จิตวิญญาณของดนตรีบลูส์ ที่ระเบิดจากความกดดัน

ความเคียดแค้นจากการถูกบีบบังคับ…ความรันทดจากชีวิตที่เลวร้าย…ความเศร้าโศกที่ต้องจากคนที่รักไปต่างถิ่น…ความทรมานจากการถูกกดขี่ทารุณ นิยามพวกนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้เหล่าทาสผิวสีที่ทำได้แค่เพียงรวมตัวกัน เพื่อร้องเพลงระบายความเครียดหลังเลิกงานตามทุ่งนาเท่านั้น ความไม่รู้ดนตรีของพวกเขา ทำให้ทำนองต่าง ๆ ที่บรรเลงออกมานั้นผิดเพี้ยน แต่พวกเขาไม่สนใจ เพราะเสียงที่ออกมาอย่างผิดเพี้ยนนั้น กลับสร้างความสุข ความอิ่มเอมใจให้พวกเขาอย่างมหาศาล

นักดนตรีบลูส์ทุกคนมักมีสีหน้าบิดเบี้ยวเวลาที่พวกเขาเล่น

เนื้อหาของเพลงบลูส์แรก ๆ นั้นกล่าวถึงแต่ความเศร้า หม่นหมอง หมดหวังในชีวิต ทุกอย่างนั้นล้วนมาจากเรื่องจริงในชีวิตของพวกเขาจริง ๆ ทั้งสิ้น โน้ตทุกตัวที่เล่นออกมาจึงสื่อจากอารมณ์จากก้นบึ้งอย่างแท้จริง ไม่แปลกที่ผู้ที่เล่นดนตรีแนวนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง มือกีต้าร์ หรือเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ จะมีสีหน้าบิดเบี้ยวคล้ายคนกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน สะท้อนถึงอารมณ์เพลงออกมาได้อย่างถึงแก่นแท้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานจนถึงปัจจุบันที่ไม่มีการบีบบังคับคนมาเป็นทาสแล้ว แต่นักดนตรีแนวบลูส์ทุกคนนั้น ยามใดที่ได้บรรเลงเพลงบลูส์ ยามนั้นสีหน้าพวกเขายังคงแสดงถึงความทุกข์ทรมานของเหล่าทาสผู้คิดค้นดนตรีแนวนี้ขึ้นมาอยู่ดี ราวกับว่าครั้งหนึ่งเคยถูกนำตัวไปเป็นทาสเช่นกัน

นักดนตรีแนวบลูส์มีแต่คนผิวสีเท่านั้นหรือ?

มีนักดนตรีบลูส์ที่เป็นคนผิวขาวอยู่ไม่น้อยบนโลกใบนี้ แต่ทว่าไม่ได้มีชื่อเสียง หรือประสบความสำเร็จเท่าไรนัก มีอยู่บ้างที่มีชื่อเสียง เช่น จอห์น เมเยอร์, เอริค แคลปตัน เป็นต้น ถือว่ายังน้อยมากถ้าเทียบกับอัตราส่วนนักดนตรีบลูส์ผิวสีที่ประสบความสำเร็จ ชัค เบอร์รี่, บีบี คิงส์, โรเบิร์ต จอห์นสัน, จิมิ เฮนดริกซ์ นี่คือส่วนหนึ่งนักดนตรีบลูส์ผิวสีที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ได้รับความนิยม แต่ทุกคนที่กล่าวมาล้วนเป็นถึงระดับตำนาน ที่แม้ว่าส่วนใหญ่จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่บทเพลงของพวกเขาถือว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงวงการดนตรี นับได้ว่าเป็นมรดกของโลกเลยทีเดียว

หากพูดถึงดนตรีที่ต้องใช้อารมณ์ร่วมในการเล่นมากที่สุดแล้วล่ะก็ บลูส์ได้ชัยชนะอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ด้วยจิตใจที่ทนทุกข์แฝงอยู่ในโน้ตทุกตัว และยังคงอยู่มาตลอด ทาสทั้งหลายต่างล้มหายตายจากไปบ้าง โดนทารุณบ้าง แต่พวกเขาไม่เคยหยุดที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์หลังเลิกงานเลยสักวัน มาถึงตรงนี้หวังว่าทุกคนจะซึมซับถึงจิตวิญญาณของดนตรีแนวนี้ไปไม่มากก็น้อย

 

รู้เขารู้เรา…มาทำความรู้จักกับดนตรีแต่ละสไตล์กันเถอะ

ดนตรีบนโลกนี้นั้น ถ้านับแบบละเอียดยิบย่อยจริง ๆ คงจะมีนับร้อยนับพันสไตล์ แต่จริง ๆ แล้วนั้น ต้นกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน ก่อนที่จะแตกแขนงไปตามความแตกต่างของผู้เล่น ชนชาติ หรือแม้แต่ภูมิประเทศ ในปัจจุบันนี้อยู่ในยุคที่ดนตรีมาไกลจากเดิมค่อนข้างมาก สมัยโบราณดนตรีนั้นจำกัดการเล่นแค่เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่สมัยนี้ทุกคนขาดดนตรีไม่ได้ด้วยซ้ำไป หากจะเสพดนตรีอย่างมีคุณภาพขึ้นไปอีกนิด เราลองมาทำความรู้จักที่มาที่ไปของดนตรีแนวหลัก ๆ ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง

บลูส์ (Blues)

ดนตรีบลูส์นั้นในประเทศไทยอาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสที่ใคร ๆ ก็สนใจเท่าไรนัก แต่หารู้ไม่ว่าดนตรีบลูส์คือต้นกำเนิดของดนตรีอีกหลายสไตล์นั่นเอง ที่มาของดนตรีบลูส์นั้นมาจากกลุ่มคนผิวสีที่ถูกนำตัวมาเป็นทาสที่อเมริกา ชีวิตที่รันทด ลำบากแสนเข็ญได้ถูกกลั่นออกมาเป็นท่วงทำนองที่น่าเศร้า หดหู่ และด้วยความที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รู้ทฤษฎีดนตรีอย่างแตกฉาน จึงทำให้การเล่นออกมามีความผิดเพี้ยน แต่นั่นกลับทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดนตรีบลูส์ และยังถูกพัฒนาไปเป็นดนตรีแนวต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต อาทิเช่น ฟังก์, ร้อกแอนด์โรล, อาร์แอนด์บี

แจ๊ส (Jazz)

ท่วงทำนองการร้องที่คาดเดายาก เมโลดี้ของดนตรีที่สุดแสนจะซับซ้อน คือเอกลักษณ์ของดนตรีแนวนี้ ผู้ที่เล่นนั้นส่วนใหญ่จะต้องศึกษาทฤษฎีดนตรีมาพอสมควร รากของแจ๊สนั้นจริง ๆ ก็มาจากบลูส์ แต่การวิวัฒนาการแตกต่างกัน มีการอิมโพรไวส์ (Improvisation) หรือการด้นสดตามความพึงพอใจของผู้เล่นนั่นเอง ผู้ที่ให้ริเริ่มเผยแพร่ดนตรีแนวนี้นั้นคือวง  ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (The Original Dixieland Jazz Band: ODJB) คำว่า แจ๊ส ก็ได้มาจากชื่อของวงนี้นั่นเอง

ฟังก์ (Funk)

ถือกำเนิดมาในช่วงยุค 60 เป็นการผสมผสานดนตรีแจ๊ส อาร์แอนด์บี และโซล เข้าด้วยกัน แต่ทว่าอัพเกรดขึ้นด้วยจังหวะกลองที่มากขึ้น สามารถเต้นรำได้ และมักมีเครื่องเป่าร่วมด้วย ศิลปินที่โด่งดังของแนวนี้ได้แก่ เจมส์ บราวน์ เจ้าของเพลงสุดอมตะอย่าง I Feel Good หรือเจ้าพ่อฟังก์ร้อกสุดแสบในยุคนี้ เรดฮอต ชิลลี่ เป็ปเปอร์

เร้กเก้ (Reggae)

สีแดง เหลือง เขียว กับกลุ่มคนไว้ผมทรง เดรดล็อก แค่นี้ก็เพียงพอต่อการระบุรสนิยมของคนคนนั้นมาเป็น เร้กเก้ อย่างแน่นอน ดนตรีชนิดนี้มีที่มาจากการที่ชาวจาเมกาได้รับคลื่นวิทยุบางส่วนจากอเมริกา และได้นำดนตรีร้อกแอนด์โรลมาผสมกับดนตรีพื้นเมืองของเขาที่าชื่อว่า เมนโต จนออกมาเป็นแนว สกา แต่มีจังหวะที่ค่อนข้างเร็ว หลายปีต่อมาจึงมีการปรับให้ช้าลง จนท้ายที่สุดก็มาเป็น เร้กเก้ จวบจนทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนดนตรีก็สร้างสุนทรียภาพให้คนฟังด้วยกันทั้งนั้น ตอนนี้ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของดนตรีแต่ละแนวกันไปแล้ว ต่อไปเวลาที่ฟังเพลงไม่ว่าจะแนวไหน เราก็จะสามารถแบ่งแยกแนวดนตรีหรือเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้มากขึ้นกว่าที่เคยฟังมาแน่นอน

 

แนะนำสไตล์เพลงฟังเพลินสำหรับคนทำงานเกินเที่ยงคืน

หลังจากที่คุณอดทนทำงานเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวันแล้ว ยังจะต้องฝืนลากร่างกายอันอ่อนเพลียมาสู้งานต่อยาวแบบข้ามคืนกันอีก นอกจากจะต้องดื่มกาแฟแก้ง่วงแล้ว เรายังมีตัวช่วยเสริมที่จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นไม่ง่วงซึม นั่นก็คือการฟังเพลงคลอเบา ๆ เพื่อสร้างสมาธิ แต่จะเลือกเพลงแนวไหนให้รู้สึกสดชื่นไม่ง่วงซึมไปกว่าเดินนั้น วันนี้เราจะมาแนะนำแนวเพลง ที่จะทำให้คุณสามารถทำงานข้ามคืนได้แบบที่ความสร้างสรรค์ไหลลื่นยันเช้ากันเลยล่ะ

สำหรับคนทำงานที่ต้องการใช้สมาธิมาก ๆ หรือต้องการใช้ความคิดจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักจะทำได้ยากอยู่แล้วในช่วงเวลาปกติ ยิ่งในช่วงเวลากลางคืนที่ร่างกายเหนื่อยล้ามากแล้วนั้น การฟังเพลงบรรเลงแบบไม่มีคนร้อง จะช่วยให้คุณสามารถทำสมาธิจดจ่อกับงานต่าง ๆ ได้ดีขึ้น หลายคนอาจเข้าใจว่า การฟังเพลงขณะทำงานที่ต้องใช้สมองในด้านของการคิด อ่าน และเขียน จะยิ่งทำให้เราทำงานลำบากมากขึ้น เพราะเสียงเพลงนั้นจะไปรบกวนสมาธิ แต่ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวคลาสสิก เพลงบรรเลงด้วยเปียโน หรือเพลงแนวอะคูสติกกีต้าร์ จะสามารถทำให้ความคิดของคุณลื่นไหล ไม่ติดขัดหรือไขว้เขว แถมยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย สิ่งสำคัญคือควรฟังแล้วเว้นระยะให้หูและสมองได้พักบ้าง เพราะการฟังเพลงนาน ๆ ก็อาจจะทำให้สมองรู้สึกล้าได้ ลุกมาขยับร่างกาย ดื่มน้ำให้สดชื่นแล้วกลับไปลุยงานต่อ รับรองว่าหายง่วงแน่นอน

เพลงที่สามารถเลือกไว้ฟังในช่วงเวลานี้ไม่ควรช้ามากเกินไป เพราะสมองของคุณเหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้ว การได้ฟังเพลงช้า ๆ เป็นเหมือนกับการช่วยขับกล่อมให้สมองเข้าสู่หมดประหยัดพลังงาน ควรเลือกเพลงที่มีจังหวะกลาง ๆ เพราะไม่เช่นนั้นสมองจะคล้อยตามจังหวะดนตรีไปในที่สุด ผลคือคุณจะง่วงหนักกว่าเดิมอีก ดังนั้นต้องเลือกเพลงที่มีจังหวะพอดี ไม่เร็วหนักหน่วง หรือช้าจนง่วงก็จะทำให้คุณสามารถโฟกัสกับการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในความเป็นจริงแล้วถ้าคุณมีสมาธิมากพอ ในช่วงเวลานั้นคุณจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงเพลงที่คุณกำลังเปิดฟังอยู่ เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องเลือกเพลงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ จึงจะสามารถช่วยไม่พยุงไม่ให้คุณวอกแวกหรือเสียสมาธิได้ ควรหลีกเลี่ยงเพลงที่มีอารมณ์และเนื้อหาลึกซึ้ง เพราะคุณจะหันมาสนใจบทเพลงมากกว่างานตรงหน้าแน่นอน

ต่อไปไม่ว่าจะต้องหักโหมลุยงานดึกแค่ไหน ก็รับรองว่าคุณจะมีสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ที่ดีเยี่ยม แถมยังไม่รู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวที่ต้องอยู่คนเดียวในตอนดึก ๆ อีกด้วย มาทำให้ห้องทำงานของคุณมีแต่เสียงเพลง ไม่ต้องอยู่กับเสียงแอร์ดังอีกต่อไป

 

สังเกตแนวรสชาติของร้านอาหารง่าย ๆ จากแนวเพลงที่ร้านเลือกเปิด

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่ว่าใครก็คงอยากไปพักผ่อนชิล ๆ พาครอบครัวหรือคนสำคัญไปดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดพิเศษ ทานอาหารแสนอร่อยพร้อมกับรสชาติพิถีพิถันและอร่อยตามสไตล์ของตัวเองกันใช่ไหมล่ะ แต่ร้านอาหารที่ถูกปากถูกใจก็หายากเสียเหลือ เมนูของแต่ละที่ก็มีคล้าย ๆ กันอีก วันนี้เราจึงมาแนะนำเทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้คูณรู้สไตล์ของร้านอาหารตั้งแต่เดินผ่านครั้งแรก

มีหลายงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้ว่า เสียงเพลงมีผลต่อรสชาติอาหารเป็นอย่างมาก เพราะมนุษย์เราไม่ได้รับรู้รสชาติต่าง ๆ ผ่านทางปากและลิ้นอย่างเดียว แต่เรายังสามารถรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นผ่านทางการมองเห็นและการได้ยินเสียงอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณไปทานพิซซ่า สปาเก็ตตี้ หรืออาหารสไตล์อิตาเลี่ยน ภัตตาคารส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นร้านกระจก ตกแต่งด้วยความหรูหรา เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และเปิดเพลงบรรเลงแบบโอเปร่าอิตาลี เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศให้รสชาติอาหารของพวกเขา มีความเป็นอิตาลีแบบดั้งเดิม และเพิ่มมูลค่าให้อาหารจานเด็ดของพวกเขามากขึ้น ต่างจากเวลาที่คุณไปทานอาหารแบบเดียวกันในร้านข้างทาง หรือร้านที่เปิดโล่ง เต็มไปด้วยเสียงผู้คน คุณจะรู้สึกถึงรสชาติอาหารในแบบที่ต่างออกไป ถ้าไม่เชื่อ ลองไปทานอาหารเมนูเดียวกัน แต่เปลี่ยนบรรยากาศดูสิ รับรองว่าคุณจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ

เพราะคนเรารับรู้ความสวยงามผ่านทางสายตา ในแต่ละเมนูจึงต้องพิถีพิถันในการออกแบบและตกแต่งจากให้ออกมาดูดี เต็มไปด้วยความคิดสร้างสัน จึงไม่แปลกที่คนมักใช้คำว่า ไปนั่งกินบรรยากาศ เพราะว่าสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆในการออกไปทานอาหารนอกบ้าน ความดูดีของหน้าตาอาหารบนเมนู กลิ่นหอมอบอวลจากครัวในภัตตาคาร ถ้ายิ่งมีพนักงานมาบริการด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี เพลงก็เพราะเข้ากันกับการตกแต่งของร้าน รับรองได้เลยว่าร้านนั้น ๆจะต้องคิวเต็มตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน

การเลือกร้านอาหารที่ถูกใจนั้นสังเกตง่าย ๆ ถ้าชอบร้านที่เรียบหรูแบบพร้อมเสิร์ฟเมนูครีเอทสุดตระการตา แนะนำให้เลือกร้านไหนที่คุณเดินผ่านแล้วได้ยินเสียงเพลงคลอเบา ๆ มองเข้าไปแล้วสะดุดกับการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โต๊ะไม่ติดกันจนได้ยินบทสนทนาของคนรอบข้าง มีมนูแนะนำที่ดูสร้างสรรค์ รับรองว่าคุณจะอิ่มเอมทั้งบรรยากาศและรสชาติอาหารเลยทีเดียวล่ะ

ในความเป็นจริงแล้วนั้นรสนิยมของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่มีกฎเกณฑ์มากำหนดตายตัวว่า อาหารที่รสชาติดีนั้นควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร การฟังเพลงที่ภัตตาคารเหล่าเปิดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้คุณรู้ได้ว่า อาหารที่ทำจะออกมารสชาติแบบไหน ลองเอาไปใช้กันดูนะ

 

บอกรักแม่แบบไม่ซ้ำใคร รักแม่แค่ไหนลองเขียนให้เป็นเพลง

วันแสนพิเศษวนมาให้เราได้แสดงความรักกับผู้ที่มีพระคุณของเรากันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ สงกรานต์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ รวมถึงวันแม่แห่งชาติ หลายคนคงกำลังหาของขวัญชิ้นพิเศษไปสร้างความสุขให้คุณแม่กันอยู่ใช่ไหมล่ะ วันนี้เราจึงมาแนะนำของขวัญพิเศษอีกหนึ่งอย่าง ที่รับรองว่าจะทำให้คุณแม่ต้องตื่นเต้นมาก ๆ อย่างแน่นอน

วิธีบอกรักแม่แบบที่คนส่วนใหญ่นิยมกันนั้น มักจะเป็นการเขียนเรียงความ แต่งกลอน ซื้อสิ่งของ หรือทำสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แม่เป็นที่ระลึก เพื่อสร้างความประทับใจ รวมทั้งการไหว้ มอบพวงมาลัย ขอขมาในสิ่งที่เคยก้าวล่วงในอดีต ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือเรื่องประเพณีที่ดีงามและควรสืบทอดต่อไป แต่ถ้าคุณทำแบบนี้ซ้ำกันทุกปี มันก็คงจะน่าเบื่อไปสักหน่อย

ลองเปลี่ยนมาบอกเหล่าความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรักความคิดถึง หรือเรื่องราวที่คุณได้เจอกับตัวเอง แล้วทำให้เข้าใจท่านมากขึ้น มาเรียงร้อยถ้อยคำใส่ทำนอง ให้เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อแม่คนเดียว รับรองได้ว่าท่านจะต้องมีความสุขและรู้สึกภูมิใจในตัวมากขึ้นอีกแน่นอน หรือถ้าหากคุณไม่ถนัดในด้านการแต่งทำนองเพลง ก็เลือกเพลงที่มีดนตรีเพราะ ๆ แล้วดัดแปลงเนื้อเพลงใหม่ โดยใส่สิ่งที่คุณคิดลงไปแทน เท่านี้ก็จะได้บทเพลงสุดพิเศษ เพื่อมอบให้คุณแม่ของคุณในวันสำคัญต่างๆแล้วล่ะ

เชื่อว่าตั้งแต่เล็กจนโต คุณคงได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับคำว่า แม่ ทั้งบทเรียนในหนังสือ และคำสอนต่าง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงของสังคมนั้น แม่คือบุคคลซึ่งได้อบรมเลี้ยงดูเรามาไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม เป็นผู้ที่คอยให้ความรัก ความอบอุ่น อีกทั้งยังคอยชี้แนะแนวทางที่ถูกที่ควรให้แก่เรา ซึ่งในบางครั้งแม่ก็ไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเสมอไป

หลายคนอาจจะคิดว่าคนที่ไม่มีแม่ ก็คือคนที่ชีวิตไม่สมบูรณ์ ทำให้กลายเป็นคนมีปัญหา แต่ในความจริงนั้น คนเราเกิดมาเพื่อรับความรักอันยิ่งใหญ่เสมอ เมื่อคุณลองมองไปรอบตัวคุณอาจจะพบว่า เขาคนนี้อยู่ใกล้คุณมากจนทำให้คุณไม่เคยนึกถึง และไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่คุณเจอช้าหรือเร็วแค่ไหน แต่ถ้าเขาพร้อมทำทุกอย่าง สามารถเสียสละได้ทุกอย่างเพื่อให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ความรักของเขาคนนั้นก็ไม่น้อยไปกว่าความรักจากแม่เลยล่ะ

เรียกได้ว่าเป็นวิธีบอกรักแม่ที่เหมาะสำหรับคนขี้อาย และคนที่พูดไม่เก่งเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะบทเพลงสามารถได้ทอดให้คนฟังรับรู้ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง แถมยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความเอาใจใส่ที่จะนำเสนอของขวัญที่คุณตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อคนคนเดียวอีกด้วย เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่น่ารักมาก ๆ เลยล่ะนะ