THE BADDEST เพลงที่ 2 ของ K/DA ที่ทำลายสถิติเพลงแรกไปเป็นที่เรียบร้อย

เพลงนี้เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2563 โดยที่ทำลายสถิติเพลงดังเพลงแรกของวง K/DA อย่างเพลง POP/STARS ไปด้วยยอดวิวใน YouTube สูงถึง 3 ล้าน ภายในระยะเวลาเพียง 6 ชั่วโมง นั่นก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วว่า K/DA สามารถเข้าไปครองใจใครหลาย ๆ คนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไปทำความรู้จักสาว ๆ และตัวเพลงเพิ่มมากขึ้นกันอีกซักนิดดีกว่า

นอกจาก THE BADDEST แล้วก็ยังมีเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มที่ปังไม่แพ้กัน

สำหรับ THE BADDEST เป็นเพลงหนึ่งที่อยู่ในอัลบั้ม ALL OUT ซึ่งเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยในอัลบั้มนี้มีอยู่ 5 เพลงด้วยกัน ซึ่งก็รวม 2 เพลงที่ได้ปล่อยออกมาก่อนไปแล้วด้วยนั่นก็คือ THE BADDEST, MORE, VILLAIN, DRUM GO DUM และ I”II SHOW YOU โดยในแต่ละเพลงก็มีนักร้องหลายท่านร่วมเข้ามาให้เสียงร้องมากมายเช่นกัน ในตัวเพลง THE BADDEST ก็ได้เสียงร้องเดิมอย่างมิยอนและโซยอนจากวง (G)I-DLE และยังได้นักร้อง 2 คนใหม่เข้ามาแทนนั่นก็คือ Bea Miller และ Wolftyla ซึ่งเพลงนี้ก็ได้ขึ้นอันดับ 1 บน World Digital Sales Charts ของ Billboard เช่นเดียวกับเพลง POP/STARS ด้วยเช่นกัน ด้วยความเท่และความมีเสน่ห์ของสาว ๆ นั่นจึงทำให้เหล่าแฟน ๆ ต่างตั้งตารอการกลับมาของพวกเธอ และพวกเธอก็ไม่ได้ทำให้เหล่าแฟน ๆ ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

ทำให้โลกได้รู้ว่าความร้ายกาจกำลังมาเยือน

เนื้อหาของเพลงนี้ก็มีความหมายตรงกับชื่อเพลงเลยนั่นก็คือ “ความร้ายกาจ” ซึ่งแน่นอนว่าสาว ๆ ของเราไม่ใช่แนวหวาน ๆ ใส ๆ แต่สาว ๆ ของเราเธอคือระเบิดที่จะคอยถล่มพวกคุณตลอดเวลา ด้วยเนื้อหาที่อธิบายถึงความร้ายกาจของพวกเธอและความเป็นผู้นำในด้านที่ไม่ว่าใครต่อใครต่างก็ต้องอิจฉา แน่นอนว่าเนื้อหาแสบ ๆ นี้ก็มาพร้อมกับดนตรีสไตล์ K-Pop ที่หนักแน่นสะใจและมิวสิควิดีโอที่โดดเด่นนั่นซึ่งเป็นอะไรที่เข้ากันแบบสุด ๆ งานนี้จึงทำให้เพลงนี้เมื่อเปิดตัวก็ดังเปรี้ยงปร้างถล่มทลายด้วยยอดวิวบน YouTube สูงถึง 3 ล้านภายในไม่ถึง 6 ชั่วโมง และในตอนนี้ THE BADDEST ก็มียอดวิวบน YouTube ปาเข้าไป 36 ล้านแล้ว ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน จากความโด่งดังของ K/DA ก็ทำให้หลาย ๆ คนลุ้นว่าจะมีวงน้องใหม่ออกมาจากค่ายเดียวกันหรือไม่ ซึ่งผู้พัฒนาก็ได้ออกมาบอกแล้วว่า “แน่นอนอยู่แล้ว” ซึ่งเค้ายังบอกอีกด้วยว่าเค้ามองเห็นถึงจักรวาลเพลงของ Riot Games นั่นเรียกว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ เกม League of Legends และแฟน ๆ ของสาว ๆ K/DA เลยก็ว่าได้

ใครที่ยังไม่เคยฟัง THE BADDEST ก็สามารถรับฟังได้ทุกช่องทางในการสตรีมเพลงเพื่อเป็นกำลังใจให้ทั้งค่ายและสาว ๆ เอง อีกทั้งยังได้สนับสนุนให้มีการสร้างวงน้องใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย และถ้าใครยังไม่จุใจก็สามารถไปเจอกับความสามารถที่แท้จริงของสาว ๆ กันได้ที่เกม League of Legends

ป๋อง OST.เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ เพลงที่บอกเล่าความรักของเด็กหนุ่มไร้ฐานันดร

ใครที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อมาแล้ว ก็คงได้รับความสนุกสุดฮาที่ทาง GDH ได้เสิร์ฟมาให้คุณ โดยที่เนื้อเรื่องก็มาในแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ รักในวัยเรียนใส ๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าในหนังจะมีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สื่อถึงอารมณ์ของคนเหงาและคนแอบชอบได้ดีขนาดนี้ “ป๋อง” ชื่อเพลงแสนจะธรรมดาตามชื่อพระเอกของเรื่องที่ธรรมดาสมชื่อ แต่เนื้อเพลงกับมีความหมายที่ลึกซึ้งเมื่อได้ฟัง

แอบรักเธอ แต่ฐานันดรต่ำ…

นี่คือท่อนฮุคของเพลงป๋องที่จากการได้อ่านแล้วเนี่ยก็ดูเจ็บไม่ใช่น้อยเลย สำหรับใครที่ไม่เคยดูหนังเรื่องเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อเนี่ย ก็จะต้องขอเกริ่นก่อนว่าในเรื่อง “ป๋อง” พระเอกของเรื่องเค้าจะแบ่งฐานันดรของคนประเภทต่าง ๆ ในโรงเรียนไว้ โดยจะมีทั้งคนธรรมดา, เด็กเนิร์ด, อันธพาล, นักกีฬา, คนหน้าตาดี และประธานสี แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่เป็นทั้งประธานสี นักกีฬาแถมยังหน้าตาดีอีกซึ่งคน ๆ นั้นก็คือ “พี่เฟม” รุ่นพี่สุตฮอตที่สาว ๆ ในโรงเรียนคลั่งไคล้ ต่างจากป๋องคนธรรมดาคนนึงที่มากกว่าความธรรมดาเพราะเรียกได้ว่าตัวเค้าเป็นคนไร้ฐานันดร ซึ่งคนประเภทนี้เนี่ยทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจตัวเค้าหรอก ซึ่งนั่นก็คือที่มาของเนื้อเพลงท่อนนี้นั่นเอง แน่นอนว่าวัยมัธยมเป็นวัยแห่งการแอบชอบ และเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่สื่อถึงการแอบรักในแบบฉบับของป๋องออกมาได้เป็นอย่างดี ด้วยการเล่นกับความไร้ฐานันดรที่ไม่มีใครสนใจ นั่นจึงเป็นเพลงแอบรักที่ไม่มีใครเหมือน

ใคร ๆ ก็ต้องเคยแอบรักกันทั้งนั้น

เพลงป๋องถูกร้องออกมาโดยพระเอกของเรื่องอย่างแบงค์ ธิติ ที่จะอธิบายความเป็นป๋องให้คุณได้รับฟัง ได้คุณปนายุ คุณวัลลีมาแต่งเนื้อร้อง และเรียบเรียงโดยคุณวิชญ วัฒนศัพท์ ซึ่งเนื้อเพลงก็อธิบายความเป็นป๋องออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เมื่อได้ฟังก็จะสัมผัสได้ถึงความรักของไอ้คนห่วย ๆ คนนึง ที่ทำได้แค่วาดรูปของเธอลงในสมุดอย่างที่เคยทำ แต่เธอก็คงไม่มีวันได้เห็นมัน เพราะฉะนั้นก็เก็บภาพฝันของเราสองคนไว้แค่ในสมุดเล่มนั้นก็ดีพอแล้วสำหรับคนไร้ฐานันดรคนนึง ความหมายที่เพลงสื่อออกมามีเนื้อหาที่เจ็บไม่น้อยเลย แถมยังเป็นการแอบชอบที่ดูไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย แต่ในภาพยนตร์จะลงเอยเหมือนในเนื้อเพลงหรือเปล่านั้นก็ต้องไปติดตามกันเอาเองนะจ๊ะ

สำหรับภาพยนตร์เรื่องเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อสามารถหาดูได้ทาง Netflix นอกจากเพลงเศร้า ๆ แบบป๋อง แล้วก็ยังมีเพลงสุดแสนจะสนุกอย่างเพลง ไหน ไหน ที่ได้ดาวหกแฉกมาร้องให้นั่นเอง เอ…แต่ดาวหกแฉกเป็นใครกัน อยากรู้ต้องไปดูกันเองกับเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ

Haunted Heart -Christina Aguilera เพลงที่จะทำให้คุณไม่ได้ออกไปอีก

เพลงประกอบภาพยนตร์สุดแนวจากเรื่อง The Addams Family animated film ใช่แล้วอ่านชื่อไม่ผิดหรอก ตระกูลนี้จะกลับมาครองหัวใจคุณไว้ด้วยรูปแบบที่สดใหม่กว่าเดิม โดยที่คุณจะได้เห็นพวกเค้าในแบบอนิเมชันที่มาพร้อมความน่ารักแต่ก็ยังคงความหลอนไว้ตามสไตล์ของครอบครัวอดัมส์ อย่าเพิ่งกลัวไปเพราะครอบครัวนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย ว่าแล้วก็ไปเปิดประวัติตระกูลอดัมส์และเพลงนี้กันเลย บางทีการไม่รู้จักตระกูลนี้อาจจะดีกว่านะ

The Addams Family ตระกูลนี้ผียังหลบ ในรูปแบบ Animated film

The Addams Family ตระกูลนี้โผล่มาหลอนพวกคุณเป็นครั้งแรกในปี 1991 และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจนมีภาค 2 ตามมาและห่างหายไปนาน จนกระทั่งปี 2019 พวกเค้าได้กลับมาทวงบัลลังก์ของพวกเค้าคืนในรูปแบบ Animated film ที่สามารถคงคาแรคเตอร์ของตัวละครไว้ได้ และทำออกมาได้อย่างน่ารัก ซึ่งก็เป็นการกลับมาที่ได้รับกระแสตอบรับดีไม่แพ้ฉบับภาพยนตร์เช่นกัน สำหรับ Addams Family ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่อยู่กันอย่างสุขสันต์ มีคุณพ่อที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่าง Gomez ที่ดูไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวกับคุณแม่แสนสวย Morticia ที่มีโซ่ทองทั้งสองคนอย่างสาวน้อย Wednesday และหนุ่มน้อย Pugsley สมทบความหลอนด้วยพี่ชายของโกเมซ Fester, คุณยาย, พ่อบ้าน รวมไปถึงเจ้ามือที่เดินไปได้มาอย่าง Thing

Haunted Heart เพลงประกอบที่ได้ Christina Aguilera มาร้องให้

สำหรับการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของตระกูลอดัมส์ จะกลับมาแบบไม่เล่นใหญ่ก็คงไม่ใช่ตระกูลนี้ งานนี้เลยต้องให้นักร้องสาวเสียงดีอย่าง Christina Aguilera มาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ โดยเนื้อหาของเพลงก็มีความแซ่บที่มาพร้อมกับความหลอนตามแบบฉบับของตระกูลนี้ เนื้อเพลงก็จะมีความหมายประมาณว่า ขอเตือนไว้เลยนะว่าหัวใจของฉันน่ะเหมือนบ้านผีสิง ที่เมื่อคุณได้เข้ามาแล้วหละก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปอีกเลย มันคือกับดัก ไม่มีทางออกไปได้หรอก ซึ่งนั่นก็เป็นเนื้อหาส่วนนึงเท่านั้น เนื้อเพลงก็จะเล่นกับคำศัพท์มากมายที่ล้วนแต่เป็นของอันตรายทั้งนั้น เพื่อให้คงความเป็นตระกูลอดัมส์เอาไว้ แล้วยังได้ทำนองที่มีความสยองเพิ่มเข้ามาให้เพลงน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

เพราะฉะนั้นขอเตือนเลยสำหรับคนที่จะมาแหยมกับครอบครัวนี้ บอกเลยว่าไม่ง่ายนะจ๊ะ นอกจากเพลงนี้ก็ยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์เวอร์ชันเก่า ๆ ที่ยังคงความทันสมัยไว้อยู่จากภาคแรกและภาคสอง สามารถไปหาฟังได้จากทุกแอปสตรีมเพลงเลย และถ้าหากฟังเพลงยังไม่จุใจก็สามารถตามไปดูภาพยนตร์เรื่อง The Addams Family animated film ได้เลยที่ Google Play ภาพยนตร์ เตรียมรับความหลอนจากครอบครัวที่ไม่ว่าใครต้องก็หวาดกลัวและแม้กระทั่งผีก็ยังต้องหลีกทางนี้ให้ดี ขอเตือนเอาไว้เลย

Take Me Home, Country Roads เพลงที่จะพาคุณย้อนวัยไปกับ วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู

หากใครเคยได้ฟัง Take Me Home, Country Roads ในเวอร์ชันต้นฉบับที่ร้องโดย จอห์น เดนเวอร์ เพลงคันทรีที่วางจำหน่ายในปี 1971 แล้วหละก็ คงจะมีความคิดเหมือนกันว่าเมื่อได้ฟังเพลงแล้วก็ให้ความรู้สึกคิดถึงบ้าน กลิ่นอายเหมือนเพลงที่พ่อชอบเปิดบนรถเวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ในตอนนี้เราจะนำทุกท่านไปพบกับ Take Me Home, Country Roads เวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น บอกเลยว่าเพราะและชวนให้หวนคิดถึงบ้านไม่แพ้กัน

Whisper of the Heart หรือในชื่อไทย วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู

Whisper of the Heart เป็นภาพยนตร์อนิเมชันสร้างจากสตูดิโอชื่อดังที่อย่างสตูดิโอจิบลิ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากผลงานมังงะที่มีชื่อว่า “เสียงกระซิบจากหัวใจ” ของคุณอาโออิ ฮิอิรางิ โดยทางสตูดิโอจิบลิก็ทำอนิเมชันออกมาได้สวยสมชื่อเลย ตัวภาพยนตร์มีกลิ่นอายของยุค 90’s ฟุ้งกระจายออกมาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นถนน บ้านเรือน โรงเรียน รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ภายในเรื่องที่ก็สามารถเก็บรายละเอียดความเป็น 90’s ไว้ได้เป็นอย่างดี โดยภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องของ ชิซึกุ สึกิชิมะ เด็กสาววัยมัธยมที่มีความฝันอยากจะเขียนนวนิยายของตัวเองดูซักครั้ง แต่ตนก็อยู่ ม.6 แล้วทำให้ไม่ง่ายเลยที่จะสามารถทำตามความต้องการได้ในตอนนี้ และด้วยความที่เธอเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือ เธอจึงได้สังเกตเห็นว่าหนังสือทุกเล่มที่เธอยืมจะมีชื่อคนที่มายืมก่อนเธออยู่ทุกครั้งนั่นก็คือ เซย์จิ อามาซาว่า แต่เธอไม่รู้ว่าเค้าเป็นใครนั่นจึงทำให้เธอสนใจและอยากที่จะได้เจอตัวจริงของเค้าเป็นอย่างมาก

จากหนังกลิ่นอายยุค 90’s สู่การนำเพลง Take Me Home, Country Roads มาเรียบเรียงใหม่

Take Me Home, Country Roads ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นนี้ก็มาจากการที่ชิซึกุแต่งเพลงใหม่ขึ้นมาเองจากทำนองเพลงเดิมอย่างเพลงคันทรี่ยุคคุณพ่อ โดยเธอแต่งมันออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งในเวอร์ชันนี้เองก็เพราะไม่แพ้เวอร์ชันต้นฉบับเลย แล้วยังได้เสียงของคุณยูจิ โนมิมาช่วยให้เพลงนี้มีกลิ่นอายความคันทรี่เข้าไปอีก นั่นยิ่งทำให้เพลงนี้มีความหมายมากยิ่งขึ้น สำหรับเพลง Take Me Home, Country Roads เวอร์ชันนี้จะมีความหมายประมาณว่า ถนนลูกรังแห่งนี้ทำให้ฉันหวนคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับที่บ้านของฉัน ไม่ว่าจะเป็นสายลม ภูเขาหรือแม้กระทั่งต้นไม้ นี่เป็นทางกลับบ้านที่ฉันไม่เคยลืมเลือนเลย ซึ่งจากเสียงร้องแสนไพเราะของคุณยูจิก็ยิ่งเสริมให้ผู้ฟังหวนคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองเข้าไปอีก เพลงนี้หากท่านผู้อ่านได้ฟังในขณะที่เดินทางอยู่หละก็รับรองเลยว่าจะอินไปกับบทเพลงมากกว่าตอนนั่งฟังแน่นอน

และเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ของตัวเพลงมากยิ่งขึ้น เราก็ต้องไปหาภาพยนตร์เรื่อง Whisper of the Heart วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู มาดูก่อนทาง Netflix แล้วคุณจะได้รับความอบอุ่นที่จะมาคอยปกคลุมคุณไว้ให้หายหนาวและหายเหงาไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งเลยหละ

Watch Me Burn เพลงประกอบภาพยนตร์ 365 days ที่สุดแสนจะยั่วยวน

เป็นที่พูดถึงอยู่พักใหญ่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง 365 DNI หรือ 365 DAYS หนังอีโรติก-โรแมนติกสัญชาติโปแลนด์ ที่ได้นักแสดงนำอย่าง Michele Morrone ชายหนุ่มที่มีใบหน้าและรูปร่างที่ชวนให้หลงใหล และนางเอกสาวสวยสุดเซ็กซี่อย่าง Anna-Maria Sieklucka ซึ่งหากใครที่ยังไม่เคยรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วหละก็ แนะนำว่าให้หาที่ดูเงียบ ๆ และไม่แนะนำให้ดูพร้อมกับครอบครัว เพราะหนังเรื่องนี้จะนำพาคุณดำดิ่งสู่ความเร่าร้อนของชายและหญิง

ภาพยนตร์ที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องแรกของคุณ Blanka Lipińska ภาพยนตร์นี้ว่าด้วยเรื่องของมาเฟียหนุ่มสุดหล่อที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายอย่าง Don Massimo Torricelli หรือมาสซิโม ที่ตกหลุมรักเข้ากับผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็ยังคงชอบเธอมาตลอด และพยายามตามหาตัวเธอ และในที่สุดเค้าก็พบเธอและก็ใช้วิธีการที่ไม่น่าพิศวาสซักเท่าไหร่อย่างการลักพาตัวเธอมา หญิงสาวคนนั้นก็คือ Laura Biel หรือเลาร่า แน่นอนว่าใครจะไปยอม แต่มาสซิโมกับให้ข้อเสนอกับเธอว่า อยากให้เธออยู่กับเค้าและตกหลุมรักเค้าภายใน 365 วัน ถ้าเวลาผ่านไปแล้วใจของเธอยังไม่เปลี่ยนไปก็จะส่งเธอกลับคืน และเค้าก็จะไม่ล่วงเกินเธอเลยถ้าเธอไม่อนุญาต แน่นอนว่ามันเป็นข้อเสนอที่บ้ามากและเธอก็ไม่มีทางยอม แต่จะให้ทำไงได้เราอยู่ถิ่นของเค้า จะหนีซักเท่าไหร่สุดท้ายก็โดนจับได้อยู่ดี มีหรือเลาร่าจะยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวงานนี้เลยเกิดเป็นเกมการยั่วยวนของเลาร่า ที่ชักจะกระตุ้นให้มาสซิโมเริ่มจะทนไม่ไหวเอาซะแล้ว

หากเรามีวิจารณญาณและมองให้มันเป็นงานจากนิยายและศิลปะก็จะมองเห็นว่าตัวภาพยนตร์ทำออกมาได้ดีตามแบบเนื้อหาของนิยาย และมีโทนสีของภาพยนตร์ที่สวยเอามาก ๆ ไหนจะการเซ็ตฉากต่าง ๆ แต่ในแง่ของความเป็นจริงมาสซิโมคงจะติดคุกไปแล้ว เพราะเค้าลักพาตัวเธอและเป็นไปในทางคุกคามทางเพศ เพราะฉะนั้นเราที่เป็นคนดูหรือผู้ดูก็ต้องแยกแยะและดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เรียกว่าเสพงานศิลป์เอาจากเรื่องนี้จะดีกว่า

เพลงที่ยั่วยวนไม่แพ้เนื้อหาในภาพยนตร์

เพลง Watch Me Burn แค่ได้ยินชื่อเพลงก็รู้สึกเร่าร้อนแล้วใช่มั๊ย แต่จะรู้สึกร้อนเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อได้นักร้องอย่างมาสซิโมหรือพระเอกหนุ่มของเรื่อง Michele Morrone มาร้องด้วยน้ำเสียงเข้มสุดเซ็กซี่ของเค้า แน่นอนว่าเนื้อเพลงก็จะมีเนื้อหาประมาณว่า ผมนะเฝ้ารอวันนั้นของเราอยู่นะ คุณจำสัญญาที่เราตกลงกันได้ใช่มั๊ย อย่าลืมแล้วก็อย่าหลอกตัวเองเลยว่าไม่ต้องการผม แล้วคอยดูตอนที่ผมกำลังถูกแผดเผาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ไว้ให้ดีก็แล้วกัน จากเนื้อเพลงแล้วเนี่ยแซ่บสุด ๆ ไปเลยใช่มั๊ยหละ แล้วถ้าได้เสียงของมาสซิโมแล้วด้วยเนี่ย…อื้ม!

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกับความฮอตของมาสซิโมก็สามารถไปรับชม 365 DAYS ได้แล้วทาง Netflix แล้วคุณจะไม่มีวันลืมความฮอตและความเซ็กซี่จากฉากบนเรือได้อีกเลย

A Little Happiness OST. Our Times เพราะช่วงเวลานั้นเราเคยมีความสุขด้วยกัน

Our Times (我的少女時代) หรือในชื่อภาษาไทยว่า กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก ภาพยนตร์รักโรแมนติกจากจีนแผ่นดินใหญ่ เรื่องราวความรักสมัยมัธยมที่จะชวนให้คุณได้หวนคิดถึงความรู้สึกนั้นอีกครั้ง กับนักแสดงมากความสามารถที่จะทำให้คุณหลงรักอย่าง Darren Wang และ Vivian Sung และนักแสดงสมทบอีกมากมาย

Our Time กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก

ความรักในวัยมัธยมเมื่อใดที่ได้มองย้อนกลับไปก็มักจะสวยงามเสมอ ถึงแม้บางทีจะต้องจบลงด้วยน้ำตา เช่นเดียวกับ“หลินเจินซิน” (Vivian Sung) ในวัยมัธยมที่กำลังก้าวเข้าสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอนชีวิตเด็ก ม.6 จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการได้ตามกรี๊ดดาราที่ชอบ และการได้แอบชอบใครซักคน เจินซินเธอคลั่งไคล้หลิวเต๋อหัวเป็นอย่างมาก กล่องดินสอของเธอมีสติ๊กเกอร์รูปของเค้าแปะอยู่เต็มไปหมด แต่นอกจากดาราแล้วเธอยังแอบชอบชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์อย่าง “โอหยางเฟยฝ่าน” เพื่อนในโรงเรียนของเธอ วันนึงเจินซินได้รับจดหมายใต้โต๊ะ ในตอนแรกเธอนึกว่าคงมีใครแอบชอบเธอแต่กลับกลายเป็นจดหมายลูกโซ่ที่ถ้าเธอไม่ส่งต่อเธอจะต้องตาย นั่นทำให้เธอเขียนส่งต่อไปให้ทุกคนที่เธอเกลียด และหนึ่งในนั้นก็คือ”สวีไท่อวี่” หัวโจกแก๊งอันธพาลในโรงเรียน เมื่อเธอถูกจับได้ว่าเป็นคนส่งจดหมายบ้า ๆ นั่น เธอจึงต้องกลับกลายมาเป็นเบ๊จิปาถะให้กับสวีไท่อวี่ ความรักของเธอคงไม่ใช่เรื่องง่ายซะแล้ว

A Little Happiness ความสุขเล็ก ๆ ของคน ๆ นึง

ในเนื้อเพลงของ A Little Happiness ได้บอกเอาไว้ว่า การได้เจอเธอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย ทุก ๆ สิ่งที่เคยผ่านมาด้วยกันฉันยังคงจำมันได้ดี ฉันได้พบเธอ ได้รักเธอ การได้เจอเธอคือความสุขที่ฉันอยากจะหยุดเอาไว้ จากเนื้อเพลงเมื่อได้ฟังใครหลาย ๆ คนคงมีคุณความสุขที่เคยผ่านมากันอยู่ในใจใช่ไหมหละ ทั้งสมหวังและไม่สมหวังเป็นของตัวเอง ชีวิตวัยรุ่นมันก็ต้องมีความรักทำนองนี้บ้างเป็นธรรมดา จากเนื้อเพลงสู่การถ่ายทอดเสียงของความทรงจำผ่านคุณ 田馥甄 ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้คนฟังได้สัมผัสถึงความเหงา และมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเพลงจนนำไปสู่การคิดถึงใครซักคนในความทรงจำ ในเรื่อง Our Times มีหลายฉากที่อธิบายชื่อภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อได้ดูแล้วก็ต้องบอกเลยว่านั่นเป็นเวลาของพวกเค้าจริง ๆ เป็นเวลาที่เกิดขึ้นและไม่มีวันย้อนกลับ แล้วพวกคุณหละมีช่วงเวลาไหนที่ชวนให้หวนคิดถึงบ้างไหม

สำหรับใครที่สงสัยว่าแล้วนางเอกของเราจะได้สมหวังกับความรักของเธอหรือไม่ สามารถหาภาพยนตร์เรื่อง Our Times มาดูได้ทางเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วมาดูกันว่าคนที่คุณเชียร์อยู่จะเข้าเส้นชัยหรือไม่ใน Our Times กาลครั้งหนึ่ง…ความรัก

Spotify แอปสตรีมเพลงที่จะคัดสรรเพลงจากทั่วทุกมุมโลกมาให้คุณ

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในเสียงเพลง ไม่ว่าจะระหว่างการเดินทางบนรถโดยสาร การทำงานบ้านที่ต้องมีเสียงเพลงตลอดเวลา หรือจะเป็นงานปาร์ตี้ที่มีเสียงเพลงดังครึกครื้น Spotify จะรับหน้าที่มอบทุกแนวเพลงที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกให้มาสู่หน้าจอของคุณ ด้วยตัวแอปที่ทันสมัย ใช้งานง่าย โดยที่นอกเหนือจากเพลงเพราะ ๆ แล้วก็ยังมีพอดแคสต์ที่จะคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณและมอบความบันเทิงให้แก่คุณในยามเหงา

Spotify ให้คุณได้มากกว่าแค่แอปฟังเพลง

Spotify หรือสปอทิฟาย แอปพลิเคชันสตรีมเพลง พอดแคสต์ และมิวสิควิดีโอ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 และเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2560 โดยตัวแอปพลิเคชันมีความพิเศษกว่าแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งอื่น ๆ ตรงที่มีแนวเพลงที่หลากหลายทั้งในไทยและต่างประเทศ สามารถใช้งานได้ทั้งระบบ iOS และ ANDROID ตัวแอปรองรับทั้งการสตรีมผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์และอื่น ๆ ด้วยความที่หน้าตาของแอปพลิเคชันใช้งานง่าย สามารถค้นหาสิ่งที่สนใจได้เพียงปลายนิ้ว และมีฟีเจอร์พิเศษที่มากกว่าแอปอื่น ๆ มากมาย Spotify จึงครองใจใครหลาย ๆ คนได้ไม่ยากเลย

ฟีเจอร์สุดพิเศษและความพรีเมียมที่จับต้องได้

Spotify มีฟีเจอร์และลูกเล่นมากมายที่จะคอยมอบความบันเทิงให้แก่คุณ ทั้งคลังเพลงที่คุณถูกใจ เพลย์ลิสต์ที่รอให้คุณสร้าง และเพลย์ลิสต์ที่ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ นำมาแชร์เพื่อให้ได้ฟังร่วมกัน ไหนจะการสำรวจแนวเพลงที่คุณชอบเพื่อนำมาสร้างเพลย์ลิสต์รวมแนวเพลงหรือศิลปินที่คุณชอบฟัง และการนำมาสร้างเป็นวิทยุที่จะคอยนำเพลงดี ๆ แนวเพลงที่ชอบมาให้แก่คุณ จากการที่เป็นผู้ใช้งานจริงทำให้ชอบฟีเจอร์นึงที่ทาง Spotify สร้างมา นั่นก็คือการนำเพลงดีเพลงดังของศิลปินที่เราชอบมารวมกันเป็นเพลย์ลิสต์ของศิลปินคนโปรดของเรา ซึ่งนั่นทำให้หลงรักในตัวแอปนี้มากและสามารถวนฟังเพลย์ลิสต์ศิลปินที่ชอบได้ไม่เบื่อเลย ซึ่งนอกจากนี้ Spotify ยังมีแนวเพลงที่หลากหลายจากทุกประเทศมารวมกันไว้ ซึ่งนั่นก็ทำให้ง่ายต่อการค้นหาเพลงที่ชอบมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีพอดแคสต์ที่มอบความรู้ ความบันเทิง และข่าวสารต่าง ๆ จากหลายแหล่งให้ผู้ฟังได้เลือกฟังตามใจชอบ และจะคอยส่งคุณผู้ฟังให้เข้าสู่ห้วงนิทรา

เราสามารถใช้งานแอปพลิเคชันนี้ได้ฟรี ๆ ไม่เสียตังค์ แต่ก็จะตามมาด้วยโฆษณาที่จะคอยมาแทรกให้คุณรู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ซึ่งนั่นถ้าไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกอะไรนักก็สามารถใช้งานต่อไปได้สบาย แต่หากใครไม่ต้องการฟังโฆษณาและต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้น พร้อมฟีเจอร์การดาวน์โหลดเพลงที่ชอบเก็บไว้ลงคลังเพื่อฟังตอนออฟไลน์หรือตอนไม่มีอินเทอร์เน็ตก็หันมาเพิ่มความพรีเมียมได้ด้วยตัวคุณเอง โดยราคาของความพรีเมียมก็แสนจะคุ้มค่าเพราะ Spotify ให้คุณจ่ายเพียง 129 บาท/เดือนเท่านั้น และถ้าอยากจะแชร์กับเพื่อนก็ยังมีฟีเจอร์แบบ 2 บัญชีเพียง 169 บาท/เดือน แต่ถ้ายังไม่พอ อยากใช้กันทั้งครอบครัวหรือกับเพื่อนกลุ่มใหญ่หละก็ Spotify ก็จัดให้แบบใหญ่ ๆ ไปเลยกับราคา 199บาท/เดือน ที่สามารถใช้งานได้ถึง 6 บัญชีเลยทีเดียว

หากใครที่สนใจกับข้อเสนอที่ทาง Spotify จัดมาให้แล้วหละก็ อย่ารอช้าแล้วรีบไปโหลดแอปนี้มาฟังเพลงให้หนำใจกันไปเลย สำหรับสมาชิกใหม่สามารถทดลองใช้งานพรีเมียมได้นานฟรี 3 เดือน!! สามารถยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ อย่ารอช้าแล้วรีบไปฟังเพลงที่ชอบในแอปที่ใช่กับ Spotify กันเลย

5 เพลงของ Barbie ที่ปลุกพลังของเด็ก ๆ ให้ตื่นขึ้น

หากดูเพียงแต่ผ่าน ๆ ตาแล้ว ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องบาร์บี้คงเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของใครหลาย ๆ คน แต่บางคนอาจเบือนหน้าหนีกับความชมพูจ๋าของมันที่อาจทำให้ดูแบ๊วเกินไปเสียหน่อยหากจะดู และมองเป็นเพียงการ์ตูนที่ทำมาขายตุ๊กตาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ์ตูนเรื่อง บาร์บี้ มีเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้งและมีคติสอนใจที่ดีเสมอ แฝงไปด้วยแนวคิดที่จะทำให้เด็ก ๆ ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย และใครก็ตามที่ได้ดูจะได้มั่นใจ พร้อมที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต

รวมเพลงที่ฟังแล้วได้พลังใจทางด้านบวก

1.Get Your Sparkle On : Barbie: A Fashion Fairytale

ความเชื่อมันในตนเองคือสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข กับตัวเองให้มากที่สุด เพลงนี้จะกล่าวถึงการปลุกใจให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือกเสมอ ให้เป็นคนกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เชื่อในตัวเองแล้วก็ออกไปลุยกันได้เลย

2.Look How High We Can Fly : Barbie Princess & The Popstar

การนำพาตัวเองทะยานสู่จุดสูง ๆ อย่างมั่นใจ เช่นเคยกับเพลงอื่น ๆ ที่เป็นเพลงปลุกใจนิด ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสียงร้องใส ๆ กับทำนองติดหู แล้วมาดูกันว่าเราจะเติบโตได้อย่างดีให้มากที่สุดถึงแค่ไหน และจุดสูงสุดของเราจะสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีวันดิ่งลง

3.I Am a Girl Like You : Barbie Princess And The Pauper

เป็นเพลงที่สอดแทรกเรื่องความเท่าเทียมของคนในสังคมได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือรวย ก็สามารถสร้างมิตรภาพดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้ และแน่นอนว่าเราทั้งคู่ก็เป็นคนเหมือน ๆ กัน

4.Find Yourself in the Song : Barbie in Rock’N Royals

กล่าวถึงความฝันของเราที่มุ่งมั่นจะทำ มีการสอดแทรกเรื่องของมิตรภาพและความเป็นทีมเวิร์คไว้ได้อย่างดี ทำให้ผู้ฟังรู้สึกครึกครื้นฮึกเหิม และต้องมีบางคนแอบขยับตัวตามจังหวะกันบ้าง

5.All For One And One For All : Barbie And The Three Musketeers

เพราะเป็นเพลงจากบาร์บี้ภาคสามทหารเสือ ตัวเนื้อเพลงจึงมีการกล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทีม เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจทำลายหัวใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ลงได้

บาร์บี้ ไม่ได้มีดีแค่ตุ๊กตา

ความน่าสนใจของเพลงในบาร์บี้คือ การมีเด็กเป็นจำนวนมากที่ยังจำได้และร้องเพลงเป็นเมื่อโตขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละเพลงถูกแต่งมาอย่างตั้งใจ ละเมียดละไมเสมอ ทั้งคำร้องและทำนองต่างก็มีความหมายที่ดีและเน้นเรื่องของอารมณ์บวก ที่ถึงแม้คุณอาจไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ของบาร์บี้ก็ตาม ก็ยังชี้ได้เสมอว่าเพลงจำพวกนี้มีลักษณะคล้าย “เพลงบาร์บี้” ที่ถ้าหากเปิดใจฟังและมองดูเนื้อเพลงอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็จะได้ความรู้สึกที่ถูกปลุกใจให้ใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแทบทุกเพลง

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/MT936Wg92WYwqKPm7

5 เหตุผลสำคัญที่เราควรลองมาฟังเพลงใน Spotify

ปัจจุบันการฟังเพลงมีหลากหลายช่องทาง หนึ่งในนั้นคือแอปพลิเคชันในการสตรีมมิ่งเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์และเสียงที่ได้มีคุณภาพ อีกทั้งยังกลายเป็นตลาดดนตรีขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่อยู่ทั่วโลก มีผู้เสนอขายเพลงของตัวเองกันได้อย่างอิสระ และมีการเลือกสรรเพลงให้กับผู้ซื้อความสุนทรีย์ทางอารมณ์อย่างชาญฉลาด spotify คือแอปพลิเคชันที่ได้ชื่อว่าเป็นแอปพลิเคชันโปรดของเหล่านักฟังเพลงและนักแต่งเพลงกันอย่างแพร่หลาย มีระบบจับคู่กันให้ได้อย่างรู้ใจผู้ใช้

แอปฯ ฟังเพลงดี ๆ ที่อยากให้คุณลอง

1.Spotify รู้ใจเราเสมอ

ระบบ AI ของแอปพลิเคชันสตรีมเพลงในปัจจุบัน เชื่อได้ว่าไม่มีแอปฯไหนจะทำได้ดีเท่ากับ spotify อีกแล้ว กับการเลือกเฟ้นเพลงที่เราน่าจะชอบมาให้ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งจังหวะทำนองที่ไปในทางเดียวกันจนเหมือนกับว่าเราถูกอ่านรสนิยมโดยแอปฯตัวนี้อย่างหมดเปลือก

2.มีผลงานใหม่ ๆ ออกตลอด

เพราะมีอิสระมากในการทำเพลง ไร้การปิดกั้น เพลงใหม่ ๆ ที่มาจากศิลปินอินดี้ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนักก็สามารถเผยแพร่เพลงของตัวเองลงใน spotify ได้ หรือมากไปกว่านั้นก็มี podcast ให้ได้ฟังกันอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว เพราะแต่ละคนก็ต่างขยันทำผลงานกันทั้งนั้น

3.ได้เปิดประสบการณ์การฟังเพลงที่ไร้ขีดจำกัด

ด้วยเพลย์ลิสต์ที่ทางแอปฯ ได้จัดไว้ให้อย่าง Discovery weekend จะสรรหาบทเพลงใหม่ ๆ มาให้เราเสมอ ซึ่งในบางครั้งอาจหลุดกรอบเพลงที่เคยฟังไป ไม่ใช่เพลงไทย สากล หรือเกาหลี แต่เป็นเพลงภาษามาเลเซีย หรือเวียดนาม และอีกมากมายหลากหลายที่ฟังยังไงก็โดนใจทั้งที่ไม่เคยคุ้นมาก่อน

4.ค่าบริการถูก

เทียบกันกับการได้ฟังเพลงมีคุณภาพอย่างถูกลิขสิทธิ์แล้ว ราคา 129 บาทต่อเดือนไม่ใช่ราคาที่ถึงกับจ่ายไม่ได้ หรือจะเลือกเป็นแบบ Premium Family ก็คิดเงินเพียงเดือนละ 199 บาทเท่านั้น หารแล้วตกคนละไม่ถึงร้อย เรียกได้ว่าเป็นราคาที่ยอมรับกันได้ไม่ลำบากนัก

5.คุณภาพเสียงยอดเยี่ยม

เสียงเพลงจาก spotify ในแบบพรีเมี่ยมมีความละเอียดถึง 320 Kbps ซึ่งรับประกันได้ถึงความแตกต่างของประสบการณ์การฟังเพลงที่ถูกยกระดับขึ้น มีมิติมากขึ้น ฟังเพลงได้อย่างมีความสุขและคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปมากขึ้น

ลิขสิทธิ์ของการฟังเพลง

ช่องทางการฟังเพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์ในปัจจุบันแพร่หลายเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่ใช่ spotify แต่แอปพลิเคชันสตรีมเพลงอื่น ๆ ก็มีคุณภาพไม่แพ้กันและมีข้อดีที่แตกต่างกันไป ดังนั้นแล้วตลาดดนตรีจึงได้มีการขยับขยายจากผู้ซื้อกันอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะระบบเติมเงินรายเดือนก็ถูกแสนถูก หรือบางแอปพลิเคชันยังไม่ต้องเสียเงินก็สามารถฟังเพลงได้แบบฟรี ๆ ฉะนั้นแล้ว การฟังเพลงอย่างขาวสะอาดผ่านแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งก็ทำให้ทั้งผู้ฟังสบายใจ และคุณค่าของผู้ทำเพลงก็ได้รับการยกย่องขึ้นอีกด้วย

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/rSywct3SD89SYZQD8

Dragon Quest Overture ทำนองแห่งความร่วมสมัยในใจแฟนเกม

หลาย ๆ เกมมีข้อดีคือ เพลงประกอบมีเอกลักษณ์จนแค่ได้ยินอินโทรก็ทราบแล้วว่าเป็นเกมอะไร หนึ่งในนั้นคือ Dragon Quest ที่มีความชัดเจนในทำนองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ๆ ก็ไม่เคยละทิ้งทำนองแห่งความทรงจำนี้ ตั้งแต่ทำนองแบบ 8 bit จนในที่สุดก็กลายเป็นเพลงบรรเลงโดยวงออเคสตร้า ด้วยวิวัฒนาการที่น่าภูมิใจนี้เอง ไม่ว่าจะได้ยินการเรียงตัวโน้ตเช่นนี้ในเพลงเวอร์ชันไหนก็ตาม ก็มักจะจับจิตจับใจผู้เล่นได้ทุกภาคไป

เพลงเกริ่นก่อนเข้าเรื่องตำนานมังกร

เมื่อย้อนกลับไปฟังเพลงจากภาคแรกแล้ว ความยิ่งใหญ่ฉบับ Dragon Quest ถูกย่อให้เล็กลงเหลือเพียงแค่ 8 bit เท่านั้น ด้วยเสียงดนตรีที่จำกัดแต่ก็ยังสามารถสร้างความคุ้นเคยกับเกมได้เป็นอย่างดี เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งภาค 5 ที่เริ่มมีการใส่เพลงบรรเลงอย่างจริงจังเข้าไปในเกมแล้ว

ไม่แม้กระทั่งภาคเสริมต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมา Overture นี้ก็จะมีท่อนที่เหมือน ๆ กันอยู่เสมอ จะมีก็แต่ภาค 9 เป็นต้นมาที่เริ่มมีการเพิ่มเสริมเติมแต่งตัวโน้ตก่อนหน้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่สุดท้ายท่อนแห่งความฮึกเหิมนั้นก็เป็นเหมือนไฟล์ทบังคับที่ต้องมีในเพลงให้ได้

ความยิ่งใหญ่ของเพลงมีพัฒนาการสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งความซับซ้อนของเครื่องดนตรี ลูกเล่นในการไล่โน้ต หรือเทคนิคต่าง ๆ ในการบรรเลง ซึ่งแต่ละภาคก็มีกลิ่นอายที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ก็แตกต่างตามฉบับของตัวเอง เรียกได้ว่าทางผู้พัฒนาใส่ใจทุกหยาดหยดของตัวเกมไม่แม้กระทั่งเพลงบรรเลง

และเพราะเป็นความประทับใจแรกพบระหว่างตัวเกมและผู้เล่น เพลง Overture ของ Dragon Quest จึงกลายเป็นเพลงที่ติดหูสำหรับเหล่าแฟนคลับของเกมนี้เหมือน ๆ กัน ไม่ว่าได้ยินเมื่อไหร่ก็จะขนลุกกับเกมในตำนานที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีบทสุดท้ายปรากฏ เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์เรื่อง Dragon Quest: Your Story ที่ใช้เพลง Dragon Quest Overture มาประกอบได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

เพราะประวัติศาสตร์ของ Dragon Quest มีมาอย่างเนิ่นนานกว่าสามสิบปี ผู้เล่นแต่ละรุ่นก็แตกต่างกัน บางคนอาจเริ่มเล่นจากภาค 11 ในขณะที่บางคนก็เริ่มจากภาค 1 ซึ่งโดยปกติแล้วเนื้อเรื่องของเกม Dragon Quest ไม่ได้มีความเชื่อมเกี่ยวกันนัก หนึ่งสิ่งที่ยึดโยงหัวใจของแฟนเกมเข้าไว้ด้วยกันได้ก็คงจะเป็น Overture อันเป็นเอกลักษณ์นี่เอง

Dragon Quest ในความทรงจำของเรา

ไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ๆ ก็ยังสามารถคงเสน่ห์ของดนตรี 8 Bit ของภาคแรกไว้ได้อย่างดี และเพลงแรกที่ขึ้นหน้าจอไตเติ้ลของเกมที่ผู้เล่นแต่ละคนได้ยินก็ต่างเป็นคนละเวอร์ชันกัน แตกต่างตามวันเวลาและภาคที่เล่น แต่ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันไหน ก็คงสร้างความประทับใจก่อนเล่นได้อย่างไม่ยาก ที่ผสานความยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญ และกลิ่นอายของเพื่อนพ้องที่พร้อมลุยไปกับเรา อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของเกม Dragon Quest ได้อย่างเต็มเปี่ยมมาโดยเสมอ : เกม

เครดิตภาพ : https://store.steampowered.com/app/742120/DRAGON_QUEST_XI_Echoes_of_an_Elusive_Age__Digital_Edition_of_Light/