ฟังเพลงตอนขับรถ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ในชีวิตประจำวันของใครหลายคน อาจต้องใช้รถส่วนตัวเพื่อการเดินทางไป-กลับจากการทำงาน แน่นอนว่าในรถทุกคันย่อมต้องมีเครื่องเสียง สำหรับเปิดเพลงฟังจากวิทยุ ซีดี แฟลชไดรฟ์ หรือปัจจุบันก็มีการพัฒนาให้สามารถเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้ ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีในปัจจุบัน จึงทำให้เราสามารถเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้ที่เราอยากจะฟัง การฟังเพลงระหว่างขับรถนั้น นอกจากจะสร้างความเพลิดเพลิน และแก้เบื่อยามรถติดได้แล้ว ก็ยังมีข้อดีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

ข้อดีของการฟังเพลงขณะขับรถ

  • คลายความหงุดหงิด เพราะการใช้รถใช้ถนนในบางครั้ง ก็อาจมีเหตุที่ทำให้เราหงุดหงิดได้ง่ายไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคันหน้าขับช้า โดนปาด โดนเบียด โดนแซง ไฟแดงนานเกินไป มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกข้าง ฯลฯ เพลงที่เปิดฟัง ก็จะช่วยให้อารมณ์ร้อน ๆ เย็นลงได้ ลดการทะเลาะวิวาทกับคู่กรณีได้เลย
  • คลายความตึงเครียด หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่า การขับรถในแต่ละครั้ง ตัวเราเองจะมีความเครียดเกิดขึ้น ซึ่งก็มาจากการที่ต้องใช้สมาธิในการโฟกัส เพื่อระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และไม่ให้เลี้ยวรถไปผิดทาง ดังนั้น การฟังเพลงไปด้วย จึงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างดี
  • ช่วยเรียกสมาธิ ในการขับรถในเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดความเคยชินและเฉื่อยชาได้ ส่งผลให้ความระมัดระวังของเราลดลง หรือบางครั้งอาจเผลอหลุดโฟกัส เหม่อลอย การฟังเพลงไปด้วยจะช่วยเรียกสมาธิ ดึงสติให้กลับมาอยู่บนถนนอีกครั้ง
  • กระตุ้นให้สมองตื่นตัว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสะสม โดยเฉพาะการขับรถทางไกลอาจทำให้เกิดอาการเผลอวูบหลับได้ ดังนั้น หากคิดว่ายังพอไหว ไม่ต้องงีบหลับ การเปิดเพลงจังหวะสนุก ๆ ฟัง ก็จะช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

เพลงที่ฟัง กับความดังที่เปิด

หลายคนอาจจะคิดว่า การฟังเพลงขณะขับรถอาจรบกวนสมาธิได้ นั่นเป็นเพราะว่าเปิดเพลงในระดับเสียงที่ดังเกินไปจนรู้สึกรำคาญ อันที่จริง การเปิดเพลงดังพอดี ๆ ไม่มากไม่น้อย จะช่วยสร้างสมาธิมากกว่ารบกวน นั่นเป็นเพราะประสาทที่เราใช้รับเสียง มีเพียงแค่ประสาทหู ไม่ได้ใช้ตา ดังนั้นการฟังเพลงจึงไม่รบกวนการโฟกัสในการขับขี่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยที่พบว่าการฟังเพลงขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงไหน จะทำให้ผู้เข้าทดสอบมีการตอบสนองต่อสภาพจราจรทั้งในสภาพรถติด และการขับรถทางไกลได้ดีกว่าการไม่ฟังเพลงอะไรเลย ดังนั้นการฟังเพลงขณะขับรถ จึงไม่ได้แค่สร้างความครื้นเครง แต่ยังสามารถส่งเสริมให้เกิดสมาธิ และขับรถได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

มิวสิคสตรีมมิ่ง ยุคใหม่ของการฟังเพลง

ปัจจุบัน โลกของเทคโนโลยีมีการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ มีผลต่อวงการเพลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว จากยุคอนาล็อก ที่เราต่างต้องฟังเพลงผ่านแผ่นเสียง หรือเทปคาสเซต ก้าวข้ามผ่านมาเป็นยุคดิจิตอล ก็คือยุคของแผ่นซีดี จากนั้น ยุคของการซื้อแผ่นเสียง เทป ซีดี ก็หมดลง ด้วยการถึงของไฟล์เพลงดิจิตอลที่สามารถฟังออนไลน์ได้ทางอินเตอร์เน็ต จนถึงปัจจุบันเมื่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายเริ่มแข็งแรง บริการมิวสิคสตรีมมิ่งแบบออนไลน์จึงเกิดขึ้น เป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่อยากซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ก็จะสามารถเลือกเฉพาะเพลงที่ชอบได้ ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ในขณะที่แผ่นเสียง ก็กลายมาเป็นทางเลือกของผู้ที่นิยมสะสม หรือซีดีเพลง ก็ยังคงมีการจำหน่าย เพื่อให้แฟนเพลงของศิลปินได้อุดหนุน ส่วนศิลปินเองก็ไม่เน้นขายแผ่น หันมาเน้นการขายโชว์แทน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการปรับตัวรับการมาถึงของยุคมิวสิคสตรีมมิ่งอย่างเต็มรูปแบบ

ทำความรู้จักกับมิวสิคสตรีมมิ่ง

มิวสิคสตรีมมิ่ง (Music Streming) หรือการสตรีมมิ่งเพลง ก็คือการให้บริการเพลงในรูปแบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต แบบไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผู้ให้บริการก็จะมีการเก็บค่าบริการรายเดือน หรือบางเจ้าก็มีการให้บริการฟรี แต่มีข้อจำกัดเรื่องเพลงที่ฟังได้ การสตรีมมิ่งนี้ จะไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการเก็บ หรือครอบครองไฟล์เพลงไว้ได้ตลอด เหมือนการซื้อเพลง เพราะเมื่อหยุดใช้บริการ ก็จะไม่สามารถฟังเพลงที่เคยโหลดเพื่อฟังแบบออฟไลน์ไว้ในลิสต์ได้อีก และไม่อนุญาตให้นำไฟล์ไปแจกจ่ายได้ จึงเป็นการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของศิลปินได้เป็นอย่างดี

ผลประโยชน์ที่ลงตัว?

สำหรับคนฟังเพลงแล้วนั้น มิวสิคสตรีมมิ่งเป็นบริการที่มีข้อดีมากมาย ในค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ เพราะสามารถเลือกฟังเพลงได้อย่างไม่จำกัด ราคาไม่แพงเหมือนการซื้อขาด สามารถอัพเดตเพลงใหม่ได้เรื่อย ๆ แถมบริการสตรีมมิ่งเพลงส่วนใหญ่ยังมีการจัดหมวดหมู่เพลงให้เราเลือกตามความชอบ และความสนใจอีกด้วย แต่ก็ยังคงมีคำถามว่า การให้บริการสตรีมมิ่งเพลงนั้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเพลงจริงหรือไม่ เพราะในมุมของศิลปิน และผู้จัดจำหน่ายแล้ว การสตรีมมิ่งให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการจำหน่ายในรูปแบบอื่น ๆ และส่งผลให้ยอดจำหน่ายซีดี ซึ่งได้ราคาดีกว่าลดลง แต่ถึงอย่างนั้น การให้บริการออนไลน์ ก็สามารถช่วยกระจายเพลง ให้มีผู้ฟังมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีทางการตลาดในระยะยาวได้

การปรับตัว สำหรับยุคสตรีมมิ่ง

สำหรับผู้ที่เป็นแฟนเพลงอย่างเหนียวแน่นแล้ว การอุดหนุนศิลปินโดยการซื้อแผ่นซีดี ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถ ดังนั้นศิลปินในยุคนี้ การขายโชว์เพื่อเพิ่มความนิยมจึงสำคัญมาก ศิลปินและแฟนคลับจึงต้องสร้างความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น เพราะเมื่อศิลปินไม่สามารถทำยอดขายเพลงได้ตามเป้า นั่นหมายถึงว่าแฟนเพลงอาจไม่ได้ฟังผลงานใหม่ ๆ อีก แฟนเพลงจึงเป็นแรงกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการเพลงให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ในยุคที่มิวสิคสตรีมมิ่งกำลังฮิตติดลมบน

 

เหตุผลดี ๆ ชวนมาหัดเล่นดนตรีกันเถอะ

สำหรับผู้ที่มีดนตรีในหัวใจแล้ว ทักษะจะมากจะน้อย ก็สามารถฝึกฝนการเล่นดนตรีได้ทั้งนั้น เพราะการเล่นดนตรีอะไรซักอย่างให้เป็นแล้ว จะเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวไป นอกจากนี้ในขณะที่เราเรียนดนตรี เสียงเพลงก็จะช่วยกระตุ้นสมอง ให้เกิดความตื่นตัว มีสมาธิ อาจส่งผลดีทางอ้อมกับการเรียนหรือการทำงานอีกด้วย แต่หากใครที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าเล่นดนตรีเป็นแล้วจะดีกับชีวิตยังไง อยากให้ลองมาอ่านข้อดีของการหัดเล่นดนตรี ดังนี้จ้า

หัดเล่นดนตรี เพิ่มสิ่งดี ๆ ในชีวิต

  • เป็นการฝึกทักษะ สร้างสมดุลให้แก่สมอง เพราะสมองส่วนตรรกะของเรานั้น คือสมองซีกซ้าย ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ศิลปินอาชีพ ก็จะใช้ในการเรียน หรือการทำงานอยู่เสมอทุกวัน การหัดเล่นดนตรีจะทำให้เราได้ใช้สมองซีกขวา หรือด้านศิลปะมากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลการทำงานของสมอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองได้
  • เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้ใช้สมองซีกขวามากขึ้นแล้ว การคิดสร้างสรรค์ก็จะตามมา เกิดความคิดในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ซึ่งในยุคนี้แล้ว การคิดแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
  • ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้มากขึ้น เพราะดนตรีก็คือวัฒนธรรมของคนทั่วโลก สร้างความคิดเชิงบวกได้มาก และถือเป็นภาษาสากลในการสื่อสารอารมณ์ ในการหัดเล่นดนตรี ก็จะได้มีการฝึกทำความเข้าใจอารมณ์เพลง ซึ่งตรงนี้แหละที่จะทำให้เรามีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้น
  • สามารถทำงานแบบทีมเวิร์คได้ดีขึ้น เมื่อเราหัดเล่นดนตรีเองได้ระยะหนึ่งแล้ว การร่วมเล่นเป็นวงกับเพื่อนฝูง นอกจากจะเพิ่มความสนุกสนานให้ชีวิตแล้ว ยังเป็นการฝึกทักษะของการทำงานเป็นทีม เพราะในการเล่นเป็นวง เราต้องคอยฟังคนอื่นอยู่เสมอ เพื่อให้ผลออกมาเป็นเสียงดนตรีที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งในส่วนนี้ก็สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี

อยากเล่นดนตรี ทำไงดี?

สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์เลย ก็คงต้องลองเดินเข้าไปในโรงเรียนดนตรีซักแห่ง เพื่อดูว่าเปิดสอนอะไร ตรงกับที่เราอยากเรียนหรือไม่ หรือจะลองซื้อเครื่องดนตรีมาหัดเล่นเองก็ย่อมทำได้ เพราะในยุคที่มีอินเตอร์เน็ต การฝึกเล่นดนตรีแบบออนไลน์นั้นทำได้ไม่ยากเลย แถมอาจจะสะดวกกับชีวิตมากกว่าการเดินทางไปเรียน แต่ไม่ว่าจะเรียนแบบไหน ก็ต้องอาศัยความขยันหมั่นฝึกฝน และไม่ท้อถอย เล่นได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็อย่างเพิ่งถอดใจ เพราะถ้าวันไหนที่เล่นเป็นแล้วก็จะทำให้เราเกิดความภาคภูมิในตัวเอง และสามารถสนุกกับกิจกรรมยามว่างใหม่ ได้อย่างไม่จำกัด

เบื่อ เศร้า เหงา เซ็ง ให้เสียงเพลงเป็นเพื่อน

เคยรู้สึกไหมว่า ในขณะที่เราเกิดความรู้สึกอะไรในทางลบขึ้นมา การได้ฟังเพลงจะช่วยให้ความรู้สึกนั้นบรรเทาลงได้ บางเพลงก็อาจมีเนื้อหาช่วยปลอบใจ หรือทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ นั่นเป็นเพราะว่าเพลง ก็คือการสื่อสารอารมณ์ถึงคนฟัง เราจึงสามารถรับรู้และรู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก การใช้เสียงเพลงเพื่อคลายความเศร้านั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะฟังเพลงแบบไหน แนวไหน เนื้อหาแบบไหนก็สามารถช่วยคลายความเศร้า เหงา เซ็ง ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมักจะฟังเพลงเป็นประจำ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ในชีวิต

เพลงตอบสนองอารมณ์

หลายคนคงเคยได้ยิน หรือาจเคยประสบพบเจอกับตัวเองว่า เมื่อเรารู้สึกเศร้า แทนที่จะอยากฟังเพลงที่สดใด ๆ แต่กลับยังอยากฟังเพลงเศร้าอยู่ เช่น คนอกหัก ก็อยากฟังเพลงอกหัก เรื่องนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นการตอกย้ำให้เศร้าเข้าไปอีก แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะหาย แต่อันที่จริง การฟังเพลงเศร้าในช่วงที่เศร้าก็มีประโยชน์ นั่นคือ เมื่อเพลงเป็นการสื่อสารอารมณ์ ในขณะที่เราเศร้าแล้วรู้สึกว่าทั้งโลกไม่เข้าใจนั้น เพลงหนึ่งเพลงที่สามารถแทนอารมณ์เราได้ หรือเขียนขึ้นมาราวกับว่ามาจากชีวิตเรา ก็จะให้ความรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีเสียงเพลงนี่แหละที่เข้าใจความเศร้า และอยู่เป็นเพื่อนเรายามที่รู้สึกว่าไม่มีใคร ทั้งที่จริง ๆ ก็มีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด และยังช่วยปลดปล่อยความเศร้าที่ยังคงคั่งค้างอยู่ในใจให้ระบายออกมาได้มากกว่าการฝืนฟังเพลงที่มองโลกในแง่ดี

เพลงช่วยเปลี่ยนความคิด

เมื่อผ่านช่วงระบายความเศร้าไป สมองพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้างแล้ว ช่วงนี้เราจะเริ่มคุยกับคนอื่นได้มากขึ้น และเมื่อได้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาให้ข้อคิด แบบเข้าใจชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนมุมมองความคิด ย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้ความเป็นเหตุเป็นผลจะเริ่มทำงานมากกว่าอารมณ์ ความต้องการการตอบสนองทางอารมณ์จากเพลงเศร้าจึงลดลง กลายเป็นระยะที่เสียงเพลงจะสามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกได้ง่ายขึ้น

เพลงสร้างความครื้นเครง

เมื่อได้ผ่านช่วงทำความเข้าใจชีวิตไปแล้ว สภาพจิตใจกลับมาหายดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ว่าจะฟังเพลงเศร้าซักกี่เพลงก็ไม่หวั่นไหว สามารถฟังเพลงสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเพลงที่ฟังหากมีความไพเราะ และมีเนื้อหาทางบวกที่ดี ก็จะช่วยให้เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้ของเรานี้ช่างโชคดี ไม่เกิดอาการโทษตัวเองเหมือนช่วงที่เศร้าอีกต่อไป การจะก้าวข้ามผ่านความเศร้าเสียใจในแต่ละครั้งนั้น นอกจากให้เวลาช่วยเยียวยาแล้ว เสียงเพลงก็มีส่วนช่วยรักษาจิตใจของเราได้ไม่แพ้กัน

เสียงดนตรี กับการเยียวยาจิตใจและร่างกาย

ทุกวันนี้ ในการดำเนินชีวิต หลายคนต้องเผชิญกับความเครียดสะสม จากภาระความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และการดูแลครอบครัว จึงต้องหาวิธีผ่อนคลายสมองและจิตใจกันบ้าง ซึ่งการฟังเพลงก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยจัดการความเครียด พักผ่อนสมอง ได้รับความเพลิดเพลิน แต่นอกจากความบันเทิงที่จะได้รับแล้ว เสียงเพลงก็ยังมีผลดีต่อสมองและจิตใจมากกว่าที่คาดคิด หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ดนตรีบำบัด” หรือ Music therapy มาบ้างแล้ว ดนตรีบำบัดนั้น เป็นการใช้กิจกรรมทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง แต่งเพลง เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ อารมณ์ และสติของผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่การใช้ดนตรีบำบัดจะใช้ในโรงพยาบาล สถานบำบัด ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายและจิตใจ โดยจะช่วยลดความกังวล สร้างแรงจูงใจ ผ่อนคลายอารมณ์ และช่วยให้เกิดสมาธิได้

ดนตรีบำบัด กับภาวะทางจิต

สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยด้วยภาวะทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันนั้น การฟังดนตรีจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ตอบสนองต่อเสียงเพลง ทำให้ผู้ป่วยจัดการกับภาวะทางจิตใจได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามมา ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการทางจิต แต่มีความเครียด และกังวลจากอาการป่วยที่ตัวเองกำลังเผชิญ รวมถึงวิตกไปถึงการเข้ารับการรักษา เช่น ต้องเข้ารับการผ่าตัด การฟังดนตรี ก็จะช่วยทำให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเครียด และความวิตกกังวลของผู้ป่วยลงได้

ดนตรีบำบัด กับภาวะทางสมอง

ปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าดนตรีอาจมีผลดีต่อสมอง โดยในผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะสมองเสื่อม ดนตรีบำบัดอาจช่วยลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลงได้ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน ทำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ส่วนในเด็กที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการ เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น เรียนรู้ช้า การใช้ดนตรีจะช่วยกระตุ้นทักษะการสื่อสารของเด็ก ทั้งการพูด การแสดงออกทางกาย รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้

ความเชื่อ กับความจริง

ในความพยายามหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการใช้ดนตรีบำบัดในการบรรเทาอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางจิตใจ ผลการทดลองจากหลาย ๆ แห่งที่ออกมายังคงมีความขัดแย้งกัน และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนว่าดนตรีบำบัดมีประโยชน์ต่อการรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ถึงกระนั้น ดนตรีบำบัดก็ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถช่วยส่งเสริมการรักษาเยียวยาของผู้ป่วยได้ และยังคงได้รับความสนใจนำมาศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเสมอ ซึ่งในอนาคต หากมีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ก็อาจมีงานวิจัยที่สามารถยืนยันประสิทธิผลของดนตรีบำบัดได้อย่างชัดเจน และการใช้ดนตรีบำบัดก็อาจมีการนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น

คาราโอเกะฮาเฮ และความเป็นเอเชียกับการผ่อนคลายผ่านเสียงเพลง

ในเมืองไทย การร้องคาราโอเกะเป็นที่นิยมมานานหลายปี จะเห็นได้ว่าตามห้างสรรพสินค้าจะมีตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญ หรือบางแห่งก็มีร้านที่ให้บริการคาราโอเกะแบบรายชั่วโมง แม้แต่โปรแกรมร้องคาราโอเกะ ก็ยังมีให้โหลดไปใช้ร้องหัดเพลงที่บ้านได้ หลายคนอาจสงสัยว่าวัฒนธรรมคาราโอเกะนี้มีที่มาจากไหน และมีแต่วัยรุ่นไทยหรือเปล่าที่ชอบร้องคาราโอเกะ ประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อเมริกา หรือยุโรป เค้าอินกับคาราโอเกะเหมือนบ้านเราหรือไม่ บทความนี้จะพาไปสำรวจความนิยมคาราโอเกะในภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลก

ที่มาของการร้องคาราโอเกะ

ไม่ต้องบอกก็คงพอเดากันได้จากภาษาว่า คาราโอเกะ น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นการผสมของคำว่า “คาระ” ที่แปลว่า ว่างเปล่า กับ “โอเกะ” ที่ย่อมาจาก โอเกะซุโตระ ที่แปลว่า วงออร์เคสตร้า อุตสาหกรรมคาราโอเกะในญี่ปุ่น เริ่มต้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 จากนั้นจึงแพร่หลายไปยังประเทศอื่นในเอเชีย และทั่วโลก เหตุที่คาราโอเกะเป็นที่นิยม นอกจากความชื่นชอบในเสียงดนตรีแล้ว การได้ใช้เวลาเพื่อสนุกเฮฮากับเพื่อนฝูงอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องอายว่าจะร้องเพลงเพราะหรือไม่เพราะ และเป็นการที่จะได้ร้องรำทำเพลงไปด้วยกันโดยไม่ต้องเสียค่าบัตรไปดูคอนเสิร์ตแพง ๆ แถมยังมีความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

คนเอเชีย กับคาราโอเกะ

ด้วยความที่วัฒนธรรมคล้ายกัน คาราโอเกะจึงเป็นที่นิยมทั่วเอเชียได้ไม่ยาก ในเมืองไทยเอง ยุคที่คาราโอเกะเข้ามาใหม่ ๆ ก็จะเห็นร้านที่ให้บริการคาราโอเกะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด โปรแกรมร้องคาราโอเกะที่บ้านกลายเป็นที่เสาะแสวงหา จนถึงปัจจุบันแม้จะไม่ได้มีกระแสมาก แต่ความนิยมในคาราโอเกะก็ยังคงอยู่ ส่วนชาติอื่น ๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม และที่ไกลออกไปหน่อย อย่างเกาหลี หรือจีน ก็ล้วนมีความนิยมในการร้องคาราโอเกะเช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่าวัฒนธรรมในเรื่องของการแฮงค์เอาท์กับเพื่อนฝูงนั้นคล้ายกัน นั่นคือเน้นความเฮฮา บ้าบอ ไม่เน้นสาระ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้เป็นอย่างดี

ชาวตะวันตก กับคาราโอเกะ

ในประเทศแถบยุโรป และอเมริกา แม้ว่าคาราโอเกะจะถูกเผยแพร่ไปถึง แต่ความนิยมก็ไม่ได้ล้นหลามเหมือนกับประเทศในเอเชีย จากประสบการณ์ตรงของหลายคน จะพบว่าร้านที่ให้บริการคาราโอเกะนั้นแทบจะไม่มีเลย นั่นเป็นเพราะว่าวัฒนธรรมการแฮงค์เอาท์กับเพื่อนฝูงของชาวตะวันตกนั้นแตกต่างออกไป หากไปผับ ก็เน้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับแดนซ์กระจายไปเลย หรือหากเป็นงานปาร์ตี้ที่จัดกันเองก็จะเน้นกินดื่ม พูดคุย เปิดเพลงวนไป ซึ่งการได้พูดคุยกันนั่นแหละ ที่จะถือว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ส่วนใครอยากร้องเพลงก็ไปหาห้องซ้อมดนตรี หรือซ้อมร้องเพลงเองแบบจริงจังไปเลยดีกว่า

หากใครอยากลองเผยแพร่วัฒนธรรมเอเชียอย่างเรา หากมีเพื่อนชาวยุโรป หรืออเมริกา ลองชวนมาคาราโอเกะด้วยกันซักครั้ง อาจจะติดใจก็เป็นได้

ทำไม เมื่อฟังเพลงนั้นทีไร ภาพความทรงจำก็ไหลกลับมา?

เพลงบางเพลง เมื่อฟังแล้วจะทำให้เราย้อนเวลาไปนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ โดยที่ก่อนหน้าที่จะได้ยินเพลงก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้มาก่อนแต่อย่างใด ราวกับว่าเพลง ๆ นั้นเป็นกุญแจเปิดกล่องความทรงจำที่เราอุตส่าห์ปิดล็อกเก็บไว้อย่างดี เพราะฉะนั้น เพลงกับความทรงจำของคนเราจึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแน่นอน

เพลง และ การจดจำ

ขณะที่เราฟังเพลง เสียงเพลงจะกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดีขึ้น การจดจำจึงดีขึ้น ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เราฟังเพลงนั้น เราก็จะสามารถจดจำภาพเหล่านั้น ความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน ยิ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ดี ๆ ที่ทำให้เรามีความสุขมาก ๆ สารเคมีในสมอง เช่น เอนดอร์ฟิน หลั่งออกมามาก ก็จะยิ่งเป็นการย้ำให้ความทรงจำนั้น ๆ ฝังลึกมากยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมเวลาใครซักคนเลิกกับแฟนแล้ว ยังคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยมีร่วมกัน แม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นมานานแล้วก็ตาม ยิ่งเมื่อได้ฟังเพลงที่เคยฟังด้วยกัน น้ำตามันก็พาลจะไหลออกมาให้ได้สิน่า

การทดลองด้านจิตวิทยา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ได้มีผู้ทำการทดลองเกี่ยวกับเรื่องเพลงและความทรงจำนี้ไว้ โดยในปี 1992 ที่ Pensylvania State University ได้มีการทดลองตั้งโจทย์คำถามให้นักศึกษา จำนวน 73 คน ซึ่งโจทย์ก็คือ “มีเพลงไหนรึเปล่าที่ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตของตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งได้ชัดเจน?’ ผลการสำรวจพบว่ามีเพียง 3 คนเท่านั้น ที่นึกเพลงไม่ออกเลย ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนมีเพลงในความทรงจำทั้งหมด โดยมีถึง 64% ที่จะหวนนึกถึงความรักความสัมพันธ์ในอดีตและปัจจุบัน ทั้งกับคนรักและเพื่อนสนิท ที่เหลือก็จะเป็นเหตุการณ์อื่น ๆ อย่างเช่น การท่องเที่ยว ความทรงจำวัยเด็ก ภาพยนตร์ หรือคอนเสิร์ต ซึ่งเหตุการณ์ที่มีการย้อนนึกถึง ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ทั้งสิ้น

อันที่จริง มีนักวิจัยที่อธิบายว่าสมองส่วนที่ตอบสนองต่อเสียงเพลง วิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ด้านภาษา หลายคนเชื่อว่าเสียงเพลงและดนตรีที่เกิดขึ้นมีเพื่อช่วยดึงข้อมูลบางอย่างออกจากความทรงจำ เช่นในวรรณกรรมสำคัญอย่างมหากาพย์โอดิสซี และอีเลียต ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านบทกวีที่มีสัมผัสสระและอักษร ประกอบจังหวะและทำนอง เพื่อให้การถ่ายทอดแม่นยำ

เพลงช่วยฟื้นฟูความทรงจำ

เมื่อมีการค้นพบเพลงช่วยเก็บความทรงจำของเราไว้ได้ จึงมีผู้ที่นำคุณสมบัตินี้มาใช้ประโยชน์ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่มีอาการหลงลืม ซึ่งการเปิดเพลงให้ผู้ป่วยฟังบ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองได้เป็นอย่างดี อย่างน้อย ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ในอดีตได้ แต่เริ่มจดจำเนื้อร้องและทำนองเพลงได้ ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเสียงเพลงนั้นประกอบด้วยจังหวะ เนื้อร้องมีการสัมผัสอักษร และทำนองไพเราะ จึงกระตุ้นให้สมองส่วนที่เรียบเรียงความทรงจำ นั่นคือฮิปโปแคมปัสทำงานได้ดีขึ้น

ดังนั้นเสียงเพลง จึงช่วยฟื้นฟูความทรงจำได้เป็นอย่างดี เมื่อรู้อย่างนี้ อยากสมองดี นอกจากกินปลาแล้ว ก็คงต้องฟังเพลงบ่อย ๆ ด้วยแล้วล่ะ

เลือกเพลงรักโดนใจ เติมความหวานให้งานแต่งงาน

สำหรับคู่รักทุกคู่แล้ว วันแต่งงานนับเป็นวันสำคัญมาก ๆ วันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่ประกาศว่าทั้งคู่จะได้เริ่มต้นใช้ชีวิต และสร้างครอบครัวด้วยกันอย่างเป็นทางการ ดังนั้น การจัดงานแต่งงานจึงเป็นเรื่องที่คู่บ่าวสาวเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เพื่อให้งานในวันพิเศษนี้มีความสมบูรณ์แบบ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในงานแต่งงานทุกงานก็คือเสียงเพลง ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศให้อบอวลไปด้วยความรักความอบอุ่น

จ้างวงดนตรี หรือเปิดเพลง?

ปัจจุบัน การจ้างนักร้องนักดนตรีมืออาชีพมาเล่นในงานแต่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะให้อารมณ์ของการฟังดนตรีสด และวงดนตรีที่เล่นงานแต่งเป็นประจำส่วนใหญ่ก็จะมีลิสต์เพลงเพราะ ๆ ที่เหมาะสำหรับงานแต่งงานอยู่แล้ว ก็อาจจะวางใจให้นักดนตรีจัดเพลงให้เลย แต่ถ้าหากว่าคู่บ่าวสาวอยากได้เพลงอะไรเป็นพิเศษก็สามารถเพิ่มลงไปในลิสต์ได้ หรือถ้าหากอยากประหยัดงบโดยการไม่จ้างวงดนตรี การเปิดเพลงก็เป็นทางเลือกที่แน่นอนดี ว่าจะได้เพลงถูกใจแน่นอน ซึ่งงานนี้คู่บ่าวสาวอาจจะจัดลิสต์เพลงเอง หรือวานเพื่อน ๆ ช่วยเปิดให้ก็ย่อมทำได้

เพราะ ๆ ซึ้ง ๆ ในช่วงพิธีการ

งานแต่งงานในช่วงงานเลี้ยงเย็น มักจะมีแพทเทิร์นคล้าย ๆ กันในช่วงของพิธีการ นั่นคือจะประกอบด้วย ช่วงก่อนเริ่มงาน คือช่วงที่รอแขกเข้างาน ช่วงนี้ก็จะนิยมใช้เพลงเพราะ ๆ ความหมายดี ๆ จังหวะพอโยกได้ เพื่อสร้างบรรยากาศ จากนั้นเมื่อเริ่มพิธีการ เมื่อพิธีกรเริ่มกล่าวทักทายแขก และอาหารเริ่มเสิร์ฟแล้ว ก็จะประกอบด้วยช่วงต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้

  • ช่วงเปิดตัวบ่าวสาว – ถือเป็นช่วงไฮไลท์เลยก็ว่าได้ เพลงที่เปิดประกอบจึงมักจะเป็นเพลงที่หวานที่สุดเท่าที่จะหวานได้ เช่น A Thousand Years หรือ Lover’s Concerto หรืออาจเป็นเพลงบรรเลงอย่าง Canon in D หรือบางที เจ้าบ่าวเจ้าสาวอาจจับไมค์ร้องเพลงกันเองก็ได้เหมือนกัน ถ้ามั่นใจว่าเอาอยู่
  • ช่วงตัดเค้ก/รินไวน์/ลอดซุ้มกระบี่ – ในช่วงนี้ก็มักจะใช้เพลงช้าที่ความหมายดี ๆ อย่างเพลง All of me หรือถ้าเพลงไทยยอดนิยมสำหรับงานแต่งงาน ก็คือเพลง “รัก” ที่ขับร้องโดย ปุ๊ อัญชลี
  • ช่วงโยนดอกไม้ – ช่วงนี้เป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้สาวโสด ได้ออกมาเสี่ยงดวงกัน เพลงจังหวะคึกคัก สนุก ๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความโสด ก็จะช่วยสร้างสีสันให้กับงานได้ เช่น เอิ้ว ของ Lipta หรือเพลงฮิตล่าสุดอย่างคุกกี้เสี่ยงทาย ก็ใช้ได้เหมือนกัน

ปิดท้ายด้วยความมันในช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้

เมื่อถึงช่วงนี้ โทนของงานจะเปลี่ยนไป ถือเป็นช่วงที่สนุกสนานที่สุดในงาน เปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ของเจ้าบ่าวเจ้าสาวได้สังสรรค์เฮฮากันอย่างเต็มที่ ช่วงนี้จะเป็นช่วงอิสระ เลือกเพลงไหนก็ได้ไม่ต้องแคร์ความหมาย ไม่ต้องคุมโทน จะเพลงร็อค หรือลูกทุ่ง ถ้าเต้นได้ก็ใช่หมด และหากจ้างวงดนตรี ช่วงนี้อาจมีการขึ้นมาร้องแจมของบรรดาเพื่อน ๆ หรือถ้าหากไม่ได้จ้างนักดนตรี ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงคาราโอเกะที่ทุกคนรอคอย เพื่อที่จะได้ปล่อยของ โชว์ความเทพในการร้องเพลง

ไม่ว่าจะจัดงานที่ไหน ธีมงานแบบใด เสียงเพลงก็ช่วยสร้างบรรยากาศ และความสนุกสนานได้เสมอ

ทำไมบางคนถึงร้องเพลงเพราะ แต่บางคนเสียงเพี้ยน?

ในชีวิตนี้คงไม่มีใครไม่เคยฟังเพลง เพราะเราต่างมีเพลงโปรดที่ฟังอยู่บ่อย ๆ มีคลื่นวิทยุที่เปิดทุกวัน หรือเพลย์ลิสต์ส่วนตัวที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ แต่กลับไม่ใช่ทุกคนที่จะร้องเพลงได้ตรงกับโน้ตดนตรี ดังนั้นการร้องเพลงให้เพราะจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝน เพราะนอกจากจะต้องร้องให้ตรงคีย์แล้ว ยังต้องมีเทคนิคการออกเสียงเพื่อให้เสียงที่เปล่งออกมามีความไพเราะ มีพลัง และมีช่วงเสียงที่กว้างพอที่จะร้องเพลงยาก ๆ ได้ นอกจากเรื่องของพรสวรรค์แล้ว ยังต้องมีเรื่องของการฝึกฝน แต่ทำไมบางคนถึงฝึกฝนยังไง ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเสียงเพี้ยนให้เป็นเสียงที่เพราะได้ หรือถ้าเปลี่ยนได้ก็ยากเย็นเหลือเกิน ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ๆ เรื่องนี้มีคำอธิบาย

เสียงเพี้ยนนี้ท่านได้แต่ใดมา?

ว่ากันว่า หากมีคนร้องเพลงเพี้ยนให้ฟังบ่อย ๆ เมื่อตอนเป็นทารก เด็กคนนั้นก็ร้องเพลงเสียงเพี้ยนไป นั่นเป็นเพราะว่าเด็กเรียนรู้จากการฟัง และจดจำเอาว่าเสียงนั้นคือเสียงที่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้การออกเสียงแบบนั้นฝังติดเป็นความทรงจำระยะยาวได้ ทำให้การแก้ไขให้กลับมาร้องตรงคีย์นั้นทำได้ยากทีเดียว ปัญหาหลัก ๆ ของการร้องเพลงจึงเกิดจากการรับรู้เสียงที่ได้ยิน และการเปล่งเสียงให้ตรงกับที่ได้ยิน เพราะความสามารถในการเปล่งเสียงของคนเราไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเส้นเสียง และสรีระของกะโหลก ซึ่งจะมีช่องและโพรงต่าง ๆ ช่วยสะท้อนเสียงให้มีความกังวาน และยังขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เสียงของแต่ละคนด้วย

สาเหตุของการร้องเพลงเพี้ยน

  • ความบกพร่องของหู – คือการที่หูได้รับเสียง แต่ประมวลผลออกมาไม่ตรงกับที่ได้ยิน ซึ่งปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ แก้ไขได้ยาก ส่วนความบกพร่องเล็ก ๆ ที่มักเกิดกับคนทั่วไปก็คือการแยกแยะระดับเสียง หรือ pitch ที่ใกล้เคียงกันมาก ๆ ไม่ได้
  • ความบกพร่องของเส้นเสียง – มีปัญหาที่เส้นเสียง ทำให้ไม่สามารถบังคับควบคุมเสียงที่ออกมาให้ตรงตามที่ต้องการได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนมาก ๆ จึงจะแก้ไขปัญหานี้ได้
  • ขาดเทคนิคการร้องที่ดี – เช่น ลมไม่พอ แรงไม่ถึง ทำให้เกิดอาการเพี้ยนสูง หรือเมื่อร้องเสียงสูงแล้วเพี้ยน ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแค่เรียนรู้เทคนิคการร้อง ฝึกร้อง ออกกำลังกาย บริหารปอด ฝึกควบคุมลมหายใจ

อยากร้องเพลงเพราะต้องทำยังไง

องค์ประกอบสำคัญของการร้องเพลงให้เพราะ ก็คือเสียง หากสามารถแก้ไขความบกพร่องของหูและเส้นเสียงได้แล้ว หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและพยายาม โดยอาจไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติม หรืออาจฝึกฝนด้วยตัวเอง เพื่อให้การเปล่งเสียงร้องมีพลัง มีความดังสม่ำเสมอ และสามารถควบคุมระดับเสียงได้ดี องค์ประกอบอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน คือร่างกาย ซึ่งในการร้องเพลงจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการออกเสียงและหายใจ และใช้พลังที่มีอยู่ในร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้เพียงพอ และ การพักผ่อนให้เพียงพอจึงมีส่วนช่วยให้การร้องเพลงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพราะดนตรีนั้นคือชีวิต และกำลังใจ

ดนตรี มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์เรามานานมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ล้วนแล้วแต่มีดนตรีในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ตั้งแต่ออกจากท้องแม่มา ชีวิตของเราก็มีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่เพลงกล่อมเด็กที่แม่ร้องให้ฟัง เพลงที่ชอบฟังตอนวัยรุ่น ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็มีการใช้ดนตรีในพิธีกรรมทางศาสนา ต้นกำเนิดของดนตรีนั้น ได้มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดมาจากความหวาดกลัวปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ยุคก่อน ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ และมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า จึงได้มีการใช้การเต้น การร้อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับเทพเจ้า เพื่อบวงสรวง ขอพร หรือเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของเทพเจ้าที่ดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

ดนตรีคือภาษาสากลของมนุษยชาติ

เพราะดนตรี เป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส ด้วยการถ่ายทอดอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ผ่านท่วงทำนองเพลงที่มีความไพเราะ แม้จะเป็นคนละภาษา ไม่สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคำ แต่ก็สามารถสื่อสารอารมณ์ให้ผู้ที่ฟังดนตรีเข้าใจได้อย่างชัดเจน หรือแม้แต่ดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้อง ก็ยังสามารถสื่อสารความหมายในบทเพลงถึงคนฟังได้

รูปแบบของดนตรีในยุคสมัยต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านตามวัฒนธรรม ความเชื่อ มีการคิดค้นเครื่องดนตรีใหม่ ๆ และผ่านการฉีกกฎและรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ มามากมายนับไม่ถ้วน ทำให้เกิดแนวเพลงต่าง ๆ มากมาย ที่รู้จักกันทั่วไป ก็ได้แก่ เพลงคลาสสิค, โฟล์ค, แจ๊ซ, ร็อคแอนด์โรลล์, ป๊อบ, อาร์แอนด์บี, ฟังก์ ฯลฯ เรียกได้ว่า การพัฒนาของดนตรีในแต่ละยุคสมัยนั้น ไม่ได้เกิดจากการทำตามกฎเกณฑ์ใด ๆ หากแต่เกิดจากการแหวกขนบดั้งเดิม ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ แนวดนตรีใหม่ ๆ ขึ้นมาบนโลกนี้อยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟในยุคหนึ่ง มาจนถึงการเกิดขึ้นของเพลงอินดี้ในปัจจุบัน

ร้อยบทเพลง ร้อยเรื่องราวชีวิต

อย่างที่บอกว่า ดนตรีมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราตั้งแต่วันแรก จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต หากยังนึกความสำคัญของดนตรีไม่ออก ก็ลองจินตนาการดูเล่น ๆ ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีเสียงดนตรีจะเงียบเหงาแค่ไหน บางครั้งบางตอน เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของเรา ก็อาจบอกเล่าได้ด้วยเพลง ๆ หนึ่ง เพราะเพลงก็คือการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของคนแต่งเพลงถึงคนฟัง เมื่อพบเจออะไรมาคล้ายกัน หรือมีประสบการณ์ร่วม ก็จะมีความ “อิน” กับเพลง ๆ นั้นได้ไม่ยาก การเรียงร้อยเสียงดนตรีให้เป็นบทเพลง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ชักชวนให้คนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์ร่วมไปกับบทเพลงได้ไม่ยาก เหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา จึงมีเพลงเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลประจำปี งานวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานเลี้ยงแสดงความยินดีต่าง ๆ เพลงที่ใช้ในแต่ละงานก็จะแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นในชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจมีความเกี่ยวข้องกับเพลงหลายร้อยเพลง เมื่อดนตรีกับวิถีชีวิตคนเราไม่เคยแยกห่างจากกัน ดังนั้น วลีที่ว่า “ดนตรีนั้นคือชีวิต” ก็คงไม่ผิดนัก