ประโยชน์ 10 ประการของการฟังเพลง

คงไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่ชอบเสียงเพลง แต่ละคนฟังเพลงแตกต่างกันไปตามแต่สไตล์ของตัวเอง บางคนก็ชอบเพลงไทย เพลงสตริง เพลงลูกทุ่ง เพลงสากล เพลงบรรเลง เพลงคลาสสิก ทำไมเราถึงชอบฟังเพลง? ก็เพราะเสียงดนตรีหรือเสียงเพลงเป็นคลื่นที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก รวมไปถึงคลื่นสมองของเราด้วย ประโยชน์ของการฟังเพลงที่ทุกคนรู้สึกได้ก็คือความผ่อนคลาย การฟังเพลงจึงถือเป็นการพักผ่อนง่ายๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน เรียกว่าทำได้ทุกที่ทุกเวลาที่คุณอยากผ่อนคลายสบายใจ นอกจากความผ่อนคลายแล้ว คุณอาจยังไม่ทราบว่าการฟังเพลงยังมีประโยชน์อีกหลายประการด้วยกัน

ข้อแรกคือทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น มีงานวิจัยบอกไว้ว่าการได้ฟังเพลงที่คุณชอบแค่เพียง 15 นาที สมองจะหลั่งสารโดพามีน ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ความสุข ความสนุก ความตื่นเต้น มากขึ้น ข้อนี้คงพิสูจน์ได้ไม่ยากเลย เวลาได้ฟังเพลงที่คุณชอบจะรู้สึกได้ทันทีว่ารู้สึกมีความสุขขึ้น ข้อสองคือการฟังเพลงช่วยให้คุณทำงานได้นานขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น สังเกตเวลาฟังเพลงที่คุณชอบ หรือฟังเพลงเบาๆ ทำให้ทำงานได้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น ทำงานได้นานกว่าเดิม ทำงานได้ดีขึ้นเพราะจิตใจผ่อนคลายสบายใจ เนื่องจากเพลงมีผลต่อจิตใจอย่างชัดเจน มีงานวิจัยอีกเช่นกันว่าได้ทดลองให้นักวิ่งเสียบหูฟังเพลงจังหวะเร็ว ผลปรากฎว่า 800 เมตรแรกเขาจะวิ่งได้เร็วกว่านักวิ่งที่ฟังเพลงสบายๆ ข้อที่สาม การฟังเพลงช่วยลดความเครียดและทำให้สุขภาพดีขึ้น การฟังเพลงที่คุณชอบจะช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ซิโทน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เป็นต้นเหตุสำคัญ 60 เปอร์เซ็นต์ที่ทำให้รู้สึกเครียดและทำให้ร่างกายเจ็บป่วย ดังนั้นการฟังเพลงเป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ช่วยลดความเครียดและทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นได้อย่างเห็นผล ข้อที่สี่ การฟังเพลงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น โลกนี้มีคนเป็นโรคนอนไม่หลับจำนวนหลายล้านคน คนอเมริกันเป็นโรคนอนไม่หลับถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ มีผลการศึกษาเรื่องผลของการฟังเพลงบอกว่า การฟังเพลงบรรเลงเบาๆ สบายๆ อย่างเพลงคลาสิกของ Mozart และงานเพลงของ Bach ประมาณ 45 นาทีจะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ส่วนเพลงบรรเลงของคนไทยนั้นแนะนำให้ฟังแนว Green Music ของคุณจำรัส เศวตาภรณ์ ซึ่งเป็นแนวเพลงรีแลกซ์ คลื่นเสียงอยู่ในระดับกลางๆ มีผลต่อการพักผ่อนสมองได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของการฟังเพลงข้อที่ห้าคือ ช่วยลดความซึมเศร้า เวลามีความทุกข์รู้สึกจมอยู่ในความโศกเศร้า การได้ฟังเพลงเพราะๆ ดีๆ สักเพลงช่วยบำบัดความทุกข์และช่วยผ่อนคลายรู้สึกสบายใจได้ มีการคาดการณ์ว่ามีคนซึมเศร้ากว่า 350 ล้านคนทั่วโลก การได้ฟังเพลงแนวรีแลกซ์หรือเพลงเบาๆ ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ได้ ขอย้ำว่าต้องเป็นเพลงเบาๆ สบายๆ เท่านั้น พวกเพลงแนวเฮฟวี่เมทัลหรือเพลงร็อกให้ผลการบำบัดน้อยมากหรือแทบช่วยไม่ได้เลย มาถึงประโยชน์ข้อที่หกของการฟังเพลงคือ ช่วยทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ เคยได้ยินแต่ยิ่งฟังเพลงก็ยิ่งทำให้เจริญอาหาร อันนี้คือความจริง แต่เราสามารถใช้เพลงช่วยทำให้รับประทานอาหารให้น้อยลงได้ด้วยการสร้างบรรยากาศเพิ่มเติมคือการเปิดไฟสลัวๆ และเปิดเพลงเบาๆ จะทำให้คนรับประทานอาหารได้น้อยลงกว่าเดิม มีผลงานวิจัยเรื่องนี้ยืนยันว่าทำได้จริง ขอย้ำว่าต้องเปิดไฟสลัวๆ ประกอบด้วยจึงจะได้ผล ประโยชน์ของการฟังเพลงข้อที่เจ็ดคือ เสียงเพลงมีผลต่อการขับรถ เวลารถติดหนึบนานๆ คนขับรถจะเริ่มอารมณ์ไม่ดี การฟังเพลงเบาๆ สบายๆ หรือเพลงสนุกๆ ที่คนขับรถชอบ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดี ช่วยลดความขุ่นมัวได้ดีมาก กรณีนี้รวมไปถึงการฟังเพลงโปรดระหว่างขับรถก็ช่วยให้คนขับรถอารมณ์ดีได้ด้วยเช่นกัน มีคนมาแซงมาปาดมาเบียด จากเดิมที่จะโมโหฉุนเฉียวอยากตะโกนด่า ก็จะลดความโมโหไปได้กว่าครึ่งหรืออาจไม่โมโหเลยก็ได้ เพราะจิตใจกำลังผ่อนคลายสบายใจจากเพลงที่ได้ฟัง มาถึงข้อแปดของประโยชน์ของการฟังเพลงก็คือช่วยให้เรียนได้ดีขึ้น ช่วยให้จดจำดีขึ้น งานวิจัยบอกว่านักดนตรีจะมีความสามารถด้านการจดจำได้ดีขึ้นหากได้เล่นเพลงที่ชอบมากกว่าเพลงที่ชอบน้อยกว่า ประโยชน์ของการฟังเพลงข้อที่เก้าคือช่วยในเรื่องการบำบัดเยียวยาคนป่วยได้ มีงานวิจัยรายงานว่าการให้คนไข้ฟังเพลงเบาๆ สบายๆ ก่อนที่จะเข้าห้องผ่าตัด ช่วยลดความกังวลใจของคนไข้ได้ดี และหลังจากการผ่าตัดขณะนอนพักรักษาตัวบนเตียง การให้ฟังเพลงสบายๆ ก็ช่วยผ่อนคลายทำให้คนไข้หลับสบายขึ้น ไอน้อยลง อาเจียนน้อยลง มาถึงข้อสิบคือช่วยลดความเจ็บปวดได้ การใช้ดนตรีบำบัดควบคู่กับการรักษาคนไข้ที่มีความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง มีผลให้คนไข้เจ็บปวดน้อยลงกว่าเดิม

จะเห็นได้ว่าการฟังเพลงมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายอย่างมาก จะฟังเพลงร็อค เพลงคลาสิก เพลงลูกทุ่ง สตริง เพลงไทย เพลงสากล ก็ฟังได้หมด ขอเพียงเลือกฟังเพลงที่คุณชอบ แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ

ทำไมเพลงเกาหลีถึงฮิตโดนใจ?

เคยสงสัยกันไหมว่าเพลงเกาหลีที่ฟังก็ฟังไม่ออก ไม่เข้าใจความหมายเลย ร้องก็ร้องยาก แต่ทำไมเพลงเกาหลีและนักร้องเกาหลีถึงฮิตติดตลาดเอเชียเหลือเกิน คงจำกันได้เมื่อไม่นานมานี้กับข่าวคราวที่นักร้องเกาหลีมาเยือนเมืองไทย ทำเอาห้างสรรพสินค้าที่ใช้เปิดตัวแทบแตก รถติดไปทั้งเมือง เด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวไทยกรี๊ดกันหนักมาก จนเราน่าจะมีการวิเคราะห์กันสักทีว่าทำไมนักร้องเกาหลีและเพลงเกาหลีถึงฮิตโดนใจวัยรุ่นนักหนา

มีผู้ให้ทัศนะเรื่องเพลงเกาหลีไปต่างๆนานา ติ่งเกาหลีผู้สันทัดกรณีสรุปเป็นประเด็นให้ชัดๆ ดังนี้ว่า นักร้องเกาหลีจะถูกสร้างขึ้นมาแตกต่างจากนักร้องฝรั่งและนักร้องชาติอื่นๆ โดยนักร้องเกาหลีจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “ไอดอล” ไม่ได้เน้นสร้างเพื่อเป็นนักร้องอย่างเดียว การสร้างไอดอลแตกต่างจากการสร้างนักร้องคือ ไอดอลจะต้องมีรูปร่างหน้าตามีเสน่ห์ดึงดูดใจ เพลงที่ร้องจะเป็นเพลงที่มีทำนองที่ติดหูง่าย ฟังแล้วชอบเลย ไม่จำเป็นต้องเน้นการแสดงความสามารถในการร้องเพลงมาก ที่สำคัญนักร้องเกาหลีจะเน้นท่าเต้นแบบพร้อมเพรียงกันทั้งวง ทำให้ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจวัยรุ่นมาก นักร้องเกาหลีจะเน้นการแสดงแนวดราม่าทั้งหมด เน้นขึ้นปกนิตยสาร ชอบไปออกตามรายการโทรทัศน์ เน้นออกรายการทอล์คโชว์ เกมโชว์ นักร้องเกาหลีจะชอบเป็นดีเจ เป็นพิธีกรรายการต่างๆ จากการวิเคราะห์ของติ่งเกาหลีพบว่า หากอยากให้นักร้องคนนั้นเป็นที่นิยมของผู้คน ผู้สร้างจะให้นักร้องออกรายการต่างๆ โดยเฉพาะรายการดนตรี ให้คนเห็นหน้าประมาณ 4 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์ และแต่ละสัปดาห์จะต้องไปออกงานนอกสถานที่ เช่น งานอีเวนท์ตามห้างสรรพสินค้า ร้องเพลงตามที่ต่างๆ และต้องจัดทัวร์คอนเสิร์ตทั่วเอเชีย จัดมีตติ้งนับพบแฟนคลับที่ประเทศต่างๆ โดยต้องร้องเพลงหรือจัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์กับแฟนคลับให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าออกอัลบั้มใหม่ต้องจัดการโปรโมททั่วเอเชีย ทั้งหมดนี้คงทำให้เห็นแล้วว่าการประชาสัมพันธ์นักร้องเกาหลีและเพลงเกาหลีแข็งแกร่งมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่า K-Pop จะเข้าไปแทรกซึมในตลาดเพลงทุกประเทศในทวีปเอเชีย และนับวันสาวก K-pop ก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
กว่านักร้องเกาหลีจะประสบความสำเร็จได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย ติ่งเกาหลียืนยันว่ากว่าจะได้มายืนบนเวทีต้องมีการคัดรูปร่างหน้าตามาก่อนอันดับแรก หลังจากนั้นนักร้องเกาหลีจะต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อเรียนรู้การเป็นนักร้องที่ดี ได้แก่ ฝึกการร้องเพลง ฝึกการเต้น ไม่ว่าเต้นแรพ เต้นทั่วไป เต้นท่าที่ถูกคิดขึ้นเพื่อใช้บนเวที ฝึกการแสดงเพื่อวันหนึ่งต้องไปเป็นนักแสดง ฝึกเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เนื่องจากต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตหลายประเทศ อย่างน้อยก็ต้องพูดภาษานั้นได้บ้างพอเรียกเสียงกรี๊ดได้ นักร้องเกาหลีส่วนใหญ่จะมีการทำศัลยกรรมเพื่อให้หน้าตาดูดียิ่งขึ้น การสร้างนักร้องที่ต้องเป็นไอดอล เปรียบเหมือนการสร้างพระเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมาอีกองค์หนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะผู้สร้างต้องการให้แฟนคลับเห็นไอดอลของเขาไม่ต่างอะไรจากพระเจ้า คงเห็นด้วยตาตัวเองกันแล้วว่าแฟนคลับรักและเทิดทูนนักร้องเกาหลีมากมายเพียงใด จากที่แชร์กันมา ถึงกับเห็นว่าแฟนคลับคนหนึ่งโพสต์โชว์ว่าเก็บทิชชูเช็ดเหงื่อศิลปินเกาหลีคนโปรดไว้ได้ และมีสาวกมาคอมเมนต์ชื่นชมกัน เป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่ง จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและการออกเดินสาย พร้อมด้วยต้องทำกิจกรรมตลอดเวลา ทำให้นักร้องเกาหลีแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ส่วนใหญ่ได้นอนวันละ 2-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง นักร้องไม่ใช่เครื่องจักรกล การต้องทำอะไรมากเกินไปก็ทำให้ทนไม่ไหวเช่นกัน ด้วยเหตุผลนี้บรรดาบอยแบนด์เกาหลีที่โด่งดัง จะเกาะกลุ่มกันได้ไม่นาน หลังทำกำไรกันได้มหาศาลก็ต้องมีอันเลิกราวงกันไป เพราะเหนื่อยจนทนไม่ไหวหรือไม่ก็มีปัญหาขัดแย้งกันเอง ติ่งเกาหลีขอสรุปเรื่องทำไมนักร้องเกาหลีถึงโดนใจแฟนเพลงนักหนาไว้สั้นๆ คือ 1. นักร้องเกาหลีเป็นมากกว่านักร้อง แต่เขาคือไอดอล เป็นเอนเทอร์เทนเนอร์ และเป็นเหมือนพระเจ้าที่แฟนเพลงรักและยกย่อง 2. บริษัทผู้สร้างนักร้องเกาหลีทำงานหนักมากๆ กว่าจะผลิตไอดอลเหล่านี้สู่ตลาดเสียงเพลง และ 3.ข้อสุดท้าย นักร้องเกาหลีมีความเป็นมิตร ให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากกว่านักร้องชาติตะวันตก แฟนเพลงสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวได้ ต่างจากนักร้องชาติตะวันตกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งให้ความเป็นกันเองน้อยมาก จับมือขอลายเซ็นก็แสนยากยิ่ง จับต้องอะไรไม่ได้เลย ไม่เคยเข้าถึงตัวได้ อยู่ไกลเกินเอื้อมและเกินฝันมากๆ

หากเราจะถอดบทเรียนเกาหลีมาใช้กับนักร้องไทยบ้างก็สามารถทำได้ นักร้องไทยมีรูปร่างหน้าตาดีๆ จำนวนมากมาย ขนาดยังไม่ได้ฝึกหนักหน่วงเท่าเกาหลีหรือพีอาร์จนเต็มที่ นักร้องนักแสดงไทยยังมีแฟนคลับอยู่ทั่วเอเชียเช่นกัน อ่านบทความนี้จบคงไม่ต้องมาตั้งข้อสงสัยกันแล้วว่า ทำไมคนถึงชอบเพลงเกาหลีชอบนักร้องเกาหลี เขาสร้างของเขามาดีซะขนาดนี้ ไม่ดังก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว จริงไหมติ่งเกาหลี ?

เพลง คลื่นเสียง คลื่นสมอง ความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการพัฒนา

คงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่หลายๆคนรู้สึกกันว่าทำไมเด็กสมัยนี้จึงมักจะขาดสมาธิกัน ทั้งๆที่เค้าก็ไม่ได้เป็นไฮเปอร์ซักหน่อย เชื่อไหมว่าเพลงที่เด็กๆฟังนั้นมีผลต่อสมองของเค้า ไม่ว่าเค้าจะได้ฟังเพลงแนวใดจากที่ใดก็ตาม อาจจากเว็บไซต์ที่เค้าดู อาจเป็นเพลงที่เป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปในเกมส์ที่เค้าเล่น ก็เป็นเหตุให้เกิดอาการขาดสมาธิได้ทั้งนั้น

เดิมทียังไม่มีการใช้เพลงในการบำบัดอารมณ์หรือพัฒนาสมอง จะมีบ้างก็คือการทำสมาธิซึ่งเป็นสิ่งที่เมื่อผู้ปฏิบัตินั้นมีสภาพร่างกายและจิตใจที่ผ่อนคลายมากขึ้น มีบางการศึกษาอธิบายไว้ด้วยว่าการทำสมาธิช่วยลดความเครียดได้ ลดอาการกระวนกระวายหรืออาการฟุ้งซ่านได้ จึงผู้ที่คิดจะนำแนวความคิดนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน แต่เด็กก็คือเด็ก การให้เค้าอยู่นิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าทรมานยิ่งเพราะเค้าอยากที่จะเรียนรู้และต้องมีการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจไปด้วยกัน ดังนั้นเมื่อเพียงการทำสมาธิไม่ได้ช่วยให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น จึงมีการนำเสียงเพลงสอดแทรกเข้าไประหว่างบทเรียนโดยวิธีการพิเศษดังกล่าวนี้เป็นการวิจัยของ ดร.จอร์จิ โลซานอฟ แห่งบัลแกเรีย พบว่าเพลงที่ใช้ควบคู่กับบทเรียนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในการเรียนภาษาได้รวดเร็ว และมีความจำที่ดีขึ้น…จากผลการวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าเพลงบางชนิดสามารถทำให้ร่างกายผ่อนคลาย สมองมีภาวะที่พร้อมกับการเรียนรู้มากขึ้น ตัวอย่างของเพลงที่นำมาใช้ก็คือ บทเพลงบรรเลงของโมสาร์ท, บาค, แฮนเดล, หรือวิวาลดี ที่จะช่วยให้สมองผ่อนคลายสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายกันก็คือ บทเพลงบรรเลงเหล่านี้ทำให้เกิดคลื่นสมองชนิดอัลฟ่า(alpha) ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่พบเมื่อสมองและร่างกายกำลังอยู่ในภาวะผ่อนคลาน หลายๆงายวิจัยก็บ่งชัดว่าหากเด็กได้เล่นดนตรี ร้องเพลง หรือฟังเพลงเป็นประจำตั้งแต่ก่อนอายุ 8 ขวบจะมีความสามารถทางด้านตัวเลขสูงขึ้น ตามธรรมชาติของเด็กนั้นเค้าจะชอบร้องเพลง กระโดดโลดเต้น เล่นกับเพื่อน วาดรูป เพื่อเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเค้า การวิจัยยังได้พบอีกว่าหากมีการใช้เสียงเพลงร่วมในการทำกิจกรรมประจำวันของเด็กเส้นใยประสาทจะพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้เพลงประกอบการทำกิจกรรมของเค้า

นักวิทยาศาสตร์เริ่มถอดรหัสความลับของเพลงกันมากขึ้นเมื่อมองว่าเพลงก็คือพลังงานเสียงรูปหนึ่ง โดยใช้เพลงคลาสสิค ที่มีความเร็วของจังหวะเหมาะสม ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวพร้อมต่อการเรียนรู้ และพบว่าจังหวะที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่ประมาณ 60 ครั้งต่อนาที จนกระทั่ง กิลเมน และรอดเบลล์ พบว่าดนตรีโมสาร์ทมีผลช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้นและได้รับรางวัลโนเบลไปในปี ค.ศ.1994 ในหัวข้อเรื่อง Mozart Effect การค้นพบนั้นพิสูจน์ได้ว่า เซลล์ร่างกายสามารถสื่อสารกันได้ด้วยสัญญาณของคลื่นที่มีความถี่ต่ำประมาณ 7.8 เฮิรตซ์ ซึ่งคลื่นที่มีความถี่ย่านนี้จะเข้าไปกระตุ้นในกระบวนการทางเคมีชีวภาพ และฟิสิกส์ของร่างกาย ในความถี่นี้จะทำให้เกิดภาวะสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมดุลต่อมนุษย์ เซลล์ร่างกายเกิดการเจริญเติบโตได้มากขึ้น พัฒนาแม้กระทั่งกระบวนการเมตาบอลิซึม คล้ายกับผลของสนามแม่เหล็กโลก การวิจัยอื่นก็มีอย่างที่เยอรมันมีการทดลองให้นักดนตรีที่เล่นเพลงแจ๊สด้วยกันแล้วบันทึกสัญญาณจากคลื่นสมองพบว่าผู้ที่เล่นเพลงแจ๊ซด้วยกันมีคลื่นสมอง( Brainwave ) ที่มีรูปแบบเดียวกันและทำการทดลองกับนักดนตรีที่เล่นเพลงแจ๊ซพร้อมกัน ถึง 8 คู่ให้ผลการวิจัยที่ตรงกันทุกคู่ การค้นคว้าวิจัยยังคงลงลึกไปอีกว่าหากได้ยินเสียงเพลงที่เป็นคลื่นเสียงต่ำกว่าระดับอัลฟ่าลงมา (ต่ำกว่า 10 เฮิรตซ์)จะทำให้คนทุกเพศทุกวัยที่ได้ยินเพลงเหล่านั้นมีอารมณ์สงบลง หัวใจเต้นช้าลง และถ้าฟังเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้มีสมาธิที่ดี ความจำสูง มีความคิดจินตนาการที่ดีมีสมองซีกขวาที่พัฒนาได้ดี โดยเฉพาะเด็กจะทำให้เกิดการพัฒนาทั้งสมอง ร่างกาย

การใช้เพลงช่วยในการพัฒนาสมองและร่างกายนั้นสามารถทำกันได้ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิเลย โดยที่ไม่มีอันตรายใดๆ ที่ต้องระวังให้มากหน่อยก็คือระดับความดัง อย่าให้ดังเกินไปจนมีผลกับประสาทหู อย่างเช่นหากใช้เพลงเปิดให้เด็กในขณะที่นอนหลับก็ไม่จำเป็นต้องเปิดให้ดังมาก เปิดเพียงแค่เสียงกระซิบก็สามารถช่วยพัฒนาสมองของเด็กได้แล้ว ผลการวิจัยยังระบุไว้อีกว่าเด็กกลุ่มที่ได้รับฟังเสียงเพลงที่มีความเหมาะสมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีการควบคุมอารมณ์ได้ดี มีความสดชื่นแจ่มใส มีสมาธิดี มีจินตนาการที่ดีกล้าแสดงออก และหากเปิดเพลงคลาสสิคในจังหวะทำนองเบาๆในสวนหรือสนามหญ้าก็จะเหมือนกับได้รับคลื่นแม่เหล็กผ่านเข้าสู่ร่างกายช่วยลดความเครียด คลื่นสมองราบเรียบ มีสมาธิ แต่ในตัวเมืองนั้นจะมีกำแพงตึก คอนโดบังคลื่นแม่เหล็กโลกอยู่จึงอาจต้องใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นแม่เหล็กโลกช่วยก็ได้

ตำนานเพลงสุนทราภรณ์ สุดยอดเพลงไทยที่ไม่มีวันตกสมัย

เพลงของสุนทราภรณ์เป็นเพลงที่มีอายุยืนยาวอยู่คู่นักฟังเพลงไทยสืบทอดกันมาหลายรุ่นหลายสมัยมาก ตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า รุ่นคุณพ่อคุณแม่ จนมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ก็ล้วนต้องเคยได้ยินเพลงของสุนทราภรณ์กันทั้งนั้น อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินไม่เพลงก็สองเพลง ถือเป็นวงดนตรีที่สร้างสรรค์ผลงานและเป็นตำนานของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ นักดนตรี นักแต่งเพลงคนอื่น เราอาจจะหลงลืมได้ แต่เราคงไม่มีวันลืม ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งวงสุนทราภรณ์ ได้เป็นอันขาด

ครูเอื้อ ถือเป็นสุดยอดบรมครูของดนตรีไทยสากล ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงเพลงและภาพยนตร์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยผ่อนคลายความหวาดกลัวสงครามของคนไทยในยุคนั้น วงดนตรีสุนทราภรณ์เริ่มต้นขึ้นในเวลานั้น วงสุนทราภรณ์มีเพลงมากกว่า 2,000 เพลง สมัยที่โด่งดังต้องบอกว่าไปที่ไหนก็ได้ยินแต่เพลงสุนทรภรณ์เปิดกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ความสำเร็จของสุนทราภรณ์คงต้องยกให้เป็นผลงานของครูเอื้อ นักไวโอลินฝีมือสุดยอดและนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยม ที่สำคัญคือเป็นผู้ควบคุมวงสุนทราภรณ์ จะเห็นได้ว่าเพลงของสุนทราภรณ์ ทั้งเนื้อหา จังหวะ ทำนอง สามารถเข้าถึงกลุ่มคนฟังทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีศิลปินรุ่นใหม่นำเพลงสุนทราภรณ์มา cover กันอยู่เสมอๆ หากคุณเป็นนักฟังเพลงไทยจะสังเกตได้ว่าเพลงของวงสุนทรภรณ์จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากเพลงไทยลูกกรุงทั่วไปอย่างชัดเจน เพลงของวงสุนทราภรณ์ถูกแต่งโดยคนที่ถือเป็นบรมครูด้านดนตรีทั้งด้านการแต่งเพลง และการประพันธ์ทำนอง โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ที่นำจังหวะดนตรีของทางตะวันตกมาผสมผสานกับดนตรีทางตะวันออกได้อย่างกลมกลืนลงตัว และด้วยคำร้องที่ไพเราะบวกกับทำนองที่เรียบเรียงได้อย่างยอดเยี่ยม มีทั้งเพลงที่ฟังแล้วสุข เศร้า เหงา ไปจนถึงเพลงจังหวะสนุกสนาน เพลงที่มีเนื้อหาชวนให้อมยิ้ม เพลงสุนทราภรณ์มีให้ครบทุกรสจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่วงดนตรีสุนทราภรณ์จะเป็นหนึ่งตลอดกาลในใจของนักฟังเพลง

วงดนตรีสุนทราภรณ์ยังได้สร้างนักร้องให้เกิดขึ้นประดับวงการมากมาย เราต้องไม่ลืมนักร้องรุ่นใหญ่อมตะอย่าง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ที่โด่งดังมากที่สุดในเพลง หวงรัก ยามรัก หรือ สีชัง เพลงจังหวะสนุกๆ ที่ร้องโดย วินัย จุลบุษปะ ตั้งแต่เพลงพรหมลิขิต พรานล่อเนื้อ ฟลอร์เฟื่องฟ้า หรือเพลงห่วงอาลัย เพ้อรัก ขอเพียงแต่เห็น นักร้องหญิงที่โด่งดังของวงสุนทราภรณ์และยากจะหาใครร้องเพลงได้เทียบเท่า คงต้องยกให้ บุษยา รังสี เจ้าของเพลง รักวันเติมวัน กระซิบสวาท ฝนหยาดสุดท้าย เหมันต์รัญจวน นักร้องหญิงเสียงสูง เสียงใสกังวาน และร้องเพลงจังหวะเร็วได้ดีที่สุดคนหนึ่งก็คือ ศรีสุดา รัชตะวรรณ เพลงยอดฮิตคือ บ้านเรือนเคียงกัน มองอะไร สุขกันเถอะเรา นักร้องหญิงที่เป็นศิษย์วงสุนทราภรณ์และยังคงร้องเพลงจนถึงปัจจุบันนี้และเชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีได้แก่ ดาวใจ ไพจิตร รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส และอีกหลายๆคน ในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศไทยเรายังเปิดเพลงสุนทราภรณ์กันจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ เพลงสวัสดีปีใหม่ และเพลงรื่นเริงเถลิงศก ของสุนทราภรณ์ก็ยังดังกระหึ่มทั่วประเทศสืบทอดมาเป็นเวลาหลายสิบปี ช่วงวันสงกรานต์ของทุกปี ทั่วประเทศก็ยังนิยมเปิดเพลงสุนทราภรณ์คือเพลง รำวงเริงสงกรานต์ ที่คึกคักสนุกสนานมากกับจังหวะรำวงที่มีเนื้อร้องที่ใครๆ ก็จำได้ว่า “ฟ้าใหม่แล้วละนะน้อง สงกรานต์เราร้องทำนองเพลงโทน โน่นไงจ๊ะ โทนป๊ะโทนๆ ทั้งโยกทั้งโยนเย้ายวนยั่วใจ” ไม่เว้นแม้แต่วันลอยกระทง จะมีเพลงไทยเพลงไหนที่จะคลาสสิกเท่าเพลงรำวงลอยกระทงของสุนทราภรณ์ได้อีก นับเป็นเพลงที่คนไทยร้องกันได้แทบทุกคน ร้องกันได้ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กอนุบาลไปจนถึงรุ่นคุณปู่คุณย่า แม้แต่เพลงสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็มีหลายเพลงที่ให้วงสุนทราภรณ์เป็นผู้ประพันธ์ทำนองและเนื้อร้อง

สุนทราภรณ์คือวงดนตรีที่เป็นตำนานเพลงของประเทศไทย ไม่ว่ายุคนี้จะมีเพลงร็อค เพลงป๊อป เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือแม้แต่เพลงญี่ปุ่น เพลงเกาหลี ที่เข้ามาครอบครองตลาดเพลง ทุกเพลงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เชื่อเถิดว่าเพลงของวงสุนทราภรณ์กว่า 2,000 เพลงก็ยังคงต้องอยู่ในตลาดไทยเพลงต่อไปอีกนานแสนนาน ในทุก 4-5 ปี ก็จะมีศิลปินสักคนสองคนหรือแม้แต่ละครโทรทัศน์เรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องนำหนึ่งในเพลงสุนทราภรณ์มา cover ใหม่ แล้วก็จะกลายเป็นเพลงฮิตอีกครั้งหนึ่งเสมอ

ลูกทุ่งเพลงไทย ยุคสมัยของเพลงลูกทุ่ง

“เพลงลูกทุ่ง” เป็นแนวเพลงประเภทหนึ่งซึ่งมีอยู่ในประเทศไทย จะมีลักษณะเป็นเพลงที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตไปจนถึงวัฒนธรรมของภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ มีลักษณะที่เข้าใจง่าย ร้องตามง่าย สามารถเป็นที่จดจำได้ง่ายด้วยเนื้อร้องและทำนอง แต่จะมีความยากอยู่ที่การต้องร้องให้อักขระภาษาชัดเจนและต้องมีลูกเอื้อน
มีการบันทึกไว้โดยขุนวิจิตรมาตราว่ากำเนิดของเพลงที่เรียกว่าลูกทุ่งนั้นอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงศิลปะดนตรีกาลเข้าสู่ภาวะการฟื้นตัวจากสงคราม โดยแรกเริ่มมักเป็นการนำการแสดงพื้นบ้านจำพวกแหล่ ลำตัด ลิเก ฯลฯ มาดัดแปลงด้วยการใส่ทำนองแบบสากลลงไปจนเป็นลักษณะของเพลงประเภทใหม่ที่คนไทยไม่เคยฟังมาก่อน โดยคำว่า “ลูกทุ่ง” นี้มีขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2481 (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) จากภาพยนตร์เพลงชื่อเรื่องเดียวกันคือ ลูกทุ่ง และเชื่อกันว่ามีแม่บทของเพลงลูกทุ่งเพลงแรกคือเพลง ขวัญของเรียม เมื่อปี พ.ศ.2482 ด้วยว่ามีลักษณะความเป็นเพลงลูกทุ่งดังที่นิยามกันขึ้นมาภายหลัง
ในส่วนของคำว่า “เพลงลูกทุ่ง” นั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นโดย อาจารย์จำนง รังสิกุล เพื่อใช้เป็นชื่อรายการเพลงออกอากาศทางโทรทัศน์เมื่อปี พ.ศ.2507 จากนั้นเป็นต้นมาจึงเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคทองของวงการเพลงลูกทุ่งเลยก็ว่าได้ โดยยุคสมัยของเพลงลูกทุ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ยุค ดังนี้
1. ยุคต้น – เป็นยุคบุกเบิกเพลงลูกทุ่ง เนื้องเพลงมักมีการกล่าวถึงธรรมชาติ วิถีชีวิต ศาสนา ประเพณี ด้วยว่าเป็นช่วงของสงครามและการฟื้นฟูศิลปะการร้องรำทำให้ได้ชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวงการเพลงลูกทุ่ง ช่วงนี้จะอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2481-2507 จนถึงช่วงก่อนมีรายการ “เพลงลูกทุ่ง” นั่นเอง
2. ยุคทองของเพลงลูกทุ่ง – เพราะมีรายการโทรทัศน์อย่างรายการ “เพลงลูกทุ่ง” นี่เองที่ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมในเพลงลูกทุ่งอย่างมากมายจนได้ชื่อว่าเป็นยุคที่เพลงลูกทุ่งเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด ไม่นับว่าเป็นยุคที่มีการกำเนิดของ “ราชาเพลงลูกทุ่ง” อย่างสรุพล สมบัติเจริญ เกิดขึ้นยิ่งทำให้ผู้คนหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของความเป็นลูกทุ่งเข้าไปอีก จนเมื่อสุรพลถูกยิงเสียชีวิตจึงมีกระแสนักร้องเพลงลูกทุ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบ้างแทนที่สุรพล แม้จะไม่มีใครได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาเพลงลูกทุ่งก็ตาม นอกจากนี้ยังเป็นยุคที่เกิดวงลูกทุ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกด้วย ยุคนี้คือระหว่างปี พ.ศ.2507-2513
3. ยุคภาพยนตร์เพลง – อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2513-2515 แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็เป็นช่วงที่มีการแข่งขันกันระหว่างเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกกรุงสูง จึงเกิดเป็นการสร้างภาพยนตร์เพลงขึ้น โดยเรื่องแรกที่ฉายและได้รับความโด่งดังเป็นอย่างมากคือเรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” และเป็นช่วงที่มีการสร้างภาพยนตร์เพลงออกมามากมายตามกระแสสังคม
4. ยุคเพลงเพื่อชีวิต – เป็นยุคที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทางการเมือง 14 ตุลา 2516 ทำให้วงการเพลงลูกทุ่งมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ด้วยการแต่งเพลงที่เป็นแนวเพื่อชีวิตออกมามากขึ้น โดยมีทั้งแบบสะท้อนความยากจนของผู้คน เสียดสีสังคม วิพากษ์การเมือง ไปจนถึงตลกขบขันเพื่อบรรเทาความเคร่งเครียด ยุคนี้คือช่วงปี พ.ศ.2516-2519
5. ยุคหางเครื่องและคอนเสิร์ต – เป็นยุคที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทางการเมือง 16 ตุลา 2519 ทำให้เพลงเพื่อชีวิตถูกลดบทบาทลงด้วยว่าทางรัฐบาลไม่สนับสนุน ส่งผลให้แนวเพลงลูกทุ่งในยุคนี้กลับมาเป็นแนวความรักเกี้ยวพาราสีดังเดิม โดยเนื้อหาของเพลงยุคนี้จะมีการสะท้อนปัญหาของสังคมจำพวกที่ว่าการอพยพเข้าเมืองกรุงของคนต่างจังหวัด เป็นต้น ซึ่งนอกจากเนื้อหาบางเพลงที่มีความหมายงดงามและซาบซึ่งตรึงใจแล้ว ยังเป็นยุคที่มีการแข่งขันระหว่างวงลูกทุ่งด้วยกันที่สูงมาก มีการประชันกันด้วยหางเครื่อง แสง สี เสียง อลังการตระการตา เป็นที่ชื่นชอบแก่คนยุคนั้นหากก็แลกมาด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเช่นกัน ยุคนี้กินเวลาระหว่างปี พ.ศ.2519-2528
6. ยุคเพลงลูกทุ่งแนวสตริง – อยู๋ในช่วงปี พ.ศ.2528-2535 เป็นยุคที่มีการเข้ามาของแนวเพลงสตริงและแนวร็อคจากต่างประเทศซึ่งมาฉุดเอาความนิยมของเพลงลูกทุ่งไปจนตกฮวบฮาบ วงการเพลงลูกทุ่งจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งด้วยการพัฒนาลีลาการร้องและท่าเต้น รวมไปถึงสีสันที่มีความร้อนแรงเร้าใจขึ้นเป็นการงัดข้อกับเพลงจากต่างประเทศ โดยนักร้องยอดนิยมของยุคนี้คือราชินีเพลงลูกทุ่งคนที่ 2 พุ่มพวง ดวงจันทร์นั่นเอง (ราชินีเพลงลูกทุ่งคนแรกที่ได้รับการยกย่องคือ ผ่องศรี วรนุช) มิหนำซ้ำยุคนี้ยังเป็นยุคที่มีการเกิดขึ้นของมิวสิควีดีโอเพลงลูกทุ่งอีกด้วย ทันสมัยมาก!
7. ยุคปัจจุบัน – คือยุคที่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 เป็นต้นมา เป็นยุคที่มีการนำเพลงเก่าๆ มาเรียบเรียงใหม่เพื่อให้มีเพลงลูกทุ่งที่เหมาะกับทั้งวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ทว่านี่ก็เป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกันจากการเสียชีวิตของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่เป็นการเข้าสู่อีกยุคสมัยหนึ่งของเพลงลูกทุ่งที่ยังคงมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ณ ขณะนั้นตลอดเวลา
เพลงลูกทุ่งเป็นเพลงที่มีแง่คิดและการสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างอยู่ในนั้น ไม่นับว่าเพลงลูกทุ่งเองก็เป็นหนึ่งในศิลปะวัฒนธรรมที่งดงามและสนุกสนานประเภทหนึ่งของไทย จึงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านลองหันมาฟังเพลงลูกทุ่งไทยกันดูบ้าง…เพราะความเป็นไทยอยู่ใกล้แค่นี้เอง

หากคุณได้เลือกผมอยากให้เลือกเพลงทางเลือก

เชื่อว่าจำนวนคนในประเทศไทยที่เป็นแฟนคลับเพลงหรือนักร้องไม่ว่าจะเดี่ยว คู่ หรือวงต่างๆ คงจะมีอยู่เป็นตัวเลขที่สูงทีเดียว และคอเพลงหลายคนน่าจะเคยได้ยินแนวเพลงหรือชอง (Genre) เพลงที่เรียกว่า Alternative กันอย่างแน่นอน แต่หลายคนที่ไม่คุ้นเคยอาจเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ ไอ้เจ้าแนวเพลงอัลเทอร์ๆ อะไรนี่น่ะมันคืออะไร? เป็นแบบไหน? และมีที่มาอย่างไร? บทความนี้จะนำเสนอให้ได้รู้เอง

เพลงอัลเทอร์เนทีฟนั้นมีจุดเริ่มต้นอยู่ช่วงราวๆ ยุค 80 (1980s) ซึ่งจะมีอยู่ในลักษณะของเพลงอินดี้ที่คนไม่ค่อยฟัง จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์เพลงอัลเทอรเนทีฟบูมขึ้นมาช่วงยุค 90 เรื่อยมาจนถึงปี 2000 ส่งผลให้แนวเพลงนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักฟัง โดยเฉพาะในเมืองไทยก็จะถูกเรียกว่าเป็น “เพลงทางเลือก” ซึ่งเจ้าคำว่าทางเลือกที่ใช้เรียกแนวเพลงนี้นั้นก็หมายถึงบรรดาเพลงทั้งหลายที่ไม่ใช่เพลง “กระแสหลัก (Mainstream)” คือเพลงจำพวกป๊อปร็อค ป๊อปแดนซ์ ลูกทุ่ง ว่าง่ายๆ ก็เป็นเพลงที่ติดกระแส คนรู้จักเยอะ ชื่นชอบเป็นจำนวนมาก และ “ขายได้” นั่นเอง

ความต่างของเพลงกระแสหลักและเพลงทางเลือกจะอยู่ที่วิธีการนำเสนอของดนตรี ตัวดนตรีจะเล่นไม่เหมือนตามขนบเพลงทั่วไปที่ฟังแล้วต้องตัวโยกโบกมือร้องไห้ รวมถึงเสียงร้องก็มีความแตกต่างอยู่ในน้ำเสียง และบริบทเนื้อหาในเพลงก็แตกต่าง โดยในเพลงอาจไม่ได้พูดถึงเรื่องของความรักการอกหัก อาจเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนแรงหรือขัดกับบริบทสังคมในขณะนั้น หรืออาจเป็นเรื่องอะไรก็ไม่รู้ที่ต้องอาศัยการตีความจึงจะเข้าใจได้ นอกจากนี้สิ่งที่ใช้แยกแยะว่าอันไหนเป็นเพลงกระแสหลักอันไหนเป็นเพลงทางเลือกก็ดูได้ง่ายๆ โดยการลองสุ่มถามชื่อนักร้องหรือวงสักวงเหมือนการทำวิจัย (แน่นอนว่าต้องถามหลายสิบหลายร้อยคนเพื่อให้ข้อมูลมีความแน่นอน) หากวงใดที่เอ่ยชื่อไปแล้วคนมากกว่าค่อนไม่รู้จักก็สันนิษฐานไปก่อนเลยว่านั่นน่ะ…เพลงทางเลือกแน่นอน
ตัวอย่างเช่นถ้าลองถามว่ารู้จัก Smile Buffalo, Holly Berry, Nursery Sound, ออดี้ หรือบารบี้ส์มั้ย คุณจะตอบว่ารู้จักกี่วง บางคนอาจจะรู้จักเพราะคนไทยเองก็เคยผ่านช่วงยุคเพลงทางเลือกโด่งดังจนถึงขีดสุดมาแล้วเช่นกันในช่วงยุค 90s อย่างไรก็ตามเพลงทางเลือกบางเพลงก็สามารถกลายร่างมาเป็นเพลงกระแสหลักได้ไม่ยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ คือ พี่ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ เมื่อก่อนเขาก็เป็นนักร้องแนวเพลงทางเลือกมาก่อนซึ่งหลายคนไม่ค่อยรู้จักและบางคนถึงขั้นไม่ชอบเลยทีเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มมีคนชื่นชอบและทำให้แนวเพลงของป้าง “หลุด” จากความเป็นเพลงทางเลือกและเข้าสู่การเป็นเพลง “กระแสหลัก” ง่ายๆ เช่นเดิม “คุณรู้จักป้าง นครินทร์มั้ย?” คาดว่าเกินร้อยละ 90 จะต้องตอบว่ารู้จัก หรืออย่างแนวฮิปฮอป (Hip Hop) แร็พ (Rap) เมื่อก่อนก็นับเป็นเพลงทางเลือกเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นโจอี้บอย หรือ ฟักกลิ้งฮีโร่ ก็ล้วนกลายเป็นศิลปินกระแสหลักไปเรียบร้อยแล้วด้วยความต้องการของผู้บริโภคมันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แน่นอนว่าเพลงจำพวกป๊อปหรือร็อคก็ยังคงเกาะตลาดหนึบไม่หนีไปไหน อาจพูดได้ว่าคนเลือกฟังเพลงหลากหลายแนวขึ้นนั่นเอง

ส่วนช่วงยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมานั้นกระแสเพลงทางเลือกก็ยังคงมีอยู่บ้างประปราย ที่เห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นพวก เรกเก้ หรือกระทั่งแจ๊สก็ยังเป็นเพลงทางเลือกอยู่ แต่ไม่แน่ว่าอีกไม่นานก็อาจจะกลายเป็นเพลงกระแสหลักตามไปอีกคนด้วยว่ามีศิลปินมากมายที่ถ่ายทอดเพลงทางเลือกออกมาได้อย่างน่าฟังและถูกใจผู้บริโภคจนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสเพลงอีกครั้งทำให้เพลงทางเลือกแบบดังกล่าวอาจกลายเป็นเพลงกระแสหลักไป
ยุคของพวกเรานั้นต่างจากสมัยก่อนตรงที่การเข้าถึงเพลงต่างๆ สามารถทำได้โดยง่ายไม่ว่าจะเป็นบราวเซอร์อากู๋กูเกิล หรือเว็บไซต์อย่างยูทูบ หรือกระทั่งโฆษณาตามที่ต่างๆ หรือกระทั่งเว็บไซต์โหลดเพลงฟรี (อันนี้ไม่แนะนำให้ทำนะครับ นอกจากจะผิดลิขสิทธิ์แล้วยังเป็นการทำให้วงการเพลงไปต่อไม่ได้ด้วยเพราะคนไม่ค่อยซื้อเพลงกัน) ซึ่งยังส่งผลให้ผู้คนมีช่องทางในการฟังที่หลากหลายขึ้น ความชอบของใครหลายคนก็อาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา กระทั่งเพลงเองก็เช่นกัน มันมีการเข้ามาและไหลไปตามกระแสตลอดเวลา เวลานี้เพลงนี้อาจโด่งดังมาก แต่ไม่นานมันก็จะจางหายไปกับกระแสธารของกาลเวลาตามสัจธรรมของโลก ฉะนั้นในฐานะผู้ฟังผู้บริโภคคนหนึ่ง หากเราชอบเพลงไหนก็ซื้อมาฟังซะ และแนะนำว่าให้ก้าวออกมาจากอะไรที่ฟังอยู่แบบเดิมๆ บ้าง เพราะเพลงมันไม่ได้มีแค่ชองเดียวแต่มีอีกมากมายที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าอย่างนี้ก็มีด้วย แค่คุณลองเสิร์ชหาชองทั้งหมดของเพลงบนโลกนี้ดูคุณก็จะทึ่งแล้วว่า “เฮ้ย โลกมีมันมีเพลงหลากหลายแนวขนาดนี้เลยเหรอ” ลองฟังดูเถอะครับ ชีวิตคนเกิดมามีชีวิตเดียว ฟังกันให้หูพังไปเลย!

วิวัฒนาการของธุรกิจเพลงไทยสู่ยุคดิจิตอล

จากเดิมที่นักร้องและนักแต่งเพลงต้องมีสังกัดอยู่ในค่ายเพลงชื่อดังและยักษ์ใหญ่ของประเทศจริงๆ จึงจะทำให้เพลงที่ออกมาได้รับการยอมรับ เนื่องด้วยต้นสังกัดมีงบประมาณที่จะสนับสนุนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทเพลงตามสื่อต่างๆ อาทิเช่น สื่อวิทยุ รายการโทรทัศน์ของค่ายเพลงเพื่อใช้เป็นสื่อในการโปรโมทตัวนักร้องพร้อมทั้งผลงาน ตามมาด้วยการออกรายการคอนเสิร์ตซึ่งวัยรุ่นในสมัยนั้นต้องไม่พลาดการติดตามไปดูการแสดงของศิลปินที่ตนเองชื่นชอบ ที่ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง เพลงป๊อบ หรือเพลงร็อค ล้วนแต่ใช้โมเดลเดียวกันในการโปรโมทศิลปินนักร้องของตนให้เป็นที่รู้จักเพื่อเพิ่มยอดขายเพลงในรูปแบบของเทป คาสเซต ซึ่งนักร้องดังที่มีเพลงติดหู สามารถทำยอดขายได้เป็นจำนวนถึงล้านตลับ ถือว่ายุคนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของวงการเพลง และสร้างนักร้องรวมทั้งนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาให้วงการเพลงไทยได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะแนวเพลงร็อคและอัลเทอร์เนทีฟที่โด่งดังอย่างสูงสุดในยุคนั้น

ตามมาด้วยยุคของแผ่นซีดีที่ดูเหมือนว่าเป็นยุคที่วงการเพลงประสบกับปัญหาหนักเนื่องด้วยไฟล์ Mp3 และแผ่นผี ซีดีเถื่อนที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนักทำให้ธุรกิจเพลงประสบปัญหาเรื่องรายได้จากการจำหน่ายเพลง จนต้องเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการออกผลงานมาในลักษณะที่เรียกว่าซิงเกิ้ล คือการปล่อยเพลงของศิลปินออกมาทีละเพลงแทนเพื่อไม่ให้ผลงานที่ออกมาเป็นอัลบั้มถูกนำไปรวบรวมเป็นแผ่นซีดีเถื่อนเพื่อวางจำหน่าย ยิ่งกว่านั้นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วผู้ฟังเพลงยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์เพลงได้อย่างง่ายดายตามหน้าเวปไซต์ออนไลน์ที่เกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด ทำให้ยุคนั้นเป็นยุคที่ธุรกิจเพลงเจ็บหนักมีผลกระทบตั้งแต่ศิลปิน นักร้อง รวมไปถึงนักแต่งเพลงก็ไม่เว้น ทำให้บรรดาค่ายเพลงต้องเปลี่ยนรูปแบบของการหารายได้มาเป็นการจัดแสดงคอนเสิร์ตแทนการจำหน่ายเพลงที่ทำยอดขายได้น้อยมาก การเกิดขึ้นของไฟล์เพลงในยุคนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงการเพลงในยุคดิจิตอล

การเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิตอลนั้น นอกจากรูปแบบของเพลงที่เปลี่ยนไปด้วยพฤติกรรมของคนฟังเพลงที่เปลี่ยนจากอุปกรณ์แบบอนาล็อคมาเป็นแบบดิจิตอลแทนด้วยการฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์แทนอุปกรณ์อย่างวิทยุเทปหรือซาวด์อเบาท์ มาเป็นการเปิดลำโพงผ่านโปรแกรม พร้อมกับการเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์หลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะการกำเนิดและเข้ามาของ Apple พร้อมกับอุปกรณ์ฟังเพลงที่ได้รับความนิยมและคอเพลงรวมถึงนักร้อง นักแต่งเพลงต้องมีเป็นเจ้าของคือ iPod ที่มาพร้อมกับโปรแกรมที่ใช้ดาวน์โหลดเพลงอย่าง iTunes ที่ทำให้วงการเพลงเข้าสู่การซื้อขายเพลงในระบบดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเพลงสากลที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายผ่านช่องทาง iTunes เป็นจำนวนมาก พร้อมกับการเกิดขึ้นของศิลปินและค่ายเพลงน้องใหม่อย่างมากมาย ทั้งที่มีสังกัดและไม่มีสังกัด รวมทั้งแนวเพลงอินดี้ที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับยุคดิจิตอล เนื่องจากผู้แต่งเพลง และนักร้องไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูงในการเผยแพร่ผลงาน แต่คุณภาพของเพลงที่ติดหูผู้ฟัง และได้รับความนิยม เป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงในการผลิตผลงานออกมา อีกทั้งศิลปินและนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงหลายคนต่างเดินออกมาจากต้นสังกัดยักษ์ใหญ่สู่ความเป็นอิสระ เนื่องจากความเสรีในการสร้างผลงานมีมากกว่าการถูกจำกัดและกำหนดไปด้วยการตลาดเพื่อการหารายได้เป็นหลัก ในวงการเพลงยุคดิจิตอลนั้น เพลงบางเพลงที่ติดหูหรือเปิดบ่อยๆ ตามคลื่นวิทยุโดยผู้ฟังแทบจะไม่รู้ชื่อศิลปิน หรือไม่รู้จักค่ายเพลงของเขาเหล่านั้นเลย เนื่องด้วยผู้ฟังสนใจแต่ความไพเราะและเนื้อหาของเพลงที่โดนใจเสียมากกว่า อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่มาพร้อมกับวงการเพลงในยุคดิจิตอลที่จะไม่กล่าวถึงเสียไม่ได้ก็คือการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่ผู้ฟังสามารถฟังออนไลน์ได้ในทุกที่ทุกเวลาที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะการฟังเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนการดาวน์โหลดนั้นธุรกิจเพลงในยุคดิจิตอลมักจะมีโมเดลเดียวกันคือการจ่ายเงินเป็นค่าสมาชิกกับเวปไซต์หรือแอพพลิเคชั่นแล้วผู้ฟังจะสามารถดาวน์โหลดเพลงเหล่านั้นเก็บไว้ฟังได้โดยเจ้าของเวปหรือแอพมีการแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับศิลปิน นักแต่งเพลง หรือค่ายเพลงอีกต่อหนึ่ง ซึ่งนับเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลแก่ทุกวงการไม่เว้นแม่แต่วงการเพลง คงต้องติดตามกันว่าความก้าวหน้าต่อจากยุคดิจิตอลของเพลงไทยคืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสที่เริ่มจะเห็นกันแล้วในตอนนี้คือการถ่ายทอดสดลักษณะ Live concert ของนักร้องและวงดนตรีที่กำลังเป็นที่นิยมของแฟนเพลงจำนวนไม่น้อย ที่ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะเป็นโมเดลธุรกิจของเพลงรูปแบบใหม่ด้วยการซื้อตั๋วชมคอนเสิร์ตแบบออนไลน์ก็เป็นได้

เสียงเพลง เปรียบเสมือนนันทนาการสุดล้ำค่า ที่คอยบรรเลงให้โลกกลมๆใบนี้ดูสดใสและน่าอยู่เหมือนสรวงสวรรค์

พระราชนิพนธ์แปล ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โดยมีต้นฉบับจาก วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ซึ่งเนื้อหาก็เกี่ยวกับคนที่ไม่มีความสุขในการฟังเสียงดนตรี นั่นเพราะเขาเหล่านั้นมีแต่ความคิดที่เลวร้ายอยู่ในจิตใจ ฉะนั้นหากเรามีความสุขในการฟังเพลงแล้ว แสดงว่าเราเป็นปกติชน เสียงเพลง นอกจากจะสร้างความสุข ยังสามารถใส่ความดีงามลงไปในเนื้อเพลง เพื่อเป็นการปลูกฝังจากรุ่นนึงไปสู่อีกรุ่นนึงได้สามารถสร้างสังคมที่ดีงามให้กับลูกหลาน แล้วยังสามารถถ่ายทอดขนบธรรมเนียมที่ดีงามของแต่ละพื้นที่สืบต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด อย่างเพลงชาติ ที่เรายืนตรงเพื่อร้องกันอยู่ทุกวันถือว่าเป็นความยิ่งใหญ่และภาคภูมิใจของคนไทย ไม่ได้ร้องเพื่อหน้าที่แต่ร้องด้วยความสำนึกรักในความเป็นคนไทย ร้องเมื่อไหร่กระตุ้นความรักชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เสียงเพลงจึงถือว่ามีบทบาทสำคัญที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแสดงความยินดี ชื่นชม หรือแสดงความจงรักภักดี ถือว่ามีมายาวนานในประวัติศาสตร์ ยิ่งด้านคุณค่าทางจิตใจ ถือว่า เสียงเพลง มีความสำคัญมาก สามารถเยียวยาหรือบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตใจของมนุษย์ โรคบางโรคป่วยที่ใจจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เสียงดนตรีถือเป็นความผ่อนคลาย จึงช่วยบรรเทารักษาโรคป่วยทางใจให้ดีขึ้นได้ คนเรามักเลือกฟังเพลงตามที่ตัวเองนิยมชมชอบ ไม่ว่าจะเป็น เพลงสากล เพลงรัก เพลงลูกทุ่ง หรือแม้กระทั่งเพลงร็อค เพลงเหล่านี้ก็บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้เช่นกัน คนใจเย็นก็ชอบแนวคลาสสิค คนใจร้อนหน่อยก็ชอบเพลงในจังหวะเร็วๆ หรือออกแนวร็อค

แต่บางทีก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของแต่ละคน ณ ห่วงเวลานั้นด้วย จากคนชอบฟังเพลงร็อคๆ พอเจอสถานการณ์อกหักรักคุด ก็อาจจะเปลี่ยนแนวมาชอบเพลงทำนองเศร้าเคล้าน้ำตาได้เช่นกัน เพราะเสียงเพลง คือการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้ฟัง ปัจจุบันบทเพลงก็แบ่งออกเป็นหลายประเภท ร้องเดี่ยว ร้องคู่ หรือร้องประสานเสียง ต่างสร้างสรรค์ออกมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ฟัง เนื้อเพลงและท่วงทำนองก็ต่างดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย เสียงประกอบในดนตรีก็แปลกหูและถูกใจกันมากขึ้นจากเทคนิคของเครื่องดนตรีไฟฟ้า ถือว่าเสียงดนตรีมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับประโยชน์ของเสียงเพลง นอกจากให้ความบันเทิงแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ช่วยให้สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานได้ยาวนานขึ้น ในกลุ่มของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ต่างให้ลูกน้อยฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในท้อง เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก แถมยังช่วยผ่อนคลายความเครียดทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย และทางโรงพยาบาลเพื่อการวิจัยเด็กเซนต์จูด(ST. Jude Children’s Research Hospital) ยังเผยผลการวิจัยทดลองด้วยว่า เสียงดนตรี มีแนวโน้มควบคุมการขยายตัวของโรคมะเร็งในช่วงวัยเด็กสู่ผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นการค้นพบคุณประโยชน์ของเสียงดนตรีที่มีผลต่อสุขภาพชิ้นโบว์แดง บางครั้งความสุขของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุหรือสิ่งของล้ำค่า ราคาแพง แต่อาจจะเป็นแค่ เสียงเพลง เบาๆเพื่อทำให้เราผ่อนคลายความตึงเครียดจากภาระหน้าที่ต่างๆ หรือบทเพลงที่ปลอบโยนให้กำลังใจในยามที่รู้สึกท้อแท้และหาทางออกไม่เจอ จิตใจคนเราค่อนข้างอ่อนไหว บางครั้งแค่เนื้อเพลงประโยคสั้นๆ ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนๆนึงไปตลอดกาล โปรดอย่ามองบทเพลงหรือเสียงดนตรีเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสำหรับคนที่บาดเจ็บทางจิตใจแล้ว ถือว่าช่วยเยียวยาและบรรเทาอาการได้ดี อย่ามองคนที่ให้ความสนใจเสียงเพลงหรือเสียงดนตรีเป็นคนไม่มีแก่นสาร เพราะความรู้สึกและจินตนาการของแต่ละคนต่างกัน

เราควรมองและให้เกียรติในความชื่นชอบของแต่ละคน เพราะตราบใดที่ เสียงเพลง ของเขาไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้กับตัวคุณเอง ในส่วนที่เราไม่ควรมองข้ามคือ สิ่งที่มากเกินไปมักสร้างปัญหาตามมาได้เสมอ อย่างการฟังเพลงเสียงดังเกินไปก็อาจทำให้คุณหูหนวก และมีปัญหาในการได้ยินเสียงในอนาคตได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น เสียงเพลง ทำให้คุณมีความสุข แต่คุณควรให้มันพอดีกับชีวิตและร่างกายของคุณด้วยเช่นกัน