ศึกษาลักษณะคนง่ายๆ จากสไตล์เพลงที่ชอบฟัง

ในสมัยอดีตการที่ชายหนุ่มอยากจะทำความรู้จักกับหญิงสาวสักคนหนึ่งนั้นต้องเริ่มจากการพูดคุย ทักทาย และค่อยๆ ทำความรู้จักเรียนรู้ไปทีละนิดทีหน่อย ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควรกว่าจะรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่หากเป็นยุคปัจจุบันแค่เพียงมีบทเพลงตัวเดียวก็ไม่ใช่เรื่องยากในการจีบสาวอีกต่อไป

                การใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยที่กล่าวถึงนั้น ไม่ใช่เพียงแต่การร้องเพลงจีบเท่านั้น แต่เพียงแค่ลองสังเกตจากสไตล์เพลงที่หญิงสาวชอบฟังก็สามารถอ่านตัวตนของหญิงสาวคนนั้นได้อย่างง่ายได้ และเมื่อพอจะจับทางได้แล้วว่าเธอคนนั้นเป็นคนอย่างไรก็เพียงจีบตามแนวไลฟ์สไตล์ของเธอ เพียงเท่านี้ก็คว้าเธอมาเป็นแฟนอย่างสบาย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวิธีการนี้ใช้ได้ผลมานักต่อนักแล้ว ซึ่งลักษณะการมองคนง่ายๆ ตามสไตล์เพลงขั้นพื้นฐาน เช่น

                เพลงป๊อป

                เป็นแนวดนตรีแบบสบายๆ ฟังง่าย ฟังเพลิน ใช้คำพูดหรือภาษาที่เข้าใจได้ง่าย ดนตรีไม่มีความสลับซับซ้อนมักพูดถึงเรื่องความรัก ธรรมชาติ อารมณ์ เป็นต้น ซึ่งคนที่ชอบฟังเพลงลักษณะนี้จะเป็นคนที่เรียบง่าย ไม่มีความยุ่งยากในชีวิต มักจะมองทุกอย่างในชีวิตเป็นแง่บวกอยู่เสมอ คิดและทำอะไรจะทำด้วยความจริงใจ อะไรที่บอกว่าชอบก็คือชอบ สิ่งใดที่บอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ หากได้คบกับคนประเภทนี้ถือว่าค่อนข้างโชคดีเพราะเขาจะมีแต่ความจริงใจให้และไม่เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง สบายๆ

                เพลงร็อค

                แนวดนตรีที่แสดงออกถึงความหนักแน่น เล้าโลม กระโชก มีการใส่อารมณ์และความรู้สึกออกไปอย่างเต็มที่เพื่อเป็นการปลุกอารมณ์ของคนดู เน้นการเต้นโยกย้ายสายสะโพกตามจังหวะเหมือนเป็นการปลดล็อคหรือปลดปล่อยตัวเองไปตามเสียงเพลงอย่างควบคุมไม่ได้ คนประเภทนี้มักจะเป็นคนที่มีความแข็งกระด้าง มีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูงและจะไม่ยอมอ่อนให้กับใคร แต่เป็นคนตรงที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และแน่วแน่ในการทำอะไรให้สำเร็จ

                เพลงเร็กเก้

                แนวเพลงที่มีต้นกำเนิดมาจากดนตรีพื้นเมืองจาไมกา เป็นการพูดถึงการเมือง และลัทธิทางศาสนา แนวดนตรีจะเน้นที่กีตาร์เป็นจังหวะที่เด่นชัด มีเสียงและทำนองเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมาพร้อมกับความสนุกสนานที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว คนที่ชอบฟังเพลงแนวนี้ส่วนใหญ่จะมีเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีสไตล์การแต่งตัว ทรงผม และความคิดที่เป็นของตัวเอง ทั้งยังเป็นคนจำพวกสร้างเสียงหัวเราะและสร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง

                จะเห็นได้ว่าแค่เพียงสไตล์การฟังเพลงก็สามารถบ่งบอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของคนๆ หนึ่งได้ เช่นนั้นแล้ว หากอยากลองทำความรู้จักใครสักคนหนึ่งแล้วยังไม่รู้ว่าจะเข้าหาเขาคนนั้นด้วยวิธีการอย่างไร ก็ลองเลือกการใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยในการเบิกทาง อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรกับคนๆ นั้นดี

3 เหตุผล ทำไมคนอกหักห้ามฟังเพลงเศร้า

เรื่องรักๆ เลิกๆ คงเป็นวัฏจักรและวงเวียนชีวิตที่เกิดขึ้นกับมนุษย์โลกเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อมีพบก็ต้องมีจาก เมื่อมีรักก็ย่อมต้องมีเลิก แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่เมื่อยังรักกันแต่อยู่ที่เมื่อต้องเลิกจากกันเสียมากกว่า เมื่อรักกันน้ำผักต้มก็ยังว่าหวาน มองอะไรๆ ก็เป็นแต่สีชมพู แต่พอเมื่อเลิกกันแล้วแม้แต่ผักต้มก็ยังจะแทบกลืนไม่ลง

                ยิ่งโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นในปัจจุบัน เลิกกันเมื่อใดก็ต้องแสดงอาการเสียใจ ร้องห่มร้องไห้ลงโซเชียล บางรายรักมากก็พยายามอ้อนวอนขอร้องให้เขากลับมา ที่สำคัญมีการปรับเปลี่ยนสถานะบทบาทจากคนอกหักไปเป็นพระเอกนางเอกเอ็มวีนั่งฟังเพลงเศร้าน้ำตาไหล ซึ่งรู้หรือไม่ว่า คนอกหักที่ชอบฟังเพลงอกหักนั้นเป็นวิธีการทำร้ายตัวเองขั้นสุด จริงอยู่ว่าเพลงสามารถทำให้คนหายเครียดได้ แต่ถ้าอยู่ในสภาวะเศร้าใจเสียใจ และยิ่งไปฟังเพลงตอกย้ำตัวเองอีกถือเป็นวิธีการที่ผิด ฉะนั้น หากใครกำลังอกหักอยู่ให้หลีกเลี่ยงบทเพลงเศร้าเหงาใจเพราะด้วยเหตุผลดังนี้

                1. เพราะจะยิ่งทำให้ตัวเองอ่อนแอ

                สภาพร่างกายและจิตใจของคนอกหักถือว่าอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างแย่อยู่แล้ว หากยิ่งฟังเพลงเศร้าเหงาหรือเพลงของคนอกหักจะยิ่งทำให้นึกถึงวันเวลาหรือช่วงเวลาเก่าๆ ตามบทเพลงเข้าไปอีก แทนที่จะพยายามฟื้นฟูสภาพจิตใจของตัวเอง กลับกลายเป็นการไปตอกย้ำทำร้ายหัวใจตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก และความอ่อนแอนั้นจะกลายเป็นตัวสกัดกั้นความเข้มแข็งภายในจิตใจทำให้ไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อีก

                2. เพราะเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง

                อาการของคนอกหักนั้นน่ากลัวกว่าที่ใครหลายคนคิด เพราะนอกจากความเศร้าที่แสดงให้เห็นภายนอกแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าภายในเขากำลังคิดอะไรอยู่ และยิ่งสำหรับคนที่รักกันมากๆ เมื่อวันหนึ่งต้องเลิกราจากกัน ความรู้สึกแรกที่มักจะเกิดขึ้น คือเหมือนการไม่เหลืออะไรอีกแล้วเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร นี้จึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายจากความรักหลายต่อหลายเหตุการณ์ และยิ่งถ้าหากไปเติมความเศร้าด้วยบทเพลงให้กับตัวเองอีกด้วยละก็ความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองก็จะยิ่งเพิ่มทวีคูณ

                3. เพราะเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง

                การที่คนเราอกหักมาแล้วนั้นก็ถือว่าเป็นทุกข์มากพอแล้ว จึงไม่ควรไปสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองเพิ่มเพราะการผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์นั้นต้องใช้ระยะเวลานาน ถ้าคนเข้มแข็งก็อาจจะผ่านมันไปได้ง่ายหน่อยแต่ถ้าคนอ่อนแอกว่าจะผ่านมันไปได้ก็คงจะลำบาก เหมือนอย่างคำที่มักพูดกันว่า ความสุขมักจะอยู่กับเราแค่เพียงแปปเดียว แต่ความทุกข์นี้สิที่จะอยู่ยั่งยืน เช่นนั้นจงอย่าหาความทุกข์เพิ่มให้กับตัวเองจะดีกว่า

                หากใครที่กำลังมีความรักก็พยายามหมั่นประคับประคองกันให้ดี แต่ถ้าใครที่เพิ่งโดนบอกเลิกก็พยายามพาตัวเองลุกออกจากความเศร้านั้นให้ได้ ที่สำคัญบทเพลงบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่เพียงเพลงอกหักอย่างเดียว เพลงสนุกสนานที่จะสามารถทำให้ลืมเรื่องเศร้าเรื่องทุกข์ใจได้ยังมีให้เลือกฟังอีกมากมาย ฉะนั้น ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขอยู่ที่คุณคือคนเลือกเอง

ดนตรีบำบัด ยาขนานแท้ชั้นดีรักษาฟรีจากจิตใจ

หลายท่านคงเคยได้ยินวิธีการรักษาโรคโดยไม่ใช้ยาแต่ใช้เสียงเพลง หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า ดนตรีบำบัด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรื่องของดนตรีบำบัดนั้นสามารถใช้ได้ผลอย่างแท้จริง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่หายขาดหรืออาการดีขึ้นด้วยการรักษาจากเสียงเพลง

                ซึ่งในปัจจุบันมีโรคอยู่ชนิดหนึ่งที่มีสถิติการเกิดขึ้นกับมนุษย์ค่อนข้างมาก นั้นก็คือโรคซึมเศร้า หากฟังแค่เพียงชื่อโรคแบบเผินๆ ก็คงคล้ายคนที่มีอาการหมดอาลัยตายยาก หลายคนคิดว่าแค่ทำให้ชีวิตกลับมามีสีสันเพียงเท่านี้ก็อาจจะหายได้แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาพจิตใจ เช่นนั้นแล้ววิธีการรักษาเดียวที่จะสามารถฟื้นฟูให้กลับมามีสภาวะเหมือนคนปกติได้ก็จำเป็นต้องใช้จิตใจ ทำให้เสียงเพลงจึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาโรคดังกล่าว เนื่องจากเสียงเพลงมีความสามารถช่วยผู้ป่วย ได้ดังนี้

                1. คลายความเครียด

                เสียงเพลง เสียงเครื่องดนตรี เสียงจังหวะที่อ่อนนุ่ม จะส่งผลต่อการรับรู้ของสมองให้เกิดการผ่อนคลายและได้ปล่อยความรู้สึกไปตามอารมณ์ เมื่อในหัวสมองไม่มีเรื่องใดให้ต้องคิด ภายในหัวสมองก็จะโล่งและความเครียดต่างๆ ที่ถูกสะสมไว้ก็จะค่อยๆ จางหายไป ซึ่งการฟังเพลงนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นโรคซึมเศร้าก็สามารถฟังได้ หากเมื่อใดที่เครียดจากงาน เครียดจากคน ลองปล่อยทุกอย่างทิ้งไปและหันมาฟังเสียงเพลงบรรเลงสบายๆ จะทำให้หัวสมองมีความปลอดโปร่งมากขึ้น และอะไรๆ ที่เครียด หรืออะไรๆ ที่คิดไม่ออกก็จะสามารถหาทางออกได้อย่างน่าประหลาดใจ

                2. จินตนาการตามเพลง

                การได้ฟังเพลงที่ชอบหรือเพลงที่ไพเราะสักหนึ่งเพลงจะทำให้ร่างกาย หัวสมอง และจิตใจเกิดความสุขได้ เพียงแค่ลองหลับตา หูฟังเสียงเพลง และจินตนาการตามบทเพลงหรือจังหวะไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ผู้ฟังเกิดความสุขได้ เช่น หากฟังเพลงรักก็ให้นึกถึงช่วงเวลาที่อยู่กับคนรักตามในบทเพลง หรือฟังเพลงเต้นสนุกๆ ก็นึกถึงช่วงเวลาที่ได้ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ  เป็นต้น เพราะความทรงจำและช่วงเวลาที่ผู้ฟังได้จินตนาการนั้นจะเป็นตัวสร้างความสุขให้เกิดขึ้นภายในจิตใจได้

                3. สร้างสมาธิ

                เมื่อได้ฟังเพลงแล้วหัวสมองก็จะเกิดความผ่อนคลาย และเมื่อหัวสมองได้รับการผ่อนคลายแล้วจะทำให้กระบวนการคิดและการรับรู้ของคนเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมือนเป็นการเปิดช่องว่างภายในหัวสมองให้สามารถรับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็มได้ หากคนเราเกิดอาการเครียดหรือคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวมากๆ การรับรู้ของหัวสมองก็จะปิดกั้นตัวเองให้ไม่รับเรื่องใดๆ เพิ่ม และเมื่อรับเพิ่มไม่ได้ก็จะหาทางออกของเรื่องเครียดๆ เหล่านั้นไม่ได้เช่นกัน

                ฉะนั้น อย่าเอาตัวเองไปจมปักกับเรื่องเครียดในทุกๆ วัน หากเวลาใดที่รู้สึกว่าหัวสมองเหนื่อยล้าแล้วต่อให้ทนฝืนคิดต่อไปอย่างไรก็จะไม่สามารถหาทางออกได้อย่างแน่นอน ลองให้เสียงเพลงเป็นตัวเคลียร์เรื่องต่างๆ ในสมองดูบ้าง รับรองได้ว่าเสียงเพลงนี้แหละจะเป็นยาชั้นดีที่สามารถรักษาได้ทั้งสมองและจิตใจ ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วย

เทปคาสเซ็ท ม้วนเพลงที่จางหายน่าเสียดายแทนเด็กรุ่นหลัง

หากย้อนกลับไปในช่วงอดีตสักประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว เด็กวัยรุ่นคนไหนที่ไม่รู้จักตลับเทปคาสเซ็ทก็คงจะเชยมากน่าดู ม้วนเทปสีดำๆ ที่จำเป็นต้องใช้คู่กับเครื่องเล่นวิทยุ เมื่อนำเทปนี้ใส่ลงไปจะเกิดเป็นเสียงเพลง อยากฟังเพลงไหนก็เปลี่ยนหยิบเข้าหยิบออกได้ตามเพลงที่อยากฟัง

                พอช่วงระยะเวลาผ่านไปเทปคาสเซ็ท มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น นักร้องออกเพลงทีเป็นอัลบั้ม 5 เพลงบ้าง 10 เพลงบ้าง ใส่เทปหนึ่งครั้งสามารถฟังนักร้องที่ชื่นชอบได้เพลิดเพลินไปทั้งวัน แต่น่าเสียดายที่เด็กในยุคสมัยใหม่เกิดมาไม่รู้จักเทปคาสเซ็ท เหล่านี้ เพราะในปัจจุบันแทบจะไม่หลงเหลือธุรกิจผลิตเทปให้เห็นอีกแล้ว และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เด็กรุ่นหลังจะไม่ได้รับรู้และพลาดที่จะได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้

                1. ความสนุกในการช่วงชิง

                ในยุคก่อนหากใครอยากจะได้เทปของนักร้องคนโปรดซักตลับนั้น จำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ความสามารถในการช่วงชิงเทปตลับนั้นก็แฟนเพลงอีกนับสิบนับร้อยชีวิต เพราะในสมัยนั้นการผลิตเทปออกมาในครั้งแรกก็ต้องมีจำนวนจำกัด แต่ละร้านที่นำเทปมาขายก็ได้มาในปริมาณที่ไม่มาก ยิ่งถ้าเป็นตามต่างจังหวัดยิ่งน้อยและถ้าเป็นนักร้องดังๆ ที่มีคนชื่นชอบด้วยแล้วละก่อน เลิกเรียนหรือเลิกทำงานที่ก็ต้องแข่งกันวิ่งเข้าร้านขายเทปเพื่อช่วงชิงให้ได้

                2. อุปกรณ์เสริมเล่นคู่กับเทป

                ถึงแม้ว่าในสมัยนี้จะยังคงมีเครื่องเล่นวิทยุหรือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาจำหน่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่รูปร่างและลักษณะของการใช้งานนั้นย่อมแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะในสมัยก่อนเครื่องเล่นพกพาสามารถใส่เทปและเสียบหูฟังเดินไปฟังเพลงไป หากใครมีเครื่องเล่นพกพาแบบนี้ก็จะกลายเป็นที่จับตามองและยิ่งถ้าเป็นหนุ่มๆ ก็จะยิ่งทำให้ดูเท่ห์มากยิ่งขึ้นด้วย

                3. นักร้องในอดีต

                ต้องยอมรับว่านักร้องในอดีตหลายราย คือนักร้องที่มีคุณภาพมากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่านักร้องในปัจจุบันจะไม่มีคุณภาพนะ แต่คุณภาพที่มีของนักร้องในแต่ละยุคก็จะมีของดีที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนักร้องในอดีตหลายท่านมีเอกลักษณ์และความสามารถเฉพาะตัวทำให้กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนในยุคนั้นๆ ซึ่งบางคนก็ยังมีการพัฒนาจนปัจจุบันก็ยังคงมีงานเพลงอยู่ แต่บางคนเลิกทำงานเพลงไปแล้วจึงน่าเสียดายที่เด็กรุ่นหลังๆ ไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นการแสดงของนักร้องในอดีตที่มีคุณภาพ

                เทปคาสเซ็ทถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของวงการเพลงเลยก็ว่าได้ แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานได้ดู เพราะเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงทำให้ม้วนเพลงเหล่านั้นกำลังจะจางหายไป แต่ก็ไม่แน่ว่าเมื่อวัฏจักรของละยุคหมุนจนครบ ความคลาสสิกหรือยุคในอดีตอาจจะย้อนกลับมาให้เด็กได้มีโอกาสเห็นก็เป็นได้

เพราะเหตุใดเพลงยุค 90 ถึงยังคงเป็นเพลงดัง เพลงฮิตตลอดกาล

หากนับย้อนช่วงเวลากลับไปสู่ยุค ค.ศ. 1990-1999 ถือว่าเป็นยุคทองของเพลงฮิตหลากหลายเพลง รวมถึงเป็นยุคกำเนิดนักร้องมากมายหลายชีวิตและที่สำคัญเพลงที่นักร้องเหล่านั้นร้อง ก็กำลังกลับมาเป็นที่นิยมของเด็กในรุ่นยุคปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก

                นั้นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักฟังเสียงบรรเลงเพลงทั้งหลาย เกิดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดเพลงในยุค 90 ถึงกำลังจะกลับมา หรือว่านี้คือ วัฏจักรของชีวิตมนุษย์ที่เมื่อล่วงเลยผ่านกาลเวลาไปจนสุดทาง อะไรที่เคยเป็นอดีตกำลังจะวนกลับมาอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเสียงเพลงของยุค 90 ไม่ว่าจะกลับมาในยุคสมัยใดก็ยังคงถือเป็นบทเพลงที่ได้รับการยอมรับและชื่นชอบอยู่ดี นั้นคงเป็นเพราะ

                1. ความทรงจำ

                เรื่องราวในอดีตที่ถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงในยุคสมัยนั้นคงกลายเป็นความทรงจำที่งดงามยิ่งโดยเฉพาะหนุ่มสาวในยุคนั้นๆ และเมื่อใดที่ได้ยินบทเพลงหวนคืนกลับมาก็จะทำให้นึกถึงภาพและบรรยากาศเก่า รวมถึงความทรงจำให้ยิ้มตามได้ทุกครั้ง แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่เพลงยุค 90 อาจไม่สามารถทำให้มองเห็นความทรงจำอะไรได้ แต่เพลงเหล่านั้นจะสามารถทำให้มองเห็นเรื่องราวในอดีตที่น่าค้นหาได้เช่นกัน

                2. ภาษาที่ฟังง่ายและจังหวะสนุก

                หากให้เทียบคำร้องและทำนองของเพลงในยุคอดีตและยุคปัจจุบันคงจะเห็นความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในความแตกต่างนั้นกลับมีความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป ซึ่งเพลงในยุค 90 นั้นจะเป็นเพลงจังหวะสนุกๆ อีกทั้งเนื้อร้องและทำนองยังฟังง่าย ที่สำคัญทุกคำร้องมีความหมายในตัวเองไม่ต้องแปลให้ลึกซึ้งแต่สามารถสื่ออารมณ์ได้อย่างลงตัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า คือเมื่อใครได้ร้องแล้วมักจะเกิดอาการร้องตามและติดปากอยู่ตลอดเวลา หากไม่เชื่อก็ลองกลับไปฟังดูได้เลย

                3. ความคลาสสิค

                เพลงยุค 90 คือเสียงเพลงที่แสดงถึงความเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นสิ่งที่มีคุณค่าไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม เสน่ห์อันน่าหลงใหลของเพลงยุคนี้จึงยังคงกลายเป็นบทเพลงที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีนักบรรเลงหรือนักร้องนำกลับมาร้องกันอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเมื่อมีการนำกลับมาบรรเลงในช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป ความคลาสสิกของเพลง 90 ก็จะยิ่งมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

                จะเห็นได้ว่าเพลงยุค 90 เป็นเพลงที่ไม่มีวันตายไปจากหัวใจของนักรักดนตรีและนักรักเสียงเพลงอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนินนานมากแค่ไหน เพลงยุค 90 ก็ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ฉะนั้น ก็คงไม่ต้องเสียดายแทนเด็กที่เกิดในยุครุ่นหลังแล้วเพราะไม่ว่าเขาจะเกิดในยุคใด เพลงยุค 90 ก็จะยังคงมีอยู่ให้เขาได้ซึมซับกับเสน่ห์และความทรงจำในอดีตของรุ่นพ่อรุ่นแม่ตลอดไป

ไขข้อข้องใจทำไมเพลงสไตล์อีสานจึงมาแรง

หากลองสังเกตจากช่องทางออนไลน์หรือสื่อโซเชียลต่าง ๆ ให้ดีจะพบว่า กระแสเพลงที่กำลังมาแรงและยอดฮิตมากในปัจจุบันหลากหลายเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงแนวลูกทุ่งอีสาน ไม่ว่าจะเป็น บักแตงโม ห่อหมกฮวกไปฝากป้า หรือเต่างอย ซึ่งแต่ละเพลงมียอดวิวหรือยอดคนดูไม่ต่ำกว่า 100 ล้านวิว และที่สำคัญกระแสายังคงดังฮิตติดหูอย่างต่อเนื่องมาแรงไม่มีตกจริง ๆ

                แต่ถ้าลองมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนจะเห็นได้ว่า เพลงอีสานเป็นเพลงที่จะได้รับความนิยมในเฉพาะกลุ่มคนอีสานด้วยกันเท่านั้น เด็กวัยรุ่น วัยทำงาน หรือกลุ่มคนเมือง จะไม่ค่อยนิยมหรือชื่นชอบกับเพลงสไตล์นี้สักเท่าไร นอกเสียจากเพลงนั้น ๆ จะดังหรือมีนักร้องที่มีชื่อเรื่องหยิบยกเอามาร้องถึงจะได้รับการยอมรับ ผิดกลับในสมัยนี้เพลงสไตล์อีสานกลับดังได้ด้วยตัวเอง และไม่ได้ดังในเฉพาะกลุ่มเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเมือง คนต่างจังหวัด เด็กเล็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ก็หันมานิยมฟังเพลงสไตล์อีสานบ้านนามากยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องรอให้คนดังมา cover ก็สามารถโกยกระแสได้เป็นร้อยเป็นพันล้านวิว ด้วยเพราะเหตุนี้จะเกิดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดกระแสเพลงสไตล์อีสานบ้านๆ จึงมาแรง

                1. ความเป็นเอกลักษณ์

                ด้วยสำเนียงและภาษาพูดของชาวอีสานนั้นจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว เมื่อนำเอาภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์มาผสมผสานออกมาเป็นบทเพลง จึงทำให้เกิดกลิ่นอายของความเป็นอีสานบ้านนาได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญภาษาอีสานบ้างคำเป็นภาษาเฉพาะถิ่น เมื่อคนฟังที่ไม่รู้ความหมายก็จะเกิดความสนุกในการแปลคำๆ นั้นเพื่อให้ออกมาเป็นเนื้อเพลงและเข้าใจความหมายของเพลง

                2. สื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน

                เพราะความเป็นสไตล์อีสานลูกทุ่งบ้านๆ นี้แหละจึงทำให้เนื้อหาความหมายของเพลงที่ออกมา สามารถสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกทั้งของผู้แต่งและนักร้องได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความสไตล์การใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ปลูกผัก ปลูกข้าว หาปลา กบ เขียด ทำอาหารประทังชีวิตในแต่ละวันแต่ก็มีความสุข หรือถ้าเป็นเพลงรักช้าก็จะสื่อให้เห็นถึงความจริงใจ ต่อให้ไม่มีเงินทองแต่มีใจที่รักจริง จึงทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน

                3. จังหวะสนุก

                เพลงอีสานส่วนใหญ่มักจะมีการใส่จังหวะเพลงแบบโจ๊ะๆ สนุกสนาน และผสมผสานดนตรีพื้นบ้านจึงทำให้กลายเป็นจังหวะดนตรีที่มีเอกลักษณ์ทำให้เมื่อผู้ฟังอยากจะลุกขึ้นมาเต้นตามไปด้วย และเพราะความสนุกสนานสไตล์อีสานบ้านนานี้ เลยทำให้เพลงอีสานกลายเป็นเพลงฮิตติดหูหลายเพลงในปัจจุบัน

                 หากตอนนี้นักฟังเพลงคนไหนยังคงต่อต้านหรือหลีกเลี่ยงแนวเพลงสไตล์พื้นบ้านอีสานอยู่ อยากให้ได้ลองเปิดใจฟังดูกันสักนิด รับรองได้เลยว่าเพลงสไตล์อีสานนี้มีดีไม่แพ้เพลงสากล ฮิปฮอป ป๊อป เรกเก้ ที่ชอบฟังกันอยู่อย่างแน่นอน เพราะเพลงพื้นบ้านเหล่านี้เขาจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเองที่ไม่ซ้ำใครบนโลกนี้ และที่สำคัญปัจจุบันมีฝรั่งหัวทองจากต่างแดนจำนวนไม่น้อยที่ยังหลงใหลในทุกๆ อย่างที่เป็นสไตล์อีสาน คงเป็นเครื่องการันตีได้แล้วว่าเพลงสไตล์อีสานบ้านนาไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเพลงดังๆ ทั่วโลกเลย

บักแตงโม เพลงดังยอดฮิตกับอีกแง่มุมกระทบปมด้อยสาวอกโต

ในช่วงเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพลงเว้าเสียงอีสานยอดฮิต 100 กว่าล้านวิว อย่างเพลง บักแตงโม แน่นอน เพลงดังมาแรงที่กำลังพูดถึงชายหนุ่มที่แอบมองหรือแอบชอบสาวสวยที่มีทั้งรูปร่าง หน้าตา และผิวพรรณที่หน้ามอง แต่ที่สะดุดเป็นจุดเด่นที่ทำให้หนุ่ม ๆ เหลียวหลังมองได้มากกว่าคือ ขนาดของหน้าอกของหญิงสาวที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับลูกแตงโมนั้นเอง

                หากฟังเผินก็คงเป็นเพลงอีสานเพลงหนึ่งที่มีจังหวะให้ผู้ฟังได้ร้องตามหรือเต้นกันได้อย่างสนุกสนาน แต่หากมองให้ลึกลงไปในอีกแง่มุมหนึ่ง อาจทำให้มองเห็นกระแสเสียดสีหรือมองว่าเป็นการล้อเลียนกลุ่มสาวที่มีขนาดหน้าอกหน้าใจขนาดใหญ่ เพราะไม่ใช่หญิงสาวทุกคนเสมอไปที่จะชื่นชอบการมีหน้าอกใหญ่จนกลายเป็นสิ่งโดดเด่นและสะดุดตาของคนทั่วไป และปัญหาขนาดหน้าอกที่ใหญ่เกินขนาดลำตัวนี้แหละที่มักจะสร้างความกลุ้มอกกลุ้มใจให้กับสาว ๆ เช่น

                1. ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง

                การมีขนาดหน้าอกที่ใหญ่มักจะทำให้เป็นที่จับตามองของหนุ่ม ๆ และเมื่อมีผู้ชายมามองมากเข้าก็จะทำให้หญิงสาวขาดความมั่นใจในตัวเอง  และเมื่อขาดความมั่นใจในตัวเองก็จะยิ่งทำให้กลายเป็นปมด้อยไม่กล้าที่จะทำอะไร หรือแสดงออกสิ่งใดให้ใครเห็น

                2. หาเสื้อผ้าใส่ยาก

                หญิงสาวที่มีขนาดหน้าอกที่ใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่จะหาเสื้อผ้าใส่ค่อนข้างลำบาก เช่น หากขนาดตัวเล็กแต่หน้าอกใหญ่จะใส่เสื้อผ้าตัวเล็ก ก็จะรัดรูปเกินไปและจะเน้นบริเวณส่วนหน้าอกมากเป็นพิเศษจะยิ่งกลายเป็นที่สะดุดตาเพิ่มขึ้นไปอีกจึงต้องหันมาเลือกเสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่พอใส่แล้วก็จะดูเทอะทะกลายเป็นคนตัวใหญ่ทันที หรือจะใส่เสื้อเชิ้ตที่รัดรูปก็กลัวว่ากระดุมจะปริแตกได้ง่าย ถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับสาว ๆ หน้าอกใหญ่เลยทีเดียว

                3. คนทั่วไปชอบวิจารณ์

                สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการหาเสื้อผ้าใส่ของสาวอกโตและทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองมากที่สุด คือเสียงหรือคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ของคนทั่วไป บางคนอาจจะพูดโดยที่ไม่คิดหรืออาจจะคิดแค่เพียงว่าเป็นการพูดคุยสนทนากันแค่นั้น แต่สำหรับคนฟังอย่างสาวอกโตแล้ว นั้นคือสิ่งที่ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก แต่ปัญหานี้คงไม่มีผลกระทบใด ๆ สำหรับสาวหน้าอกโตที่มาจากการเสริมอย่างเด็ดขาด เพราะสาวที่ตัดสินใจเสริมหน้าอกต้องมีความมั่นใจในตัวเองค่อนข้างสูง ฉะนั้นคำวิจารณ์เหล่านั้นคงไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด

                ดังนั้น เรื่องของหน้าอกหน้าใจของหญิงสาว คือเรื่องธรรมชาติของแต่ละบุคคล สำหรับหญิงสาวที่มีขนาดหน้าอกใหญ่ก็ขอให้มีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง พยายามปรับแต่งให้เหมาะสมและพอดีเพียงเท่านี้ปัญหาหน้าอกใหญ่ก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และสำหรับคนมองยิ่งโดยเฉพาะเพศชายควรจะให้เกียรติผู้หญิง อย่าหวังเพียงแต่มองจ้องแต่รูปร่าง หน้าตา หรือขนาดหน้าอกหน้าใจของหญิงสาวเพียงอย่างเดียว ความสวยงามจากภายในของหญิงสาวยังมีอะไรให้หนุ่มๆ ได้ค้นหาและน่ามองกว่าอีกเยอะ

ยุคนี้เพลงจะดังได้ เด็ก ๆ ฟังต้องแล้วติดหู

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กลุ่มคนที่มีการใช้งานสื่อโซเชี่ยลอย่าง Youtube เป็นจำนวนมากนั้น คือกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นในช่วงต้น ๆ ฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้เองจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้วิดีโอประเภทการ์ตูน โฮมวิดีโอ รวมทั้งเพลงประสบความสำเร็จมียอดผู้เข้าชมหลายล้านวิว โดยเฉพาะเพลงที่หากมีทำนองสนุกสนานมีเนื้อร้องง่าย ๆ และฟังติดหูก็ไม่ยากเลยที่จะดังเป็นพลุแตกโดยไม่ต้องสนต้นทุนการผลิต แสดงให้เห็นได้ชัดว่าเนื้อเพลงไม่จำเป็นต้องวนอยู่ในลูปรัก ๆ ใคร่ ๆ แบบวัยรุ่นเท่านั้น เพลงที่พูดถึงสัตว์ สิ่งของ ผักและผลไม้ ความทะลึ่งทะเล้นรวมทั้งมิวสิควิดีโอชวนหัว กลับกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับเป็นวงกว้าง ที่สำคัญคือบทเพลงเหล่านี้เบาสมองไม่สร้างความเคร่งเครียดหรือเป็นพิษเป็นภัยต่อเด็ก ๆ และเพลงที่ประสบความสำเร็จแล้วอันอยู่ในข่ายนี้ก็ได้แก่

ผู้สาวขาเลาะ เพลงรักเปรี้ยวอมหวานที่ไม่ได้สมหวังหรือผิดหวังเพียงแค่ขอลุ้นอยู่ไกล ๆ มาจากค่ายเพลงน้องเล็กในภาคอิสานที่ไม่ได้มีทุนหนาเหมือนค่ายยักษ์ใหญ่ แต่ผลงานเพลงกลับนำมาซึ่งรายได้อย่างมหาศาล ตัวเพลงมีจังหวะเร็วและสัมผัสของเนื้อเพลงที่ลงตัวส่งผลให้ติดปากติดหูวัยรุ่นไทยอย่างรวดเร็ว ทั้งยังดังข้ามปีจนครั้งหนึ่งเคยติดอยู่ในท็อปชาร์ตของยูทูปมาแล้ว

เต่างอย เพลงสนุกสนานที่สามารถเปิดได้ในหลายวาระโอกาส ทั้งสงกรานต์ ลานแอโรบิค งานบุญงานบวช เมื่อขึ้นต้นเพลงรับรองว่าร้องได้ตั้งแต่เด็กตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงคนสูงอายุ ในยุคที่ผู้คนถวิลหาความทันสมัยและหันไปหาแนวดนตรีชิค ๆ อย่าง EDM หรือ แร๊พ เพลงหมอลำถือว่าเป็นอะไรที่ห่างไกลความสำเร็จมาก ทว่าเต่างอยทลายกำแพงนั้นลงได้ปลุกสัญชาติญาณเดิมภายในใจของคนไทยให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ถือเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของราชินีหมอลำ จินตรา พูนลาภ และ VWIN เชื่อเหลือเกินว่าความแรงยังคงไม่หยุดลงจนถึงทุกวันนี้

ห่อหมกฮวก เพลงจังหวะสนุกสนานพลางเล่าถึงชีวิตประจำวันของคนดวงซวย เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เนื้อหาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เลยแต่กลับดังเป็นพลุแตก หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เพลงนี้ฮิตระเบิดคือเนื้อร้องที่จริงใจ น่ารักและแอบติดทะลึ่งนิด ๆ จนผู้คนในแวดวงดารา เน็ตไอดอล และคนมีชื่อเสียงจำนวนมากเอาไปร้องคัฟเวอร์เกิดเป็นกระแสห่อหมกฮวกที่พูดถึงกันทั่วประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง

บักแตงโม เพลงลูกครึ่งร็อคกับหมอลำที่เด็ก ๆ ทั่วทุกหัวระแหงร้องได้แม้ไม่ทราบความนัยของเนื้อเพลงและอาจจะร้องได้แค่ท่อน “โอ้…นั่นมันบักแตงโม โอ้…นั่นมันบักส้มโอ โอ้…นี่คงเป็นบักพร้าวน้ำหอม” ก็ตาม แต่เพลงนี้กลายเป็นที่รู้จักไปแล้วจนแม้เสิร์ชใน Google เพียงแค่พิมพ์ตัวบ.ใบไม้คำว่าบักแตงโมก็ขึ้นมาให้เห็นเป็นอันดับแรก

ยังมีอีกหลายเพลงที่เราไม่ได้กล่าวถึงอย่างเบบี้ ชาร์ค ปิ๊กาจู หรือบุญผลาฯลฯ ซึ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เพลงประเภทนี้โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ในอดีตเพลงอย่างหมากัด มอเตอร์ไซค์ฮ่าง หรือกินตับก็เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ดังนั้นนักแต่งเพลงและศิลปินในปัจจุบันคงละเลยไม่ได้ที่จะต้องแต่งเพลงเอาใจเด็ก ๆ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ยิ่งกว่ากลุ่มผู้ฟังวัยรุ่นไปเสียแล้ว

ความเป็นมาของดนตรีแจ๊ส

หากเราอยากหาดนตรีหรือเพลงที่ทำให้เรามีความรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริงและไม่ต้องคิดอะไรมาก ดนตรีแจ๊สน่าจะเป็นอีกแนวดนตรีที่ตอบโจทย์เหล่านักฟังเพลง
ดนตรีแจ๊สมีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรากฐานมาจากดนตรีแนวบลูส์ซึ่งถือกำเนิดในทางตอนใต้ของประเทศอเมริกา โดยกลุ่มคนแอฟริกันอเมริกัน ซึ่งเรารู้สึกได้ถึงการผ่านการเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ จากความรักและความอยุติธรรมที่สูญเสียไป และแสดงให้เห็นถึงชัยชนะแห่งการอยู่รอดของหัวใจที่แตกสลาย ในปัจจุบันเพลงบลูส์ก็ยังเป็นแนวเพลงที่เรายังได้ฟังกันอยู่ มันเป็นรูปแบบดนตรีใหม่ที่ผสมผสานองค์ประกอบของดนตรียุโรปและประเพณีของแอฟริกา และกลายเป็นรูปแบบศิลปะที่สำคัญที่ยังคงมีวิวัฒนาการในวันนี้ การบันทึกดนตรีแจ๊สเริ่มปรากฏในปี ค.ศ.1917 ดนตรีแจ๊สได้พัฒนาเป็นรูปแบบศิลปะและบรรจุอยู่ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั่วโลก ดนตรีแจ๊สมีความเป็นลูกผสมของดนตรีชนิดต่าง ๆ  ความสัมพันธ์ของดนตรีแจ๊สสามารถสังเกตได้จากสไตล์ต่าง ๆ การพัฒนาทางนวัตกรรมและมีจังหวะของความซับซ้อนที่แตกต่างกัน ในขณะที่ยืมผลงานสร้างสรรค์จากสไตล์อื่น ๆ เช่นบลูส์และดนตรีพื้นบ้านยุโรป แจ๊สก็ทำดนตรีให้เป็นของตัวเอง ความจริงที่ว่าแจ๊สยังคงมีการเปลี่ยนแปลงในวันนี้แสดงให้เห็นว่าในที่สุดมันก็เป็นอมตะและเป็นประเพณีแบบอเมริกันคลาสสิกที่ยังคงถ่ายทอดกันมาถึงปัจจุบัน

หลุยส์ อาร์มสตรองนับเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงสำหรับแนวดนตรีแจ๊ส และเป็นหนึ่งในศิลปินผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของดนตรี การโซโล่ทรัมเป็ตของเขานั้นไพเราะและมีความขี้เล่นและเต็มไปด้วยพลังงานในทางบวก เขาเกิดที่ นิวออร์ลีนส์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1901 และเริ่มเล่นคอร์เน็ตเมื่ออายุ 13 ปี อาร์มสตรองได้พัฒนาแจ๊สและคิดโซโล่ขึ้นมา จนมีความสมบูรณ์แบบดังเช่นที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ อาร์มสตรอง ได้รับความรักและการชื่นชมไปทั่วโลก เขาเสียชีวิตในมหานครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1971 หากกล่าวถึงในส่วนของเนื้อเพลงแจ๊สนั้นจะเป็นการพูดถึงการแสดงออกของอิสรภาพและมีปฏิภาณโวหารที่เป็นคุณสมบัติที่เราเห็นค่อนข้างมากในความงดงามของดนตรีแจ๊ส เมื่อเปรียบเทียบกับเพลงชนิดอื่น ความนิยมของเพลงแจ๊สเริ่มเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของยุคสมัย และได้แพร่หลายไปยังเมืองต่าง ๆ ที่มีศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญทั่วประเทศ ในช่วงปีค.ศ.1940 ได้เริ่มมีการแสดงของวงดนตรีแจ๊สขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาฟังเพลง และช่วงเวลานี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อยุคสวิงซึ่งหมายถึงจังหวะที่แกว่งไปตามเสียงเพลง

ดนตรีแจ๊สเป็นรูปแบบศิลปะที่ได้รับการพัฒนามาตลอด และยังแผ่ขยายออกไปในหลายทิศทาง ในแต่ละทศวรรษที่เปลี่ยนไปก็มีความสดใหม่ การปรับเปลี่ยน และแตกต่างจากยุคเดิม ๆ แจ๊สทุกวันนี้มีความหลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งมีหลายสิ่งที่แปลกใหม่และน่าสนใจเกี่ยวกับสไตล์ของศิลปินในแต่ละคน


รู้หรือไม่ ว่าดนตรีแต่ละประเภทมีความต่างกันอย่างไร

ดนตรีและเพลงต่าง ๆ จัดเป็นศิลปะที่ให้ความสุขกับเราทุกคน แนวเพลงต่าง ๆ สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามองค์ประกอบของดนตรี อารมณ์ความรู้สึก และการผสมผสานของเส้นเสียงต่าง ๆ  เรามาดูกันว่ามีดนตรีประเภทไหนที่เราได้ฟังกันอยู่บ้าง
                ดนตรีแจ๊ส ดนตรีประเภทนี้มีรากฐานมาจากทางอเมริกาใต้ จุดเด่นของดนตรีแจ๊สคือระดับเสียงสูงต่ำในการร้องเพลง และการปรับอิมโพรไวส์ในระดับต่าง ๆ บัดดี้ โบลเดน ถือเป็นผู้นำของงดนตรีแจ๊สเป็นคนแรก นอกเหนือจากนี้ ดนตรีแจ๊สยังแยกย่อยออกเป็นอีกหลายประเภท
                ฮิปฮอป ฮิปฮอปเกิดขึ้นในในช่วงปี 1970 ฮิปฮอปมีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน มีความโดดเด่นในเรื่องของการร้องเพลงที่มีการแร็พเข้ามาช่วย
                ร็อกแอนด์โรล ถือเป็นเพลงเต้นรำซึ่งมีต้นกำเนิดในปีค.ศ. 1950 มักเป็นที่นิยมเนื่องจากมีจังหวะที่สนุกสนานและ ท่วงทำนองที่เรียบง่าย ดนตรีร็อกแอนด์โรล ได้รับการพัฒนามาจากการผสมผสานของดนตรีอย่างบลูส์แจ๊ส และเพลงคันทรี่ Elvis Presley ถือเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงมากของดนตรีแนวนี้ และเป็นที่รู้จักในฐานะราชาแห่งร็อกแอนด์โรล เสียงกลองถือเป็นเครื่องดนตรีที่โดดเด่นของแนวเพลงนี้
                ร็อกมิวสิค – ดนตรีแนวนี้มีรากฐานมาจากเพลงร็อกแอนด์โรลและป๊อป และได้เกิดขึ้นมาเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1960 เครื่องดนตรี เช่น กีตาร์กลองและเบส ทำให้เกิดทำนองเพลงที่แข็งแกร่งและดุดันในสไตล์ของเพลงร็อก นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำแนวเพลงนี้มาผสมผสานกับพลงพื้นบ้าน ทำให้เกิดแนวร็อกบลูส์และร็อกแจ๊ส ซึ่งทำให้ดนตรีร็อกมีหลายรูปแบบมากขึ้น และในช่วงกลางปี ค.ศ.​​1970 แนวดนตรีพังค์ร็อกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และใช้กีตาร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องดนตรีหลัก
                บลูส์ – สไตล์เพลงนี้จะให้ความรู้สึกที่เศร้า แนวดนตรีมีการผสมผสานของวัฒนธรรมแอฟริกันและตะวันตกที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของอเมริกาเนื้อหาของเพลงจะพูดถึงความรัก การดื่มฉลอง และความโชคร้าย แนวเพลงจะรู้สึกหม่นเศร้า

                เพลงป๊อป – ป๊อปหมายถึงความนิยม แนวเพลงนี้ไม่มีกฎเฉพาะตายตัว แนวดนตรีจะมีความเกี่ยวข้องและคล้ายกับสไตล์ร็อกและร็อกแอนด์โรล เพลงป๊อปนี้มักมีผู้ฟังที่ค่อนข้างกว้าง และประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ในหลาย ๆ ยุค
                อาร์แอนด์บี – รากฐานของแนวดนตรีชนิดนี้คือบลูส์และแจ๊ส และมีความคล้ายคลึงกับเพลงบลูส์ที่ท่วงทำนองและเนื้อเพลงจะให้ความรู้สึกหม่นเศร้า
  ดนตรีโฟล์ก – ดนตรีโฟล์กมักเกี่ยวข้องกับประเพณี และมักถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป ดนตรีโฟล์กนี้มีพลังเพราะผ่านการดัดแปลงลักษณะบางอย่าง ในขณะที่ผ่านไปหลายชั่วอายุคน แนวดนตรีตั้งอยู่บนพื้นฐานของดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิมและใช้เครื่องดนตรีประเภทกีตาร์แทนเครื่องดนตรีดั้งเดิม

               ในโลกเรามีดนตรีหลากหลายประเภทให้พวกเราได้เลือกฟังแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวเพลงประเภทไหน ก็ทำให้เรามีความอิ่มเอมใจ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ฟัง ดนตรีถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา