไว้ได้อย่างดี ทำให้ผู้ฟังรู้สึกครึกครื้นฮึกเหิม และต้องมีบางคนแอบขยับตัวตามจังหวะกันบ้าง

5.All For One And One For All : Barbie And The Three Musketeers

เพราะเป็นเพลงจากบาร์บี้ภาคสามทหารเสือ ตัวเนื้อเพลงจึงมีการกล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทีม เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจทำลายหัวใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ลงได้

บาร์บี้ ไม่ได้มีดีแค่ตุ๊กตา

ความน่าสนใจของเพลงในบาร์บี้คือ การมีเด็กเป็นจำนวนมากที่ยังจำได้และร้องเพลงเป็นเมื่อโตขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละเพลงถูกแต่งมาอย่างตั้งใจ ละเมียดละไมเสมอ ทั้งคำร้องและทำนองต่างก็มีความหมายที่ดีและเน้นเรื่องของอารมณ์บวก ที่ถึงแม้คุณอาจไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ของบาร์บี้ก็ตาม ก็ยังชี้ได้เสมอว่าเพลงจำพวกนี้มีลักษณะคล้าย “เพลงบาร์บี้” ที่ถ้าหากเปิดใจฟังและมองดูเนื้อเพลงอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็จะได้ความรู้สึกที่ถูกปลุกใจให้ใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแทบทุกเพลง

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/MT936Wg92WYwqKPm7

You Are My Sunshine เมามายในเหมืองศึกษา

มหาลัยเหมืองแร่ คือผลงานที่สรรค์สร้างต่อยอดมาจากการรวมเรื่องสั้นของคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ เรื่อง เหมืองแร่ อันว่าด้วยเรื่องของชายหนุ่มผู้พลัดหลงกับเส้นทางแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับพลัดจับพลูไปที่เหมืองแร่แห่งหนึ่งทางใต้ ผจญชีวิตตรากตรำกับการถลุงแร่และงานที่หนัก แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมาอย่างมากมายและขึ้นแท่นเป็นหนังในดวงใจของใครหลาย ๆ คนอีกด้วย สุดท้ายคงหนีไม่พ้นเพลงหนึ่งที่ติดอยู่ในใจของคนดูอย่างตราตรึง

มาหาไรที่เหมืองแร่

You Are My Sunshine เป็นเพลงที่ถูกร้องขึ้นครั้งแรกโดยนายฝรั่งแซมตอนแกกำลังเมาหัวราน้ำอยู่ในบ้านของตัวเอง และเหล่าลูกน้องที่มาร่วมดื่มก็กลายเป็นลูกคู่ลูกรับในเพลงนี้ โดยร่วมขับร้องไปด้วยกัน ด้วยน้ำเสียงของชายฉกรรจ์แต่กลับมาร้องเพลงรักหวานซึ้ง เรื่องเพราะไม่เพราะนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หากแต่เพลงนี้จะถูกร้องขึ้นทุกครั้งที่เมากรึ่มได้ที่ กอดคอไกวขาไปด้วยกันอย่างรื่นเริง พังทลายกำแพงลูกพี่ลูกน้องลง เหลือแต่เพื่อนผู้ชายที่เอาใจคุยกัน

Johnny Cash ผู้เป็นเจ้าของบทเพลงอาจไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเป็นศิลปินคนโปรดของนายแซมและคนงานที่เหมืองกระโสมไม่รู้กี่สิบชีวิต และแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วไม่สามารถนำเพลงนี้ออกไปจากจิตใจได้

You Are My Sunshine เวอร์ชันที่ชาวเหมืองร่วมกันร้องแตกต่างจากเวอร์ชันต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง เพราะมันเต็มไปด้วยความไร้สติ ความเมามายและครื้นเครงอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ได้ถูกใช้ในการปิดเครดิต ซึ่งทำเอาหลาย ๆ คนในโรงภาพยนตร์ตอนนั้นนั่งรออยู่ในโรงตอนหนังจบโดยไม่ได้คาดหวังฉากพิเศษหลัง End Credit แต่อย่างใด

เหมืองแร่กับเพลงรักดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลกัน แต่หนังเรื่องนี้ก็ผสมผสานมันเข้ากันได้อย่างดี แม้ในเรื่องมหาลัยเหมืองแร่จะไม่ได้เน้นพูดถึงเรื่องความรักมากนักก็ตาม แต่ตัวละครอาจินต์ในเรื่องนี้ก็เข้าถึงแก่นของเพลง You Are My Sunshine ได้อย่างลึกซึ้ง จากการกอดคอกับเจ้านายที่เขารักและนับถือ ร่วมดื่มเหล้าสาบานไปด้วยกัน เหมืองแร่กลายเป็นบ้าน และการขุดลงไปใต้พื้นดินเพื่อหาแร่ก็เหมือนการขุดหลุมเพื่อฝังตัวเองไปกับการตรากตรำทำงาน แล้วค่อยชโลมใจให้หายเหนื่อยด้วยน้ำเมา และเสียงเพลงในเวลาถัดมา

ทำนองแห่งความบากบั่นและรักใคร่

เพลง You Are My Sunshine คืออนุสรณ์ความรักระหว่างอาจินต์กับเหล่าผองเพื่อนที่ทำงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับนายฝรั่งอย่างแซม ที่ร่วมจมหัวลงท้ายไปด้วยกันทุกสถานการณ์ นับเป็นเรื่องน่าสนใจที่ตัวหนังเลือกใช้เพลงรักในการเล่าเรื่องความรักเช่นกัน หากแต่เป็นความรักคนละรูปแบบที่ทำให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมได้อย่างน่าประทับใจ และเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเมื่อหนังจบจนขึ้น End Credit แล้ว เพลงประกอบภาพยนตร์เพลงนี้จะดังก้องอยู่ในหูของผู้ร่วมทางกับอาจินต์ไปอย่างไม่รู้ลืม

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/FpghFFfZL6NU1KUS6

มนตราแห่งเสียงเพลงอันน่าอัศจรรย์ใจใน Harry Potter

สิ่งที่เราอาจไม่เคยคิดกันมาก่อนคือโจทย์ที่ท้าทายของเหล่าทีมงานด้านเสียงของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Harry Potter ที่ต้องแบกความคาดหวังเอาไว้อย่างหนัก เพราะนี่ไม่ใช่หนัง หากแต่เป็นตำนานที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ และจะเวียนกลับมาเล่นใหม่เสมอตามการเปลี่ยนแปลงของวันเวลาและเด็กที่กำลังเติบโต ดังนั้นแล้ว เสียงหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งเวทมนตร์ไม่ได้มีจริงในชีวิตของเรา สิ่งสำคัญคือต้องอาศัยจิตนาการอย่างสูงที่จะสร้างเสียงของเวทมนตร์ เสียงไม้กายสิทธิ์ หรือเจ้าต้นแมนเดรกขึ้นมาให้ได้ เช่นกันกับบทเพลงบรรเลงประกอบด้วย

เสียงที่ดังก้องในไม้กายสิทธิ์

ความมหัศจรรย์ของเวทมนตร์และคาถา คือสิ่งที่หลับใหลอยู่ในใจของเรามาช้านาน จนกระทั่ง Harry potter เข้ามา เสียงเหล่านั้นก็เริ่มชัดเจนขึ้นไปในทางเดียวกัน เราสามารถนึกเสียงคร่าว ๆ ในหัวได้คล้าย ๆ กันจากคาถาเดียวกัน และถ้าฟังดูเผิน ๆ ใครจะรู้ได้ว่าองค์ประกอบของเสียงเหล่านั้นคืออะไรกันบ้าง

เช่นเดียวกับเพลงภายในเรื่อง ที่ขับเร้าอารมณ์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ และเป็นที่น่าประทับใจที่เพลงแต่ละเพลงมีแนวทางอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเพลงตีมของสถาบันเวทมนตร์ต่าง ๆ ทั้งโบซ์บาตงและเดริมสแตรงค์ที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อใช้เป็นการโชว์เปิดตัวในภาค แฮรี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี ทั้งความอ่อนหวานนุ่มนวลของโบซ์บาตง และความฮึกเหิมแข็งแกร่งของเดริมแสตรงค์ จนหนังฉากนี้กลายเป็นที่จดจำของใครหลาย ๆ คน

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเพลง hedwig’s theme ที่แค่เพียงได้ยินก็รับรู้ได้ถึงการมาของ แฮรี่ พอตเตอร์ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงหลักสำหรับหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว เพราะจะถูกนำมาใช้ในซีนสำคัญ ๆ แทบทุกครั้ง เช่นเดียวกันกับ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ที่ปัจจุบันกลายเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เป็นเพลงบรรเลงในกล่องดนตรีสำหรับกล่อมเด็ก หรือใช้ในสินค้าต่าง ๆ

ทั้งนี้ต้องบอกว่า จอห์น วิลเลียมส์ ผู้แต่งเพลงนี้เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถสุด ๆ ในทุก ๆ ด้านอย่างค้านไม่ได้ เพราะนอกจากเขาจะเป็นผู้แต่งเพลง hedwig’s theme แล้ว เขายังเป็นนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอีกหลาย ๆ ที่เราคุ้นหูกันดี อย่าง สตาร์ วอร์ส (Star Wars) และ จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) แน่นอนว่าเพลงจากแฮรี่ พอตเตอร์ ก็กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเช่นกัน

เพลงที่ใช่ ฉากที่ชอบ

เหล่า Potterhead หลาย ๆ คนคงมีฉากที่ชอบในดวงใจ และแน่นอนว่าในซีนเหล่านั้นคงมีเพลงประกอบบรรเลงเพื่อเสริมอารมณ์ให้เข้ากับเนื้อเรื่องไปด้วย เมื่อหลับตาแล้วคิดถึงฉากนั้นดูแล้ว รายละเอียดต่าง ๆ ที่ภาพยนตร์ได้ใส่ลงไปก็ยังทำให้ประทับใจได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ ที่มีทั้งเสน่ห์ความน่าหลงใหลของความกล้าหาญและมิตรภาพระหว่างตัวละครที่ผสมกับเล่ห์เหลี่ยมของเวทมนตร์ ความน่าอัศจรรย์ใจของคาถามาผสมรวมเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/1RcxugxksvmFt5Sj7

5 เพลง Theme หนังเด่นหนังดังที่แค่ได้ยินก็ขนลุกซู่

ความรู้สึกตอนที่ได้สัมผัสกับเบาะนุ่ม ๆ ในโรงหนัง อากาศเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศ บรรยากาศเงียบสงัดและมืดสนิท กับหนังเรื่องหนึ่งที่กำลังฉายบนจอยักษ์ใหญ่ด้วยเครื่องเสียงระดับดังกระหึ่ม แต่ความประทับใจแรกต่อหนังสักเรื่อง หลาย ๆ ครั้งก็เป็นเพลงตีมที่เหล่าทีมงานเลือกมาใช้ ในขณะเดียวกันเพลงก็อาจกลายเป็นบางสิ่งที่หลงเหลือจากการดูหลังจากลุกออกจากเบาะแล้วเดินไปทางประตูทางออก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเพลง Theme นั้นสำคัญเหลือเกิน

หลับตาแล้วฟังนิ่ง ๆ อาจมีน้ำตาไหลเพราะปลาบปลื้มกันได้

1.Hedwig’s Theme

ถึงอ่านแค่ชื่อก็น่าจะรู้ว่ามาจากหนังเรื่องอะไรโดยไม่ต้องค้นหา เพราะ Hedwig’s Theme เป็นเพลงประกอบหนังที่ติดหูและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาเนิ่นนานแล้วจนกระทั่งในปัจจุบัน แต่ก็แอบน่าใจหายเช่นกันที่เด็กสมัยนี้บางคนก็ไม่รู้จัก แฮรี่ พอตเตอร์ แล้วด้วยซ้ำ

2.Pirates Of The Caribbean Theme Song

หรืออีกชื่อก็คือ He’s a Pirate ที่มีทำนองตื่นเต้นเร้าใจ และยิ่งใหญ่สมกับการเป็นโจรสลัดที่โลดโผนอย่าง Jack Sparrow ที่ยังคงความตลกขี้เล่นไว้อยู่นิด ๆ เรียกได้ว่าเหมาะเจาะกับหนังได้เป็นอย่างดี

3.The Avengers – Theme Song

เป็นเพลงที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็อดขนลุกไม่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นแฟนหนังของ Marvel ก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เพลงนี้พร้อมกับโลโก้ของหนังแต่ละภาคขึ้นมาก็ทำให้ตื่นเต้นตามได้ทุกครั้ง กับความแฟนตาซีและฮึกเหิมของเหล่าอเวนเจอร์ส์ ที่เรากำลังจะได้เจอในหนัง

4.The Lion King Theme Song

อย่างที่รู้กันว่าเมื่อพูดถึง Lion King ก็ต้องนึกถึงเพลง Circle of life หรือบางคนอาจรู้จักเพลงนี้ในนามของเพลง อา ซิเพ่นยา พร้อมกับฉากชูลูกสิงโตที่หน้าผา Pride Rock ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ทำเอาความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาหมด กระทั่งในภาคใหม่ของดีสนีย์ก็มีการนำเพลงนี้กลับมาอีกครั้ง ยังน่าประทับใจไม่เปลี่ยน

5.Titanic Theme Song

ตำนานความรักของแจ็คกับโรสที่ปลดเปลื้องพันธนาการทางด้านสังคม ชนชั้น และทิฐิระหว่างกันออกไปสามารถบรรยายได้ในบทเพลง My Heart Will Go On ที่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นตำนานในด้านของการใช้เสียงร้องอันทรงพลังของ Celine Dion บรรยากาศเหงาเศร้าของเพลง และฉากกางแขนที่หัวเรือในตำนาน ก็ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ฟังแล้วต้องขนลุกได้อย่างไม่ยากเย็น

เพลงกับแฟนหนัง

ย้อนกลับไปสมัยก่อน เพลง Theme หลาย ๆ เพลงถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในชีวิต เช่น เป็นริงโทนโทรศัพท์ เป็นเพลงที่ถูกบรรจุอยู่ในเมมโมรี่การ์ดของเครื่องเล่น MP3 กระทั่งใช้เป็นเสียงนาฬิกาปลุกในบางครั้ง ปัจจุบันการกระทำเหล่านั้นเริ่มลดลง แต่เราก็ยังสามารถหาฟังเพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้จากแอปพลิเคชันสตรีมเพลงต่าง ๆ อีกทั้งยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ต่าง ๆ ในการบอกเล่าอย่างคมคาย เพราะเพลง Theme เหล่านั้นได้ดังเข้าไปในใจของแฟนหนังอย่างลุ่มลึกและตราตรึง

รวมเพลงดังประกอบหนังไทย-เทศปี 2019 ที่ดังทั้งหนังทั้งเพลง

ปีนี้ เป็นอีกปีที่มีหนังดังหลายเรื่องตบเท้าเข้าสู่โรงภาพยนตร์ ทั้งหนังต่างประเทศภาคต่อ หนังไทยโรแมนติกคอมมาดี้ หนังแอนิเมชั่น รวมไปถึงหนังที่เคยเป็นการ์ตูนแล้วนำมาแสดงโดยคนจริงที่น่าสนใจหลายเรื่อง เมื่อตัวหนังประสบความสำเร็จอีกหนึ่งอย่างที่จะได้รับความนิยมตามมาก็ไม่พ้นเพลงประกอบหนัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ผลิตใส่ใจ เพื่อใช้ตัวช่วยในการสร้างอารมณ์ร่วมหรือบอกเล่าเรื่องราวในตัวหนังผ่านเพลง ลองมาดูกันว่าปีนี้มีเพลงไหนบ้างที่ฮิตมาพร้อม ๆ หนังดัง

  • Friend Zone: ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังโรแมนติกคอมมาดี้ จาก GDH ค่ายหนังที่มีแฟนมากที่สุดค่ายหนึ่งของไทย นำแสดงโดยน้องนาย นภัทร และ น้องใบเฟิร์น ตัวหนังประสบความสำเร็จด้วยเนื้อหาใกล้ตัวหนุ่มสาวยุคใหม่ และเสน่ห์การแสดงของนักแสดงนำ ความเก๋ของเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ก็คือเพลงคิดมากที่ร้องด้วยภาษา 9 ภาษา เป็นภาษาแต่ละประเทศของในตะวันออกเฉียงใต้ ได้นักร้องชื่อดังของแต่ละประเทศมาช่วยขับร้องให้
  • Dumbo หนังสำหรับน้อง ๆ เด็ก ๆ ทั้งหลาย เป็นเรื่องของช้างที่บินได้ กับการผจญภัยสุดตื่นเต้น เดิม Dumbo เป็นการ์ตูน แต่ในปีนี้ผู้กำกับทิม เบอร์ตันนำมาทำใหม่ในรูปแบบ Live Action มีเพลงประกอบที่ใช้ในเวอร์ชันการ์ตูนมาใช้ในเวอร์ชันนี้ด้วย Baby Mine เป็นเพลงคลาสสิคที่ใช้ในตอนที่แม่ช้างใช้กล่อมลูก ในปี 1941 ที่เป็นเวอร์ชันการ์ตูนนั้น มีแฟรงค์ เชอร์ชิลทำดนตรี  เน็ด วอชิงตันแต่งเนื้อร้อง ส่วนในปีเวอร์ชันนี้ได้ชารอน รูนีย์มาขับร้องที่เวอร์ชันที่ใช้เปิดในตัวหนัง ฉากกล่อมลูกช้างดัมโบ้ ส่วนอีกเวอร์ชันในช่วง End Credit เป็นผลงานของ Arcade Fire
  • Avengers: Endgame หนังอีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ หนังภาคต่อที่ได้รับความนิยมสูงทั่วโลก หนังเรื่องนี้ใช้เพลงและดนตรีประกอบหลายเพลง ผู้ชมที่ไปดูหนังจบต่างก็ออกมาหาเพลงฟังซ้ำ ๆ เพื่อระลึกถึงฉากในเพลงนั้น ๆ แล้วก็กลับเข้าโรงไปดูซ้ำอีกที ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม Endgame ถึงทำรายได้ถล่มทลาย และสร้างสถิติรายได้ของหนังทำเงินระดับโลก ในส่วนของดนตรีและเพลง เป็นผลงานของ Alan Silvestri ที่แฟนหนังต่างยกย่อง ว่าทำได้เข้ากับอามรณ์ของหนังได้ดีมาก
  • Aladdin ในเวอร์ชันคนแสดง เป็นหนังอีกเรื่องที่พูดถึงหนัง ก็ต้องพูดถึงเพลง ก็มันเป็นมิวสิคัลเวอร์ชันนี้ นอกจากนักแสดงนำในบทอะลาดินและเจ้าหญิงจัสมินที่น่าสนใจแล้ว คนที่ได้ซีนไปอย่างท่วมท้นก็เป็นยักษ์จินนี่ ที่แสดงโดย วิล สมิธนี่แหละ แน่นอนเพลงของ Aladdin ที่โดดเด่นที่สุด ก็ต้องเป็น A Whole New World เวอร์ชันปี 2019 เป็นขับร้องของ ZAYN และ Zhavia Ward ดูแลการผลิตจากทีมงานระดับโลกอย่าง Saltwives aka Alex Oriet และ David Phelan

หากใครยังไม่เคยดูหนังทั้ง 4 เรื่องที่เราแนะนำมานี้ ต้องรีบไปหามาดูโดยด่วน หรือจะลองค้นหาเพลงประกอบฟังเบื่อบิวท์อารมณ์กันก่อนก็ได้