ความหลากหลายทางบทเพลงของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย

หากจะพูดถึงเรื่องบทเพลงต่างๆในประเทศไทยนั้นถือได้ว่ามีความหลากหลายเป็นอย่างมากเนื่องจากประชากรแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยก็ย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อรวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและไม่เหมือนกันจนกระทั่งถึงศาสนาก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้บทเพลงหลากหลายสถานที่มีความแตกต่างกันนั่นเอง โดยแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยเองก็จะมีการขับร้องเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ร้องเฉพาะถิ่นเพื่อความเพลิดเพลินนั่นเองอย่างเช่นภาคเหนือก็จะมีบทเพลงเฉพาะถิ่นที่เป็นภาษาคำเมืองรวมถึงบทขับร้องที่เป็นโคลง กาพย์ กล่อน ในทำนองแบบล้านนาเป็นต้น ส่วนทางภาคอีสานเองนั้นก็จะมีการขับร้องบทขับร้องต่างๆที่แปลกออกไปจากภาคอื่นๆด้วยเช่นกันซึ่งจะมีเนื้อหาเป็นบทขับร้องลำเรื่องแบบหมอลำรวมถึงมีบทกล่อนแบบอีสานเองด้วยเช่นกัน ส่วนในภาคกลางนั้นก็จะมีการขับร้องบทเพลงที่เป็นเพลงเฉพาะถิ่นหรือที่เรียกกันว่าเพลงลำตัดและรวมไปถึงเพลงลูกทุ่งในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนทางภาคใต้ของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วเค้าจะมีเนื้อหาที่ออกไปทางแนวชวามีการผสมกับภาษาใต้เป็นหลักโดยบทเพลงที่อาจจะใช้ขับร้องก็จะเป็นเนื้อหาเฉพาะถิ่นด้วยเช่นกันอย่างเช่นเพลงรำมโนราห์เป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วแต่ละท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือภาคกลางภาคอีสานและภาคใต้ก็ล้วนแล้วแต่มีเครื่องดนตรีที่สามารถส่งเสียงเพลงอันเป็นเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นที่มีความหลากหลายและมีความไพเราะโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นก็จะใช้เล่นเพื่อความบรรเทิงกันในท้องถิ่นเท่านั่น โดยทางภายเหนือนั้นกลุ่มเครื่องดนตรีหลักที่เรียกได้ว่าเครื่องดนตรีพื้นเมืองซึ่งจะใช้สำหรับบรรเลงเพลงต่างๆนั้นก็คงจะเป็นกลุ่มเครื่องดนตรีสะล้อ ซอ ซึ่ง เป็นต้น แต่ก็จะมีกลุ่มเนื่องดนตรีที่เป็นเครื่องดนตรีเฉพาะอีกหลากหลายเช่นปี่จุ่ม พินเป๊ยะ รวมถึงเครื่องดนตรีวงปีพาทย์พื้นเมืองนั่นเอง ในทางด้านภาคอีสานนั้นก็จะมีเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นที่ใช้เล่นกันในเฉพาะท้องถิ่นอันเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านโดยจะประกอบไปด้วยแคน โปงลาง และพิน เป็นเครื่องดนตรีหลักนั่นเอง ส่วนในภาคกลางนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเครื่องดนตรีไทยที่มีทั้งเครื่องดนตรีเป่าและเครื่องดนตรีเครื่องสายที่มีความไพเราะของเสียงบรรเลงอันได้แก่วงปีพาทย์ ประกอบไปด้วย ระนาด กลอง ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ขิม จะเข้ และซอเป็นต้น ส่วนในทางภาคใต้ของประเทศไทยก็มีเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นอีกเช่นเดียวกันโดยเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นทางภาคใต้นั้นส่วนใหญ่แล้วจะเน้นทีเสียงดังคึกคักรวมไปถึงมีทำนองที่เร็วจะประกอบไปด้วยกลองชนิดต่างๆและรวมไปถึงฆ้องวงใหญ่ และมีปี่ชวาเข้ามาร่วมด้วยนั่นเอง ฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ว่าความแตกต่างเฉพาะถิ่นเฉพาะในประเทศไทยนั้นก็มีความแตกต่าง อีกทั้งก็ยังมีความหลากหลายซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นก็จำมาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมของพื้นที่ใกล้เคียงเป็นหลักอันทำให้เกิดการผสมผสนกันเป็นบทเพลงที่ไพรเราะ และมีความเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง
นอกจากในเรื่องของบทเพลงนั้นจะช่วยให้เกิดความแตกต่างทางด้านเนื้อหาและรวมถึงเครื่องดนตรีแล้วยังส่งผลให้เกิดความแตกต่างไปถึงเรื่องการระบำรำฟ้อนด้วยเช่นกันซึ่งแต่ละท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ตามภูมิภาคของประเทศไทยก็จะมีการระบำรำฟ้อนที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นในทางพักเหนื่อยเองก็จะมีการฟ้อนที่ใช้เพลงจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองเป็นหลักอันจะมีความสุภาพอ่อนโยนและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆทำให้เกิดเป็นลีลาที่สวยงามนั่นเอง ส่วนในภาคอีสานเองนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของหมอลำและการเซิ่งเป็นหลักซึ่งถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับภาคอีสานมาอย่างช้านานนั่นเองโดยท่าทางการเซิ้งและการรำของหมอลำนั้นจะมีความเร็วและช้าตามแต่ลักษณะเพลงนั่นเอง ในทางภาคกลางเองนั้นก็จะมีการรำโดยการใช้เครื่องดนตรีไทยเป็นตัวบรรเลงให้เกิดเสียงเพลงโดยผู้รำก็จะรำไปตามจังหวะเสียงเพลงตามแต่จังหวะช้าหรือเร็วนั่นเอง ทางพรรคตายนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการรำเป็นหลักซึ่งที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของรำมโนราห์ที่ใช้เครื่องดนตรีทั้งภาคใต้ประกอบเข้ากับเสียงกลองเสียงปีชวาทำให้เกิดเสียงดังครึกครื้นและรวมไปถึงถ้ารำที่มีความสง่าสวยนั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทเพลงนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันออกไปโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะนำมาผูกผสานเข้ากับบทเพลงทำให้เกิดเป็นวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตท้องถิ่นแต่ละพื้นที่นั่นเอง ซึ่งหากเข้าใจอย่างลึกซึ้งในส่วนนี้ก็จะเห็นได้ว่าบทเพลงนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างวัฒนธรรมอีกทั้งยังสามารถสร้างสุนทรียภาพทางการฟังได้อย่างดี

อายุขัยกำหนดได้ด้วยเสียงเพลง

เมื่อลองไตร่ตรอง คิดอย่างมีสติ มีเหตุมีผล อายุขัยของมนุษย์น่าจะขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกิน การนอน การรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิต การมีสติรู้หลับรู้ตื่น รู้ตนเองตลอดเวลา หรืออีกนัยยะคือความไม่ประมาทนั่นเอง ลองสังเกตเหตุและผลของมันซึ่งผู้เขียนจะได้ยกตัวอย่างให้เห็นเพื่อผู้อ่านนำไปคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1. การกิน มีข้อสังเกตว่า ถ้าเรารับประทานอาหารที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ สะอาด จะส่งผลทำให้ร่างกายของเราได้รับสารอาหารที่ดีมีคุณค่า ร่างกายของเราก็จะมีการเผาผลาญที่ดีมีระบบ ไมมีสารตกค้าง ก็จะทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ไม่เกิดโรคที่ไม่พึงประสงค์ อายุขัยก็จะยืนยาวขึ้น
2. การนอน มีข้อสังเกตว่า ถ้าเรามีการพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ตามธรรมชาติ ตามเวลาชีวิต
ร่างกายของเราก็จะมีพลังในการทำงาน สมองได้รับการพักผ่อนก็จะหลั่งสารเมลาโทนิน สารเอ็นโดรฟีน ทำให้เรามีความสุข หน้าตาแจ่มใส สดชื่น ระบบขับถ่ายเป็นปกติ เช่น เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ (3-5ทุ่ม) ตื่นนอนแต่เช้า (ตี3-5) งีบบ้างในช่วงพักเที่ยงประมาณ 20 นาที เพื่อพักสมอง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้คงเป็นเหตุผลที่ทำให้อายุขัยของเรายืนยาวขึ้นได้
3. การรักษาสุขภาพกาย มีข้อสังเกตว่า คนที่ดูแลสุขภาพร่างกายด้วยการออกกำลังกายอยู่เสมอ
ส่วนใหญ่จะมีอายุยืน เนื่องจากระบบต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก ระบบหมุนเวียนของเลือด ระบบการหายใจ สมอง ระบบเผาผลาญขับถ่ายของเสีย ได้รับการกระตุ้น ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของมัน ดังนั้นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลให้มีอายุขัยที่ยืนนาน
4. การรักษาสุขภาพจิต มีข้อสังเกตว่า คนที่มีความเครียด มีใจอิจฉาริษยา ไม่รู้จักปล่อยวาง นำทุกสิ่งทุกอย่างจากการทำงาน จากชีวิตประจำวันมาครุ่นคิด วิตกกังวล มักไม่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตามมาด้วย
บางคนเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งสมอง โรคความดัน โรคหัวใจ ฯลฯ เป็นผลมาจากสภาพทางจิตใจทั้งสิ้น ดังนั้น คนที่อยากมีอายุยืนนานต้องมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย ทำใจให้เป็นสุข ปล่อยวาง ไม่เครียดในการทำงาน มีความสนุกในการทำงาน เกิดปัญหาอะไรที่ต้องนำมาครุ่นคิดให้นึกเสียว่า “ช่างเขา ช่างมัน” มีการวางแผนในการทำงาน ทำงานตามแผนที่ได้กำหนดไว้เพื่อลดความเครียด เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรามีอายุที่ยืนนานได้ โดยไม่ต้องพึ่งชะตาลิขิตหรือโชคชะตา
5. การมีสติ มีข้อสังเกตว่า บางคนได้ปฏิบัติในข้อต่าง ๆ ทุกข้อที่กล่าวมาแล้วแต่ก็ยังมีอายุสั้นนั่นเป็นเพราะลืมปฏิบัติเหตุผลที่สำคัญข้อนี้ กล่าวคือ การมีสติ ดำรงชีวิตอยู่กับความประมาท ไม่มีสติ การไม่มีสติอาจทำให้มีอายุสั้นลงได้เนื่องจาก อาจจะได้รับอุบัติเหตุ อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้อ่านควรมีสติในการกระทำกิจกรรมประจำวันทุกอย่าง เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว
ถ้าลองพิจารณาให้ดี อย่างมีเหตุผล สิ่งที่ส่งเสริมและพัฒนาทุกปัจจัยที่กล่าว คือ “เพลง” เพราะเพลง
สามารถพัฒนาทุกปัจจัยทั้ง 5 ข้อให้พัฒนาได้ทุกคน เริ่มจากการกิน ระหว่างคนที่กินโดยไม่มีเสียงเพลง กับคนที่กินไปพร้อม ๆ กับการฟังเพลง คนไหนจะมีความสุขกว่ากัน แน่นอน คนที่กิน ดื่ม และมีเพลงฟังไปด้วยจะมีความสุขและสุนทรียภาพ โดยสังเกตได้จากร้านอาหารตามข้างทางจะมีดนตรี หรือเพลงให้ลูกค้าฟังเกือบทุกร้าน ต่อมาปัจจัยทางด้านการนอน คนหลายคนก่อนนอนต้องเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อจะได้หลับอย่างมีความสุข แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ยังเปิดเพลงคลาสสิก เพลงกล่อม ให้ฟังเพื่อพัฒนาสมอง ปัจจัยที่สาม การรักษาสุขภาพกาย การออกกำลังกาย การปั่นจักรยาน การวิ่ง การเดิน การเต้น ล้วนต้องมีเพลงเข้ามาเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปัจจัยที่สี่ การรักษาสุขภาพจิต ข้อนี้สำคัญมาก คนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต คนที่มีความเครียดร้อยทั้งร้อยใช้ดนตรีบำบัดแล้วมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ปัจจัยสุดท้าย ปัจจัยที่ห้า การมีสติ ผู้เขียนเคยสังเกตเห็นโรงเรียน หรือสำนักสงฆ์หลายแห่งฝึกสมาธิให้กับเด็ก ๆ ด้วยการเปิดเพลงคลอเบา และนั่งสมาธิ จะเห็นได้ว่าเพลงจะเกี่ยวข้องกับทุกปัจจัย ทุกบริบท ทุกกระบวนการในการดำเนินชีวิต ดังนั้นแล้วมาฟังเพลงกันเถิด เพื่อการมีชีวิตที่มีความสุข ชีวิตจะได้ยืนยาว เพื่ออยู่กับคนที่เรารักไปนาน ๆ ด้วยการฟังเพลง

ขจัดความเครียดด้วยเสียงเพลง

เราเคยถามตัวเอง หรือเคยถามใคร หรือไม่ว่า เราเรียนไปทำไม เรียนไปเพื่ออะไร คำตอบที่ทุกคนน่าจะมีความเห็นตรงกัน 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอนก็คือ เพื่อไปหางานทำ และเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือรายได้นั่นเอง บางคนทำงานตั้งแต่เข้าจนมืดค่ำ บางคนก็ทำงานสบาย บางคนเป็นเจ้านาย บางคนเป็นลูกจ้าง แต่เมื่อคิดวิเคราะห์ให้ดีแล้ว ทุกคนที่ทำงานนั้นก็ทำตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง โดยใช้กำลังกาย กำลังสมอง หรือใช้ทั้งกำลังกายและกำลังสมองคู่กัน มีหลายคนที่ทำงานทั้งวันและทั้งคืน เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินรายได้ที่พอประทังชีวิต ในขณะที่หลายคนทำงานไม่ถึงครึ่งวันได้เงินรายได้มากกว่าหลายเท่า และยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนและต้องประกอบอาชีพส่วนตัว เช่น ค้าขาย รับจ้าง ใช้แรงงาน ฯลฯ
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คงจะไม่ผิดแต่ประการใดถ้าจะใช้หลักข้อหนึ่งของ หลักอิทธิบาท 4 ที่ว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คนที่มีเงินรายได้จนสร้างหลักสร้างฐานได้มีหลายคน ผ่านความยากลำบาก ในการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินรายได้ จากประสบการณ์และคำบอกเล่า ยังมีอีกหลายคนที่เมื่อช่วงอายุ 25-40 ขยันทำงาน มีความวิริยะ ทุ่มเทแรงใจแรงกาย ทุ่มเทเวลาพักผ่อนส่วนตัว เวลาที่สำคัญอื่น ๆ จนในที่สุดมีเงินรายได้อยู่ในระดับหลักล้าน เมื่ออายุ ในช่วง 40 – 50 ปี เกิดปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อีก และยังไม่มีปัญญาที่จะได้ใช้เงินเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง เพราะมีโรคร้ายมารุมเร้า สุขภาพทรุดโทรม ต้องนำเงินที่เก็บสะสมจากการทุ่มเททำงานมาทั้งชีวิตเพื่อใช้ในการรักษาตนเอง
ขอเรียนท่านผู้อ่านทุกท่านเพื่อเป็นวิทยาทาน โปรดอย่าลืมคำว่าสุขภาพ ท่านผู้อ่านควรให้เวลา เอาใจใส่กับตัวเอง ดูแลบำรุงรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพจิต พักผ่อนตามความเหมาะสมของเวลา รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหาร อย่าปล่อยให้ความเครียดทำร้ายตัวเราจนลืมตัวตนของตนเอง การฟังเพลงเป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก สามารถทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกับการฟังเพลงได้ ผู้ที่แบ่งเวลาในการทำงานได้เหมาะสม ทำงานอย่างพอดี ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ทานอาหารที่ดี ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมความสุขด้วยการฟังเพลง จะทำให้มีความสมดุล ในการดำรงชีวิต มีอายุยืนนาน มีแรงในการทำงานอีกนาน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอีกนาน ลูก ๆ จะไม่ขาดพ่อ ขาดแม่ มีที่ปรึกษาชีวิต และเป็นครอบครัวที่มีความสมบูรณ์ มีความสุข ส่งผลให้สังคมและ ประเทศชาติเป็นสังคมที่มีคุณภาพด้วย
ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำเรียนมาด้วยความเคารพ ว่าอยากให้ผู้อ่านได้ทบทวนการให้ความสำคัญของร่างกาย โดยการกำจัดความเครียดด้วยการฟังเพลง อาจจะเป็น เพลงไทย เพลงสากล เพลงคลาสสิก เพลงลูกทุ่ง เพลงเพื่อชีวิต เพลงบรรเลง หรือเพลงอะไรก็ได้ที่ตนเองชอบ ถ้ายังรักครอบครัว รักคนรอบข้าง อย่าลืมรักตัวท่านเองด้วย และแนะนำสนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวได้รักการฟังเพลง หรืออาจจะร้องคลอตามเพลง ร้องเพลงคาราโอเกะได้ก็ดี ขอให้ท่านท่องให้ขึ้นใจ สุขภาพจิตดี สุขภาพจิตดี สุขภาพจิตดี ด้วยการฟังเพลง ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการฟังเพลง ร้องเพลง หรือเล่นดนตรี เล่นเพลงให้ผู้คนรอบข้างได้ฟัง แบ่งปันความสุขให้กับทุก ๆ คน เท่านี้นับว่าได้เป็นผู้ที่มีคุณค่าที่สุดแล้ว เกิดมาทั้งที ได้แบ่งปันความสุข ได้ทำให้ผู้อื่นมีความสุขนับว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง เพราะ การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว จงรักษาสุขภาพจิตและสุขภาพกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ และมีความสุข มีพลังพร้อมที่จะสร้างผู้อื่นให้เป็นคนที่มีความสุข นำไปสู่การสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ประเทศชาติที่มีคุณภาพ โลกใบน้อย ๆ นี้ ก็จะเป็นโลกที่น่าอยู่ น่าอาศัย เป็นการส่งผลสำเร็จสู่อนาคต สู่ลูกหลานได้มีผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีความสุขทุกยุคทุกสมัย ให้ทุกคนที่เรารักและรักเรา เป็นสังคมและครอบครัวที่น่าอยู่และปลอดภัยด้วยการฟังเพลง ร้องเพลง ด้วยความสุขตลอดไป

เพลงร็อคกำลังจะจากไป สู่แนวอินดี้ ทางเลือกใหม่วัยรุ่นไทยในยุคดิจิตอล

แน่นอนว่าในทุกยุคทุกสมัยนั้นย่อมมีหลายอย่างที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การใช้ชีวิต ความบันเทิง รสนิยมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และสิ่งหนึ่งที่ต้องมีในทุกยุคทุกสมัยเพื่อเป็นความบันเทิงอีกทั้งยังเป็นการผ่อนคลายอีกรูปแบบนั้นก็คือ การฟังเพลง ที่ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มอายุที่มีความนิยมในการผ่อนคลายลักษณะนี้มากที่สุดนั้นก็คือกลุ่มวัยรุ่น ที่ในปัจจุบันได้มีความนิยมในการฟังเพลงเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก ด้วยสิ่งแวดล้อมและปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ข่าวสารที่สามารถทำได้กว้างไกลขึ้นจากแต่เดิมมาก เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิตอลที่ทำให้แนวเพลงใหม่ รวมทั้งศิลปินหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นมากมายทั้งในและต่างประเทศ ศิลปินหน้าเก่าที่เริ่มจะหายไปจากวงการตามกาลเวลา รวมถึงแนวเพลงบางประเภทที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมอย่างเช่นในอดีตแล้ว

ในอดีตแนวเพลงที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยรุ่นนั้นจะเป็นแนวป๊อบและร็อคเสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องยอมรับว่าในอดีตร็อคนั้นเป็นที่ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ ที่มักจะควบคู่สูสีกับแนวป๊อปแบบแยกกันไม่ออกเลยก็ว่าได้ วงดนตรีร็อคชื่อดังมากมายในต่างประเทศนั้นได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็น ACDC Metallic Queen Nirvana Gun’n Roses รวมถึงวงร็อคค่ายญี่ปุ่นอย่าง X-Japan ที่ตอนนี้แต่ละวงที่กล่าวมาได้กลายเป็นวงดนตรีร็อคอมตะไปแล้ว ได้สร้างอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินไทยในการทำเพลงเกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังทำให้ศิลปินหลายคนสามารถสร้างชื่อเสียงและโด่งดังระดับประเทศได้ไม่ว่าจะเป็น ไมโคร หินเหล็กไฟ Loso Ynot7 หรือวงร็อคที่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับความนิยมจากวัยรุ่นไม่มีตกจนถึงทุกวันนี้ก็คือวง Bodyslam นอกจากแนวร็อคแล้ว ที่ตีคู่กันไปตลอดก็คือดนตรีแนวป๊อป หรือบางรูปแบบได้มีการนำทั้งแนวร็อคและป๊อปผสมรวมกัน ที่เรียกว่าแนวป๊อบร็อค ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน และได้รับความนิยมกันมากในหมู่วัยรุ่น ซึ่งยุคนั้นรูปแบบการซื้อเทป หรือแผ่นซีดีมาเก็บสะสมไว้ฟังเป็นที่นิยมกันมาก รายได้ของศิลปิน และค่ายเพลงส่วนใหญ่จึงมากจากการขายแผ่นเสียง เทป หรือซีดีนั่นเอง

เมื่อเวลาผ่านไป พร้อมกับเทคโนโลยีการสร้างสรรค์ที่ก้าวหน้าทำให้วิวัฒนาการได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกิดเป็นแนวเพลงอีกมากมายโดยเฉพาะแนวอัลเทอร์เนทีฟ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคต่อมา ในส่วนของการแต่งกายของวัยรุ่นก็มักจะมาพร้อมกับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบเสมอ ในยุคอัลเทอร์เนทีฟนี้ ก็มาพร้อมกับการแต่งกายที่ค่อยข้างจะแสบทรวง อย่างเช่นวงอัลเทอร์เนทีฟร็อคในต่างประเทศอย่าง Red hot Chili peppers ที่โด่งดังมากโดยนักร้องดังที่ใส่กางเกงสีแดงเป็นเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างจะเจ็บแสบเลยทีเดียว ซึ่งแฟชั่นเหล่านี้ก็ได้แพร่ระบาดมายังวัยรุ่นไทยในยุคนั้นเช่นกัน อีกทั้งวงดนตรีไทยที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นยุคบุกเบิกของแนวอัลเทอร์เนทีฟในประเทศที่จะไม่พูดถึงเสียไม่ได้ก็คือวงโมเดิร์นด็อกนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าแนวอัลเทอร์เนทีฟนี้ไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าที่ควรเสียแล้ว แต่กลายเป็นแนวอินดี้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากวัยรุ่นไทยยุคนี้แทน

แนวอินดี้นี้เป็นแนวที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการฟังเพลงในรูปแบบดิจิตอล โดยกลุ่มศิลปินวัยรุ่นหน้าใหม่ได้มีการสร้างสรรค์แนวทางที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร และเน้นความเป็นเอกลักษณ์ทั้งเสียงร้อง แนวดนตรี ที่ฟังแล้วก็สามารถรับรู้ได้เลยว่าแนวนี้เป็นของศิลปินวงไหน ซึ่งการทำเพลงในยุคอินดี้นี้นักร้อง นักดนตรีมักจะสร้างสรรค์งานและปล่อยซิงเกิ้ลออกมาขายในช่องทางของแอพพลิเคชั่น หรือระบบของการซื้อขายออนไลน์ แทนการผลิตแผ่นซีดี ด้วยรูปแบบของการฟังที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้โมเดลลักษณะนี้เป็นได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับของวงการ เนื่องจากผู้ฟังที่ชื่นชอบย่อมอยากที่จะมีไฟล์เพลงเก็บไว้ อีกทั้งราคาของการซื้อขายนั้นก็ไม่แพงอย่างเช่นการซื้อแผ่นซีดีหรือเทปในอดีตด้วย จึงนับว่าแนวอินดี้ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีในยุคดิจิตอลนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก จึงจะเห็นได้ว่ามีศิลปินไทยหน้าใหม่ในแนวนี้ออกมาเป็นจำนวนมากกว่าแนวร็อคที่เป็นเจ้าตลาดในยุคที่ผ่านมา ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวอินดี้ที่กำลังเป็นที่นิยมนี้จะมาทดแทนแนวร็อคที่เป็นอมตะนิรันดร์กาลได้หรือไม่ หรือว่าวันหนึ่ง Rocks never die ก็จะกลับมาหวนคืนยึดครองบัลลังค์ของวงการได้เหมือนเดิม

เนื้อหาบทเพลง”สามารถสื่อความเป็นตน” เเห่งศตวรรษนี้

ดนตรีและเสียงเพลงเป็นสิ่งที่สามารถผ่อนคลาย ชีวิตจิตใจของคนเราได้ สร้างความรู้สึกของคนให้อิงไปตามบทเพลงนั้นๆ โดยบทเพลงและเสียงเพลงนั้นสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนคนนึ่งสามารถรับรู้ถึงบรรยากาศและความรู้สึกของตนเองได้เป็นอย่างดี บางครั้งเรื่องราวของความรัก การต้อสู้ชีวิต และกำลังใจนั้นอยู่ที่เนื้อหาของนักร้องที่ร้องออกมาแล้วสร้างแรงจูงใจให้คล้อยตามอารมณ์นั้นๆ

ตั้งแต่ในอดีตนั้นเสียงเพลงได้ที่ส่วนมากแล้วจะเป็นเพลงแนวลูกทุ่งและลูกกรุง ซึ่งเพลงลูกทุ่งนั้นหากเราตีความของความหมายแล้วจะเป็นเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียงและลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศของความเป็นลูกทุ่ง ซึ่งเสียงเพลงลูกทุ่งเหล่านี้ได้ถือกำเนิดมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีบางคนกล่าวว่าได้ถือกำเนิดในช่วงหลังสงครางโลกครั้งที่สอง ซึงเพลงที่ได้แต่งขึ้นในช่วงนั้น มาจากการร้องเพลงของไทยดั้งเดิม แต่หลังจากนั้นเพลงลูกทุ่งเหล่านี้ก็ได้มาสร้างและใส่ดนตรีเพลงสากลมาจนถึงทุกวันนี้ บทเพลงในสังคมปัจจุบันนี้ส่วนมากแล้วนั้นจะเกี่ยวกับความรักเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้แต่งเพลงนั่นส่วนมากแล้วจะเจาะตลาดวัยรุ่นที่แตกต่างในอดีตที่การแต่งเพลงนั้นจะเกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคมและความเป็นอยู่ อย่างเช่น ที่เห็นได้ชัดมากที่สุดนั้นเป็นบทเพลงเพื่อชีวิต ที่ศิลปินหลายคนได้ถ่ายทอดเอาไว้ และเป็นเพลงที่อมตะจนถึงทุกวันนี้ ที่เราสามารถฟังจนไม่อาจจะทอดทิ้งเหล่านี้ได้ อย่างเช่น ศิลปินอย่าง หงา คาราวาน, คาราบาว ,พงศิษย์ คัมภีร์ และอีกหลายๆท่าน

กลับกันในสังคมปัจจุบันนี้ บทเพลงเหล่านี้ไม่ได้มีการแต่งให้เราได้ฟังมากนัก เนื่องจากผู้แต่งเพลงได้เล้งเห็นค่านิยมของสังคมในยุคเดี่ยวนี้ เรื่องความรัก การอกหัก การพลับพรากสามารถนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงเสียเป็นส่วนใหญ่หลายค่ายนั่นต่างแข่งขันและผลิตเพลงออกมาเพื่อเอาใจวัยรุ่น เนื่องจากสามารถทำการตลาดได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโลดีและทวงทำนองในการแต่งเนื้อหาของการแต่งเพลงนั้นมีการพัฒนาตามเนื้อหาของเพลงตามเพลงสากลแถบยุโรป
การพัฒนาและการแต่งเมโลดีของเพลงในยุคปัจจุบันนี้นั้นยังได้รับความนิยมจากต่างประเทศในการติดตามเพลงเหล่านั้น นั่นหมายความว่าคนไทยนั้นมีความสามารถในการแต่งเพลงเพื่อจูงใจให้หันมาสนใจในเพลงไทย จนเสียงเพลงได้รับความนิยมจากทั่วโลก ทั้งเอเชียและยุโรป เคยมีนักร้องท่านหนึ่งเคยประสบความสำเร็จในงานต่างแดนและบางเพลงนั้นได้สอดแทรกเกี่ยวกับประเทศไทยสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในประเทศ
แน่นอนหล่ะ ว่าการแต่งเพลงแต่ละครั้งนั้นสามารถที่จะกระตุ้นอะไรหลายๆอย่างได้ ทั้งในแง่อารมณ์และความรู้สึกและจิตสำนึก รวมถึงค่านิยมของคนได้อีกด้วยเช่นกัน เพราะเชื่อว่าในการแต่งเพลงแต่ละครั้งผู้แต่งเองคงที่จะคำนึ่งในเรื่องการดำเนินชีวิตเสียส่วนใหญ่ สะท้อนภาพที่เราฟังแล้วคงจะคล้อยตามกับเนื้อหาที่เขาแต่งได้เป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละครั้งผู้เขียนเองมีความรู้สึกคล้อยตามในเสียงเพลงเหล่านั้น

สำหรับใครที่ต้องการลองแต่งเพลงสักเพลงเพื่อจุดหมายบางอย่าง ซึ่งผู้เขียนบอกได้เลยว่าในการแต่งเพลงแต่ละครั้งนั้นจะไม่ยากมากนักทั้งนี้อยู่ที่ความพยายามในการแต่งเพลงของผู้ที่ต้องการแต่งเพลงเหล่านั้น เคล็ดลับง่ายที่ผู้เขียนอาจจะมาเป็นข้อเสนอให้กับผู้ที่ต้องการแต่งบทเพลงแต่ละครั้ง โดยเคล็ดลับง่ายๆที่จะฝากไว้สำหรับผู้ที่ต้องการ
อันดับแรกนั่น ผู้ที่ต้องการแต่งเพลงต้องเตรียมตัวเตรียมตัว เตรียมใจ ในการแต่งเพลงแต่ละครั้ง เพราะการแต่งเพลงนั้นจำเป็นที่จะต้องมีทักษะอย่างหนึ่งนั้นคือ ความคิดสร้างสรรค์ โดยใจความหลักนั้นจะอยู่ที่ประโยคท่อนแรก หากสามารถแต่งท่อนแรกแล้ว ท่อนที่สองและที่สามนั่นก็จะตามมาทันที โดยอย่างน้อยสิ่งที่สำคัญนั่น Melody และเนื้อหานั่นจะหลุดลอยง่าย หากไม่ได้รับการบันทึกและจดไว้

หลังจากนั่น เข้าสู่ขั้นตอน การMelody ถ้าถามว่ายากมากไหม นั่นแปลว่าอาจจะยากนิดหน่อยเพราะต้องหา Melody ให้ตรงกับคอร์ดของเนื้อเพลง ขั้นตอนต่อมา การแต่งเนื้อร้อง นั่นคือการสร้างทิศทางของเนื้อเพลง เพื่อให้ได้จุดมุ่งหมายในการแต่งเพลงแต่ละครั้ง หลังจากนั้น เป็นการสร้าง เมโลดีให้เข้ากับเนื้อหาของบทเพลง และท่วงทำนอง ขั้นตอนนี้มีความยุ่งยากหน่อยเนื่องจากต้องใช้ประสบการณ์ในการสร้างให้ได้จังหวะ ทั้งการลงคำและการสัมผัสคำ
สุดท้ายนั้นเป็นการรวมเอาเนื้อหาทุกอย่างของบทเพลง ทั้งเมโลดี เนื้อหาเพลง และ คอร์ดเพลงเข้ามาเป็นจังหวะ ซึ่งอย่างน้อยผู้ที่ต้องการแต่งเพลงต้องฝึกฝน ผมเชื่อว่าสามารถทำได้อย่างแน่นอน เนื้อหาในบทเพลงนั่นสามารถแฝงอะไรหลายๆอย่าง ทั้งแง่ความคิด ทัศนคติและค่านิยม ฉะนั้นเวลาที่คนเรานั้นได้ฟังบทเพลงนั่นสามารถสะท้อนในตัวของคนคนนั่นอีกด้วย

หากคุณคือคนหนึ่งที่หลงใหลในเพลง งั้นเรามาตามหาเหตุผลในความชื่นชอบกันเถว่าง

หากโลกกลมๆใบนี้ของเราขาด เสียงเพลง ไป คงจะสร้างความเงียบเหงาให้กับมนุษย์เราไม่น้อย เพราะนอกจากจะสร้างเสียงไพเราะให้โลกแล้ว ยังเป็นเหมือนสื่อกลางถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกต่างๆจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เรียกว่า ใช้เป็นสื่อแทนใจกันได้เลย หลายคนเลือก ฟังเพลง ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า มันสร้างความสุขให้ทุกครั้งที่ได้ฟัง

การ ฟังเพลง กลายเป็นกิจกรรมยามว่างของหลายๆคน เพราะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ปลดปล่อยอารมณ์จากโลกของความเป็นจริง รวมไปถึงฟังเพื่อให้ เนื้อเพลง มันจี้แทงใจดำให้มันเจ็บให้พอแล้วจะได้จบความเสียใจครั้งนี้ มันไม่ได้สำคัญเลยที่คุณจะชอบเพลงแนวไหน สำหรับการฟังเพลงแล้ว มันคือความบันเทิงใจ อยู่ที่ว่าแนวไหนจะโดนใจคุณมากที่สุด อย่างคนในเมือง อาจจะคุ้นเคยกับแนวเพลงสากลหรือแนวเพลงคลาสสิค ไม่แปลกที่พวกเขาจะหลงใหลกับบทเพลงแนวเหล่านี้ เช่นเดียวกับคนต่างหวัด ที่ส่วนมากทำนาทำไร่ก็จะชื่นชอบในแนวเพลงลูกทุ่งเพราะเนื้อเพลงมันจะสะท้อนความเป็นตัวตนของชาวทุ่งชาวนาได้ดีกว่า แต่ส่วนมากที่ทำให้คุณหลงใหลใน เพลงๆ หนึ่งมากจนถึงมากที่สุดได้ นั่นเป็นเพราะมันสื่อความหมายและบอกเล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ทำให้คุณไม่อาจจะลืมเพลงบทนี้ไปได้ งั้นเรามาตามหาคำตอบกันดีกว่า ซึ่งคุณอาจจะรู้ดีอยู่แล้วก็เป็นได้
คุณเคยเป็นบ้างไหม พอฟังเพลงนี้ปุ๊บ ทำให้คุณนึกถึงคนๆนึงขึ้นมาทันที ส่วนมากไม่มีเหตุผลตายตัวเลยเป็นความรู้สึกล้วนๆ อาจจะเป็นเพราะเพลงนี้บอกเล่าเรื่องราวของคนๆนึงได้ดีมาก คนๆหนึ่งที่อาจทำให้คุณรัก คุณเศร้า มีรอยยิ้ม หรือ อาจเป็นคนที่ทำให้คุณเกลียดสุดๆ นั่นเพราะมันสื่ออารมณ์และถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เช่นเดียวกับการที่เราอยากบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านบทเพลงเพื่อมอบให้คนๆนึ่ง และนั่นก็อาจทำให้เขานึกถึงคุณทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนั้นเช่นกัน ถึงแม้จะมีบทเพลงใหม่ๆเกิดขึ้นมาทุกวัน แต่เชื่อเถอะว่า ความทรงจำดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน กับทุกคนหรือแม้แต่ กับทุกบทเพลง ปล่อยเพลงอื่นๆให้เป็นความทรงจำของคนอื่นบ้างก็ดีนะ ลองคิดดู ว่ามี 10 บทเพลง ก็ทำให้เรานึกถึงคน 10 คน เสียงเพลงคงทำให้เราไม่เหงาทั้งวันแน่ๆ
นักแต่งเพลง ก็ถือว่าเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้เราชื่นชอบในบทเพลง รวมไปถึงนักร้อง เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดใจที่ทำให้เราหลงไหลได้ง่ายๆ ต่อให้เขาจะร้องเพลงรัก หรือ เพลงร็อค แน่นอนว่าถ้าหากคุณชูป้ายว่าหลงใหลแล้ว คุณก็ยินดีรับฟังทุก บทเพลง ที่เป็นผลงานของเขา คนเราชื่นชอบต่างกันและไม่จำเป็นต้องให้เหมือนคนอื่น ในเมื่อเสียงเพลงทำให้เรามีความสุขก็จงใช้มันทำให้ชีวิตแต่ละวันของเราเจอแต่เรื่องราวดีๆที่ถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลง ไม่ว่าวันนี้คุณจะอยากยิ้ม อยากหัวเราะ หรืออยากร้องไห้ ไม่มีใครสามารถบังคับคุณได้ อย่าปล่อยให้คนอื่นมีอิทธิพลเหนือความสุขของตัวคุณเอง

เพลง ที่ดีจะทำให้คุณรู้สึกได้หลากหลายอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงสมัยใหม่ อาจจะเป็นบทเพลงเก่าๆบทเพลงหนึ่ง ที่แต่งและร้องด้วยท่วงทำนองที่น่าหลงไหล หลายคนเก็บสะสมแผ่นเสียงเพลงเก่าๆจนกลายเป็นงานอดิเรก เพราะความเก่าที่ทรงคุณภาพทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าที่คู่ควรเก็บรักษาไว้ ถึงแม้โลกในยุคสมัยนี้จะเปลี่ยนไป มีการถ่ายทอดอารมณ์เพลงผ่านเรือนร่างกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าและความดีงามของบทเพลงเลือนลางหายไป คนที่ชื่นชอบและหลงใหลในบทเพลงจริงๆ ไม่ได้มองแต่แง่ลบที่เกิดขึ้นกับยุคปัจจุบัน แต่พวกเขาจะเก็บรักษามาตรฐานความไพเราะของบทเพลงไว้ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เพลงทำให้ชีวิตของมนุษย์มีสีสันมากขึ้น ไม่ว่าจะทำให้รู้สึกสุข ทุกข์ เศร้า เหงา หรือเสียน้ำตา แต่มันทำให้เรียนรู้ว่า การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับการหาวิธีผ่อนคลายหรือปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลง แม่จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆสำหรับบทเพลงๆหนึ่ง แต่อาจจุดประกายชีวิตให้คุณมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อไป เรื่องบางเรื่องเรากลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่เราสามารถลุกขึ้นมาหาแรงบันดาลใจแล้วสู้กันต่อไป ขอบคุณเสียงเพลงจากใจ

คนไทยรู้ไหม? เพลงชาติไทยมีกี่เวอร์ชั่น?

เสียงดนตรีที่เรามักได้ยินทุกเช้าเวลา 8 นาฬิกาตรงและทุกเย็นเวลา 18 นาฬิกาตรงเป็นสัญญาณที่ทำให้ทุกคนมีสติรู้ตัวแล้วยืนขึ้นตรงไม่ว่าจะอยู่ที่ใด (ยกเว้นแต่ในอาคารสถานต่างๆ ล่ะนะ) ซึ่งเป็นภาพที่แม้แต่ชาวต่างชาติผู้มาเยือนยังเคยออกมาให้ความเห็นกันว่าน่าขนลุกทุกครั้งที่เห็นภาพนี้และน่าภาคภูมิใจที่คนไทยมีความรักในประเทศของตนมากขนาดนี้อันเนื่องมาจากการที่มีผู้โพสต์คลิปคนไทยยืนตรงเมื่อเสียงดนตรีบรรเลงทำนองเพลงชาติไทยดังขึ้นลงโลกออนไลน์
แต่เรื่องที่น่าแปลกใจคือตัวคนไทยเองกลับไม่ค่อยมองเห็นค่าความสำคัญของเอกลักษณ์ของชาติเรานัก เอาคำถามง่ายๆ ว่า “รู้หรือไม่ว่าประเทศไทยเคยมีเพลงชาติมาทั้งหมดเท่าไหร่” หลายคนคงทำหน้างงกันเป็นไก่ตาแตกเพราะแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็จะได้ยินแค่ในเวอร์ชั่นปัจจุบันเท่านั้น จึงอยากนำเอาประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้ทุกคนได้อ่านและทราบกันโดยทั่วว่าประเทศไทยเคยมีมาถึง 7 เวอร์ชั่นด้วยกัน!
1. จอมราชจงเจริญ นับเป็นฉบับแรกที่ถูกประกาศใช้ออกมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอังกฤษซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมอย่างที่หลายคนทราบ จึงมีการนำต้นฉบับของประเทศอังกฤษคือ ก็อดเซฟเดอะควีน (God Save The Queen) มาประพันธ์เนื้อร้องใหม่นั่นเอง ฉบับนี้ใช้ระหว่างปี พ.ศ.2395-2414
2. ดัดแปลงจาก บุหลันลอยเลื่อน ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยมีการนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อใช้เป็นเพลงชาติแทนของเดิมซึ่งมีความเป็นต่างชาติคืออังกฤษมากเกินไป อันเป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงต้องการให้ประเทศไทยมีอะไรที่แสดงความเป็นเอกราชของชาติไทยได้อย่างชัดเจน ใช้ในช่วงปี พ.ศ.2414-2431
3. สรรเสริญพระบารมี ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เรายังร้องกันอยู่เป็นครั้งคราวในงานพระราชพิธีต่างๆ หรือวันสำคัญของราชวงศ์จักรี (และคงได้ยินอยู่บ่อยครั้งสำหรับคนที่ไปใช้บริการโรงภาพยนตร์เป็นประจำ) จะเคยมีศักดิ์เป็นถึงเพลงประจำชาติมาก่อน! โดยฉบับนี้ถูกประพันธ์โดยนักประพันธ์ 2 ท่าน หนึ่งคือชาวรัสเซียชื่อ ปโยตร์ สชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) และอีกหนึ่งท่านเป็นชาวไทยคือ สมเด็จฯ กรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้บรรเลงในปี พ.ศ.2431-2475
4. ชาติมหาชัย ถูกใช้ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีจุดประสงค์คือเพื่อให้เกิดความรักชาติและความสามัคคีในหมู่คณะ โดยอาศัยเอาทำนองเพลงมหาชัยมาประพันธ์เนื้อร้องใหม่ด้วยฝีมือการประพันธ์ของ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) น่าเสียดายที่มีการร้องในฐานะเพลงชาติเพียง 7 วันเท่านั้นเอง
5. ฉบับพระเจนดุริยางค์ ซึ่งท่านได้รับการทาบทามขอให้แต่งขึ้นเพื่อใช้แทนอันก่อนหน้าที่แต่งหน้าเพื่อแก้ขัดเท่านั้น โดยมีขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนภาคพันธุ์) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง ใช้ระหว่างปี พ.ศ.2475-2477
6. ฉบับพระเจนดุริยางค์ เป็นฉบับปรับปรุงที่มีการเพิ่มคำร้องของ นายฉันท์ ขำวิไล ลงไปด้วย โดยเพิ่มต่อจากเนื้องร้องเดิมของขุนวิจิตรมาตรา ใช้ระหว่างปี พ.ศ.2477-2482
7. เพลงชาติไทยฉบับปัจจุบัน เป็นฉบับที่ได้มาจากการจัดการประกวดแข่งขัน (มีแบบนี้กันมาตั้งแต่สมัยนี้เลยทีเดียว) โดยมีกติกาที่ว่าจะต้องใช้ทำนองเดิมของพระเจนดุริยางค์ เพียงแต่ประพันธ์คำร้องใหม่ให้มีความยาวเพียง 8 วรรคหรือก็คือกลอน 2 บทที่เราเคยเรียนสมัยชั้นประถมศึกษา และมีคำว่า “ไทย” อยู่ในเนื้อร้องด้วย อันเนื่องมาจากปี พ.ศ.2482 นั้นเป็นปีที่ประเทศเราได้ทำการเปลี่ยนชื่อจาก “ประเทศสยาม” มาเป็น “ประเทศไทย” นั่นเอง ซึ่งผู้ที่ชนะการแข่งขันครั้งนั้นก็คือ พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งในนามของกองทัพบก โดยมีการปรับแก้ไขเล็กน้อยและถูกประกาศใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่ากว่าจะมาเป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันให้เราได้ร้องและยืนตรงเคารพธงชาติกันอย่างทุกวันนี้นั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างมากมาย และบางเวอร์ชั่นยังเป็นการสื่อนัยยะของความเป็นเอกราชของประเทศเราอีกด้วย ฉะนั้นแล้วหลังจากที่ใครได้อ่านบทความนี้ไปก็อยากให้พึงระลึกเสมอว่าเอกลักษณ์ชาติเรานี้แม้จะมีต้นกำเนิดมาจากชาติหากแต่มันก็ค่อยๆ กลายรูปเปลี่ยนร่างมาเป็นเพลงชาติไทยที่แต่งโดยคนไทยและมีไว้เพื่อคนไทยทุกคนจนสำเร็จ
เนื้อร้องและท่วงทำนองมันมีความหมายเพราะคนแต่งและคนฟังให้คุณค่าแก่มัน นั่นหมายความว่าเพลงชาติไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 7 เวอร์ชั่นจะไม่มีความหมายเลยถ้าคนไทยเองยังไม่ให้ความสำคัญ อย่างน้อยก็ขอให้เทียบเท่ากับของต่างชาติที่หลายคนเป็นแฟนคลับหรือของไทยที่ฟังกันทั่วบ้านทั่วเมือง ฉะนั้นแล้ว…โปรดยืนตรงเคารพธงชาติด้วยความคิดที่ว่า “นี่คือเพลงของพวกเราคนไทยทุกคน”

เสียงเพลง พลังแห่งดนตรีบำบัด ที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ

เป็นที่ทราบกันแล้วว่านักวิจัยได้พยายามศึกษาถึงการทำงานของระบบสมองจนเข้าใจแล้วว่าสมองเป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกายรวมไปถึงอารมณ์ด้วย การวิจัยในขั้นถัดไปจึงเป็นการศึกษาถึงรายละเอียดที่ลึกซึ้งลงไปอีก จนสามารถพบปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สามารถควบคุมและบำบัดอาการของโรคหลายๆชนิดได้นั่นก็คือ Binaural Beats

Binaural Beats ไม่มีนิยามที่เป็นภาษาไทยแต่ความหมายคงตรงตัวคือ เป็นการฟังเสียง 2 เสียงแล้วเสียงทั้งสองนั้นผ่านเข้ามาทางประสาทหูทั้งสองข้างเกิดการแทรกสอดกันจนเกิดเป็นเสียงบีตส์ โดยใช้การผสมเสียงสองความถี่ดังกล่าวนั้นแทรกไว้ในเสียงเพลง สิ่งนี้ถูกค้นพบโดย เฮนริช วิลเฮล์ม ดอฟ ชาวเยอรมันเมื่อปี 1839 สิ่งที่เขาค้นพบคือสิ่งมีชีวิตได้ยินเสียงในช่วงความถี่ที่ไม่เท่ากัน มนุษย์ 20 – 20000 เฮิรตซ์ สุนัขมากกว่า 45000 เฮิรตซ์ ช้างต่ำสุด 3 – 4 เฮิรตซ์ แนวความคิดนี้ของ ดอฟ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเมื่อ เจอรัล ออส์เตอร์ได้พยายามวินิจฉัยปัญหาเกี่นวกับการได้ยินและโรคทางสมอง สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิจารณาว่าสมองกำลังแสดงอารมณ์อย่างไรก็คือคลื่นสมอง ( Brainwaves ) โดยสามารถจำแนกระดับของคลื่นสมองได้เป็น 5 ระดับคือ ระดับแกมมา( Gamma ) มีความถี่มากกว่า 40 เฮิรตซ์ ผลที่เกิดกับสมองก็คือสมองมีการตื่นตัว มีความสามารถในการแก้ปัญหา ระดับเบต้า (Beta) มีความถี่ 13 – 40 เฮิรตซ์ มีผลคือเกิดความกระฉับกระเฉง มีความตั้งใจ ระดับแอลฟ่า(Alpha) มีความถี่ 7 – 13 เฮิรตซ์ มีผลคือสมองผ่อนคลาย มีการตระหนักรู้ในตัวเอง ระดับธีต้า(Theta) มีความถี่ 4 – 7 เฮิรตซ์ มีผลคือจิตใต้สำนึกทำงาน มีการผ่อนคลายแบบล้ำลึก และระดับเดลต้า(Delta) มีความถี่ 0.5 – 4 เฮิรตซ์ มีผลคือทำให้นอนหลับ ไม่รู้สึกตัว หลั่งgrowth hormone ซึ่งนอกจาก 5 ระดับนี้แล้วยังมีอีก 2 ระดับที่ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ระดับ เอ็พซิลอน(Epsilon) มีความถี่ต่ำกว่า 0.5 เฮิรตซ์ และ ระดับแลมด้า(Lampda) มีความถี่สูงกว่า 100 เฮิรตซ์ 2 ระดับนี้มีความสัมพันธ์กันคือในเอ็พซิลอนจะมีแลมด้าแฝงอยู่ และในแลมด้ามีเอ็พซิลอนแฝงอยู่ หากสมองอยู่ในช่วงเอ็พซิลอนเชื่อว่าเป็นการเปิดตาที่ 3 และในช่วงแลมด้า จะสามารถสัมผัสสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติได้

ผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า Binaural Beats มีประโยชน์ในการบำบัดอาการต่างๆได้ดังนี้ คืออาการนอนไม่หลับ การเพิ่มความสุขในชีวิต ลดการนอนกรน เพิ่มความสดชื่น ลดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ ลดอาการไมเกรน ลดอาการวิตกกังวล คลายความเศร้า เพิ่มการเรียนรู้ เพิ่มความจำ พัฒนาการทางอารมณ์ และแนวความคิดนี้เองที่ทางทีมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการทดลองตามแนวทางนี้โดยใช้เสียงเพลงพื้นเมืองล้านนาสอดแทรกเข้าไปในบทเพลงที่จะเปิดให้อาสาสมัครได้ฟัง เสียงที่จะนำมาใช้มีความถี่ในช่วง 1000 – 1500 เฮิรตซ์ เป็นความร่วมมือกันระหว่างยอดครูเพลงพื้นเมือง ครูแอ๊ดภานุทัต อภิชนาธง และดัดแปลงเสียงโดย ผศ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ ผู้เชี่ยวชาญดนตรีดิจิตอล และ รศ.ดร.พญ.ลักขณา ไทยเครือ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสียงเพลงที่ได้สังเคราะห์ขึ้นมานั้นแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เสียงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสียงดนตรีประเภท trance music หรือ rhythmic music ซึ่งจะเล่นวนต่อเนื่อง และเสียงความถี่บีตส์ ที่มีเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของทีมทดลองโดยอ้างอิงจาก ระดับของ Brainwaves ทั้ง 5 ระดับดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เสียงเพลงทุกชุดสอดแทรกเสียงบีตส์ความถี่ต่างๆไว้ในบทเพลงผ่านหูทั้งสองข้างด้วยความถี่ไม่เท่ากันและผลต่างของความถี่ทั้งสองนั้นเองที่เรียกว่าความถี่บีตส์ เช่นให้เสียงผ่านเข้าหูข้างหนึ่ง 400 เฮิรตซ์ ส่วนอีกข้างหนึ่ง 410 เฮิรตซ์แต่กลบเสียงบีตส์เหล่านั้นไว้ด้วยเสียงเพลงต่างๆนั่นเอง เสียงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้ฟังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีตและดึงดูดให้สมองไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความถี่บีตส์ที่แฝงไว้ เสียงดนตรีที่เป็น trance หรือ rhythmic music จะช่วยให้เกิดจินตนาการและภาพขึ้นภายในสมองของผู้ที่ฟังเพลง โดยมีการกำหนดเสียงเพลงที่หน่วงให้เกิดอารมณ์ต่างๆรวมทั้งสิ้น 6 ชุด เป็นเพลงที่ได้รับการสังเคราะห์ขึ้นมาชุดที่ 1 ใช้ความถี่เริ่มต้นจาก 20 เฮิรตซ์และซ์เปลี่ยนเป็น 4 เฮิรตซ์ในช่วงท้ายเป็นชุดบทเพลงที่ทำให้ง่วง ชุดที่ 2 ใช้ความถี่เริ่มต้นจาก 8 เฮิรตซ์แล้วเปลี่ยนเป็น 2 เฮิรตซ์ตอนท้ายเป็นบทเพลงที่ฟังแล้วง่วงจนหลับ ชุดที่ 3 มีความถี่เริ่มต้นที่ 4 เฮิรตซ์และเปลี่ยนเป็น 15 เฮิรตซ์ ตอนท้ายทำให้ง่วงแล้วตื่น ชุดที่ 4 มีความถี่เริ่มต้น 20 เฮิรตซ์ ช่วงท้ายเปลี่ยนเป็น 10 เฮิรตซ์ฟังแล้วตื่นตัวสบาย ชุดที่ 5 มีความถี่เริ่มต้นที่ 10 เฮิรตซ์ แล้วเปลี่ยนเป็น 30 เฮิรตซ์ฟังแล้วรู้สึกสบายมีสมาธิ และชุดที่ 6 ใช้ความถี่เปลี่ยนไปมาในช่วง 4 – 34 เฮิรตซ์ฟังแล้วรู้สึกสบายแต่งง

ทุกชุดบทเพลงนั้นมีการสอดแทรกเสียงอื่นๆเข้าไปด้วยเช่นเสียงธรรมชาติ เสียงระฆัง เสียง trance music เสียง rhythmic music เสียงพระเทศน์ เป็นต้นเพื่อให้บทเพลงแต่ละชุดนั้นช่วยเหนี่ยวนำอารมณ์และความรู้สึกของสมองได้ดียิ่งขึ้น ใครอยากลองสัมผัสว่าเป็นอย่างไรก็สามารถหามาลองฟังกันได้

ใช้บทเพลงบูรณาการการศึกษา ช่วยพัฒนาสมอง และร่างกาย

เพลงและเสียงดนตรีนั้นมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกๆระดับอายุ ไม่จำกัดว่าจะรวยหรือจนส่วนมากต่างก็มีแนวเพลงโปรดของตัวเองไว้เปิดฟังเสมอ เสียงเพลงจะช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้มไปตามเนื้อหาอารมณ์ของเพลง จากผลการวิจัยหลายๆงานก็บ่งชี้ว่าเพลงสามารถพัฒนาสมองได้ และมีการนำมาใช้ประกอบการเรียนในห้องเรียนของเด็กประถมกันมากมายหลายประเทศ
นักวิจัยพยายามทำความเข้าใจระบบการทำงานของสมองก่อนเพื่อที่จะได้มาเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับบทเพลงว่าช่วยส่งเสริมและพัฒนากันได้อย่างไร สมองมีเซลล์ประสาทมากมายหลายล้านเซลล์ เซลล์ประสาทเหล่านี้เชื่อมต่อกันด้วยระบบสารเคมีและประจุไฟฟ้าบริเวณจุดเชื่อมต่อ( Synapse ) เซลล์ประสาทจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆเพื่อทำหน้าที่แต่ละอย่างร่วมกัน ทุกครั้งที่มีกิจกรรมทางร่างกายทางความคิดก็จะมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่กระแสไฟฟ้าไม่ได้ผ่านจุดเชื่อมต่อก็จะทำให้เซลล์ประสาทจุดนั้นเสื่อมสภาพไป ในทางตรงข้ามหากมีการกระตุ้นให้เกิดกระแสไฟฟ้าผ่านบริเวณจุดเชื่อมต่อนั้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอก็จะทำให้มีเครือข่ายเส้นใยประสาทมากขึ้นมีจุดเชื่อมต่อมากขึ้น ประสิทธิภาพของการทำงานของสมองโดยเฉพาะส่วนที่มีการกระตุ้นอยู่ตลอดนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ หน้าที่เฉพาะที่ว่านั้นก็รวมไปถึงสติปัญญา การคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ ความฉลาด แม้กระทั่งการทำงานของระบบร่างกายอย่างการทำงานของหัวใจ ระบบการส่งฮอร์โมน อวัยวะต่างๆ ระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเข้าใจหลักการทำงานของเซลล์ประสาทที่อยู่ภายในเซลล์สมองก็เริ่มมีการเชื่อมโยงกันว่า แล้วเพลงมีผลต่อระบบเหล่านี้อย่างไร มีการทดลองของสเตฟาน โคล์ช และคณะได้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอีกทั้งยังเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถทางดนตรีเลย คือไม่เคยเล่นดนตรีใดๆเลย ให้ทดลองฟังอนุกรมของคอร์ด( Chord Series ) ในบันไดเสียงต่างๆที่ถูกกำหนดไว้สองเงื่อนไขคือ มีความเหมาะสมกับไม่มีความเหมาะสม กลุ่มตัวอย่างไม่สามารถแยกความแตกต่างเหล่านั้นได้ แต่จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองพบว่ามีการตอบสนองต่อเพลงที่มีคอร์ดที่เหมาะสมและต่อต้านเพลงที่มีคอร์ดไม่เหมาะสม และยังพบอีกว่าความสามารถทางดนตรีนั้นไม่ได้ถูกควบคุมด้วยสมองซีกขวาเท่านั้นหากแต่เป็นการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก และหากมีการฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี จะสามารถเพิ่มพื้นผิวสมองได้ และทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น การร้องเพลงในวงประสานเสียงทำให้ผู้ที่ร่วมขับร้องเพลงนั้นมีอายุยืนยาวขึ้น หรือการใช้เสียงบทเพลงเพื่อใช้บำบัดผู้ป่วยที่พูดไม่ได้ให้สามารถกลับมาพูดได้อีกครั้งก็มีการบันทึกไว้
เมื่อทราบแล้วว่าเพลงสามารถพัฒนาได้ทั้งทางร่างกาย สมอง และอารมณ์ จึงเริ่มมีการนำบทเพลงมาใช้บูรณาการกับการศึกษาในรายวิชาต่างๆ ครูประถมศึกษาในอเมริกาได้แต่งเพลงประกอบการสอนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าเด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังสามารถจดจำบทเรียนเหล่านั้นได้ ดร.จอร์จิ ลาซานอฟ จัดโปรแกรมดนตรีควบคู่กับการเรียนประถมศึกษาหลักสูตร 4 ปีของบัลแกเรีย พบว่าเด็กใช้เวลาเพียง 2 ปีก็จบหลักสูตรได้แล้ว เมื่อทดลองนำบทเพลงบูรณาการกับบทเรียนไปใช้กับเด็กอเมริกาในระดับมัธยมศึกษาโดยจัดให้มีนักเรียนที่เรียนดนตรีกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียนดนตรีพบว่ากลุ่มที่เรียนดนตรีมีคะแนนเฉลี่ยสะสม 3.57 เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยสะสม 2.91 และในกลุ่มที่เรียนดนตรีมีผู้ได้คะแนนเฉลี่ยสะสม 4.00 ร้อยละ 16 เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียนดนตรีซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น นอกจากนั้นยังพบว่าดนตรียังมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสามารถทางด้านภาษา และความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์อีกด้วย เสียงเพลงนั้นนอกจากจะช่วยพัฒนาสติปัญญาแล้วยังช่วยในการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบอีกด้วย ตามทฤษฎีขั้นตอนการเรียนรู้ของบลูม(Bloom) ที่วงการเรียนการศึกษารู้จักกันดีอธิบายไว้ว่าการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน คือ ขั้นจำได้ ขั้นเข้าใจ ขั้นนำไปใช้ ขั้นวิเคราะห์ ขั้นสังเคราะห์ และขั้นประเมินคุณค่า เมื่อทำการทดลองให้เด็กฟังเพลงที่มีจังหวะเหมาะสมเนื้อเพลงจำง่ายๆ ต่อเนื่องกันไปทุกวันวันละครึ่งชั่วโมงเป็นเวลาประมาณ 1 ปีพบว่าเด็กจะสามารถจดจำเนื้อร้องทำนองเพลงได้ แล้วจากนั้นก็จะเริ่มมีความเข้าใจความหมายของบทเพลงโดยรวมเข้าใจเสียงดนตรีชนิดต่างๆได้ จึงสามารถวิเคราะห์แนวทำนองของเครื่องดนตรีแต่ละแนว สังเคราะห์ได้ว่าแต่ละเสียงมีคุณภาพเสียงอย่างไรและสามารถประเมินคุณค่าของเพลงนั้นได้ ซึ่งผลจากการทดลองดังกล่าวยังทำให้พบว่าเด็กมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีกด้วย
การฟังเพลงนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์อ่อนไหวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเสียงเพลงช่วยให้ความสามารถทางอารมณ์( EQ = Emotional Quotient )ดีขึ้นกลับยิ่งทำให้ผู้ที่ฟังเพลงนั้นมีอารมณ์ที่มั่นคง มีเหตุผลกว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังเพลง ซ้ำยังช่วยให้มีพลังสมาธิดียิ่งกว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังเพลง ข้อดีต่างๆเหล่านี้เป็นผลมาจากการวิจัยในประเทศชั้นนำของโลกมากมายซึ่งสามารถช่วยพัฒนาเด็กซึ่งเป็นกำลังของชาติในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ยุคทองของการประกวดร้องเพลง

ยุคนี้ต้องบอกว่ามีเวทีประกวดร้องเพลงให้เลือกมากมายเหลือเกิน ถือเป็นยุคทองของคนที่มีความฝันอยากเป็นนักร้อง บางเวทีมีเงินรางวัลหลักล้าน ให้ทั้งบ้านและรถยนต์ บางเวทีให้โอกาสเป็นศิลปินนักแสดง และทุกเวทีให้ประสบการณ์และชื่อเสียงซึ่งถึงมีเงินก็หาซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หากคุณชอบฟังเพลง ชอบร้องเพลง และฝันอยากเป็นนักร้อง อย่ารอช้า มาต่อยอดความฝันให้เป็นจริงกันดีกว่า

รายการประกวดร้องเพลงยอดฮิตในเวลานี้มีให้เลือกหลายแนว ถ้าคุณเป็นพวกนักล่าฝันอยากมีสังกัดดีๆ ก็มุ่งหน้าไป The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ซึ่งเวทีนี้ทั้งวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวจะชอบมาก คุณจึงต้องฝ่าด่านนักร้องนับพันนับหมื่นคัดแล้วคัดอีกกว่าจะมายืนบนเวทีนี้ได้ เวทีนี้เน้นทั้งเสียงร้องดี ไม่ว่าจะเลือกเพลงแนวไหนเข้าประกวดก็ตาม ทั้งเพลงไทย เพลงลูกทุ่ง เพลงสตริง เพลงสากล สามารถเลือกได้ตามความชอบ และจะเน้นรูปร่างหน้าตาที่ต้องมีหน่วยก้านไปเป็นนักร้องได้ด้วย ดังนั้นต้องพิจารณาตัวเองให้ดีก่อนว่าเราร้องเพลงได้ดีจริงๆ รวมทั้งรูปร่างลักษณะดีพอที่จะก้าวไปถึงดวงดาวได้ เวทีนี้ก็เหมาะกับคุณ อีกรายการหนึ่งที่ฮิตสุดๆ คือ The Voice Thailand รายการที่มีคนดูทั่วประเทศ การแข่งขันเน้นเสียงร้องเป็นหลักเริ่มจากรอบ Blind Audition ข้อดีก็คือคุณไม่ต้องเป็นคนรูปร่างหน้าตาดีมากนักก็ได้ แต่เสียงร้องเพลงดีเยี่ยม คุณก็มีโอกาสผ่านเข้าเวทีได้อย่างสบายใจ ขอเพียงให้บรรดา 4 โค้ชได้ยินเสียงเพลงที่คุณร้องแล้วทนไม่ไหวต้องกดเลือกคุณ อีกเวทีหนึ่งที่ต้องบอกว่ารวมนักร้องเสียงขั้นเทพมารวมตัวกันมากที่สุดคือ เวที KPN Award ซึ่งเป็นเวทีประกวดร้องเพลงแรกๆ ของประเทศไทย นักร้องที่ผ่านเวทีนี้ล้วนกลายเป็นนักร้องอาชีพชื่อดังของประเทศไทยมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหญ่อย่าง นนทิยา จิวบางป่า อุ้ย รวิวรรณ จินดา พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เจนิเฟอร์ คิ้ม หรือรุ่นกลางๆ อย่าง หนุ่ย นันทกานต์ เวทีนี้จะค่อนข้างยากเพราะคณะกรรมการตัดสินคือผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีระดับหัวแถว แต่ถ้าผ่านไปได้คุณจะได้ทั้งเงินรางวัล ชื่อเสียง และสามารถเป็นนักร้องอาชีพได้อย่างสบายๆ ส่วนเวทีประกวดร้องเพลงที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาดคือ ไมค์ทองคำ เวทีนี้เหมาะสำหรับนักร้องที่มีความสามารถร้องเพลงลูกทุ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการร้องเพลงลูกทุ่งต้องใช้ความสามารถด้านการร้องสูงมากๆ ทั้งเทคนิค ลูกเอื้อน ลูกคอ เสน่ห์บนเวที ซึ่งนักร้องลูกทุ่งต้องมีให้ครบ หากผ่านเวทีนี้ไปได้คุณจะได้เป็นนักร้องลูกทุ่งซึ่งมีแฟนเพลงนับล้านคนคอยอยู่ ไม่ต้องบอกว่าจะได้รับเงินทอง ชื่อเสียง มากมายขนาดไหน นอกจากนี้ยังมีเวทีการประกวดร้องเพลงเล็กๆ ที่น่าสนใจเช่น รายการกิ๊ก ดู๋ สงครามเพลง ซึ่งแม้จะไม่ได้เน้นประกวดร้องเพลงจริงจังเพื่อไปเป็นนักร้อง แต่เน้นการร้องเพลงแนวเงาเสียง เงินรางวัลไม่เยอะ และเน้นความบันเทิงเป็นหลัก แต่การได้ไปประกวดร้องเพลงในรายการนี้ถือว่าคุ้มค่า คุณจะโด่งดังเพียงข้ามคืน หากคุณร้องเพลงได้เหมือนต้นฉบับ และสามารถยิงมุกรับมุกกับพิธีกรได้ฮาจริงๆ ผู้คนจะจดจำคุณได้กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืนได้แน่ๆ เวทีสุดท้ายที่เป็นการประกวดร้องเพลงเพื่อความบันเทิงเหมือนกันก็คือ เวทีดันดารา เป็นเวทีการประกวดร้องเพลงขนาดเล็ก เงินรางวัลไม่มาก แต่ถ้าผ่านไปได้ก็ถือเป็นเกียรติบัตรที่ดีและสร้างชื่อเสียงได้พอสมควร

เมื่อเลือกเวทีร้องเพลงที่เหมาะกับแนวตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมตัวขึ้นเวทีประกวดร้องเพลง คนที่อยากเป็นนักร้อง อันดับแรกคือควรมีต้นทุนตัวเองอยู่ก่อนแล้วนั่นก็คือการมีแก้วเสียงที่ไพเราะ หรือเรียกง่ายๆ ว่า เสียงดี เสียงเพราะ เสียงใส กังวาน หรือเสียงมีเอกลักษณ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และจะดีมากยิ่งขึ้นอีกถ้าคุณเป็นคนมี range เสียงที่กว้าง บางคนอาจสงสัยว่า range เสียงที่กว้างคืออะไร? range เสียงที่กว้างก็คือความสามารถเปล่งเสียงโน้ตตั้งแต่โน้ตต่ำไล่ไปจนโน้ตสูงขึ้นได้สูงมากๆ ความกว้างของเสียงจะทำให้คุณสามารถร้องเพลงได้หลากหลาย ร้องเพลงได้เพราะขึ้นและเสียงร้องน่าสนใจ สามารถโชว์ความสามารถได้ดีกว่าคน range เสียงแคบกว่าคุณ เมื่อต้นทุนสองอย่างนี้ดีแล้ว มาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการร้องเพลงที่ดี การร้องเพลงที่ดีประกอบไปด้วยพื้นฐาน 2 ส่วนที่สำคัญคือ การร้องเพลงให้ถูกต้องตามเมโลดี้ ก็คือต้องร้องเพลงไม่เพี้ยนโน้ตเลยแม้แต่ตัวเดียว ส่วนที่สองคือจังหวะ ต้องร้องเพลงให้ลงจังหวะต้องเรียกว่า เป๊ะ สรุปคือนักร้องที่ดีควรมีเสียงดี ร้องเพลงไม่เพี้ยน ถูกต้องตามทำนองเพลง ร้องเพลงลงจังหวะ และสุดท้ายที่ถือเป็นหัวใจของความสำเร็จของการร้องเพลงคือการสื่ออารมณ์เพลง ต่อให้เสียงดี ร้องเพลงดี ถูกจังหวะ แต่หากตีโจทย์เพลงไม่ออก สื่ออารมณ์เพลงไม่ได้ คุณก็เป็นนักร้องไม่ได้ ทุกเพลงที่คุณเลือกร้องไม่ว่าจะเป็นเพลงไทย เพลงสตริง เพลงสากล เพลงลูกทุ่ง ต้องสื่ออารมณ์นั้นให้ได้ ต้องศึกษาเพลงที่จะร้องให้ดีว่าเพลงนั้นต้องการสื่อถึงอะไร เศร้า เหงา ร้าวราน คิดถึง อาลัยอาวรณ์ สุข สนุก หรืออะไรก็ตามคุณต้องสื่ออารมณ์เพลงนั้นให้ได้ดีเท่าต้นฉบับหรือดีกว่าต้นฉบับได้ก็ยิ่งดี
เวทีการประกวดนักร้องกำลังรอคอยคนที่รักเสียงเพลง รักการร้องเพลง ทำความฝันของคุณให้เป็นจริงได้ เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ และก้าวไปให้ถึงความฝัน