World of Warcraft และ Dark Souls III เกมที่มีเพลงประกอบสุด Epic

เกมประเภทหนึ่งที่วัยรุ่นหลายคนนิยมเล่น คือเกมประเภทสวมบทบาท ที่ในเกมจะมีเรื่องราวความเป็นมา มีตัวละครซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน แล้วผู้เล่นก็จะได้รับบทบาท เพื่อไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ในเกมก็ยังมีเพลงประกอบในแต่ละฉากอีกด้วย เมื่อลองพิจารณาตามนี้แล้ว อาจกล่าวได้ว่าเกมกับภาพยนตร์เป็นสิ่งที่คล้ายกันมากเลยทีเดียว ด้วยองค์ประกอบที่มีเหมือนกัน ทั้งเรื่องราว, ตัวละคร, ฉาก, และเพลงประกอบ โดยเพลงประกอบในบางเกมนั้นมีคุณภาพระดับที่สามารถใช้กับภาพยนตร์ได้เลยทีเดียว ความต่างระหว่างสองสิ่งคงเป็นการที่เกมมีไว้เล่น แต่ภาพยนตร์มีไว้ชม

แม้เกมจะเก่า แต่เพลงยังเก๋า World of Warcraft กับเพลงดีจำนวนมาก

คำว่า “Epic” มีความหมายว่า “มหากาพย์” เป็นคำที่มักจะถูกใช้ควบคู่กับคำอื่น เช่น “Epic Song” ซึ่งหมายถึงเพลงที่มีความยิ่งใหญ่ อลังการ ทำนองว่าเมื่อฟังแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นเต้นหรือขนลุก เราสามารถพบเพลงประเภทนี้ได้ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ทั้งหลาย เช่น Lord of the Rings, The Hobbit, Harry Potter เป็นต้น แต่นอกจากนั้นยังสามารถพบในเกมได้อีกด้วย เช่นเกมที่มีชื่อว่า World of Warcraft หรือที่ผู้เล่นเขียนกันย่อ ๆ ว่า WoW

เกมนี้เริ่มต้นผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2547 โดยบริษัท Blizzard Entertainment นับเป็นอีกหนึ่งเกมออนไลน์ที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน เกมนี้เป็นเกมที่มีจำนวนหลายภาค ทั้งภาคหลัก 6 ภาคและภาคเสริมอื่น ๆ เนื้อเรื่องของเกมจะเกี่ยวกับการเป็นนักรบ การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ ทำให้เป็นเกมที่มีเพลงประกอบแนว Epic ดี ๆ จำนวนมากมายหลายเพลย์ลิสต์ ยิ่งไปกว่านั้นเกมนี้ก็ยังมีเพลงประกอบที่เป็นดนตรีแนวอื่นด้วย เช่นดนตรีไอริชแบบดั้งเดิม ซึ่งก็มีความไพเราะไปอีกแบบ ใน Youtube ถึงกับมีผู้เล่นคนหนึ่งที่มา Comment แชร์ประสบการณ์ว่าเธอและสามีเป็นนักดนตรีบำบัด และได้นำบางเพลงของเกมนี้ไปใช้กับคนไข้ ซึ่งสามารถช่วยให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เพลงของ World of Warcraft จะปรากฏอยู่ในเพลย์ลิสแนะนำเพลงประกอบเกมของหลาย ๆ แชนแนลเสมอ

จบภาคสุดท้ายของเกมอย่างสวยงาม ด้วยเพลงที่น่าจดจำใน Dark Souls III

Dark Souls III นั้นเป็นภาคสุดท้าย ถือเป็นบทสรุปของเกมนี้ ที่เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2552 พัฒนาโดยบริษัท FromSoftware เป็นอีกเกมแนวสวมบทบาทที่มีเนื้อเรื่องยิ่งใหญ่อลังการ เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อกอบกู้โลกที่กำลังจะล่มสลาย ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นภาคที่มีเพลงประกอบแนว Epic ดี ๆ เช่นกัน โดยแค่ภาคนี้ภาคเดียวก็มีเพลงประกอบมากถึง 24 เพลง อีกทั้งยังประพันธ์จากนักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่นทั้งหมดเสียด้วย สามารถการันตีได้เลยว่าแม้จะฟังเพลงโดยไม่ได้เล่นเกม หรือรับรู้เรื่องราวมาก่อน ก็สามารถรู้สึกถึงพลังที่เพลงเหล่านั้นส่งออกมา และทำให้ขนลุกได้อยู่ดี

สำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้วอาจจะทราบดีว่าเกมสามารถให้อะไรได้มากกว่าที่เราคิด ทั้งความสนุก, ทักษะการทำงานเป็นทีม, การควบคุมอารมณ์ และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเล่นเกมก็ไม่ได้แปลว่าเสียเปรียบ เพราะการที่จะได้อะไรดี ๆ จากเกมนั้นไม่จำเป็นต้องมาจากการเล่นเสมอไป แค่ฟังเพลงเพราะ ๆ อย่างที่ World of Warcraft และ Dark Souls III มีให้ ก็นับว่าคุ้มค่าพอแล้ว