เพราะชาวไทยดำเนินชีวิตบนเสียงเพลง

ร้อง – เล่น แบบไทย

“รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก” เพลงที่คนยุคไหนก็ร้องได้ คงเป็นเรื่องแปลกสำหรับประเทศอื่น แต่สำหรับประเทศไทยแล้วทุกการละเล่นและการดำเนินชีวิต “เสียงเพลง” ถือเป็นตัวเล่าเรื่องที่วิเศษที่สุด คงเป็นเพราะลักษณะนิสัยร่าเริง อารมณ์ดี เจ้าบทเจ้ากลอน มาตั้งแต่อดีต จึงมีบทเพลงที่ถ่ายทอดกันมาถึงปัจจุบัน บางเพลงมีอายุเป็นร้อย ๆ ปี เรียกว่าอยู่มาหลายแผ่นดินเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีเนื้อที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นที่นิยม ว่ากันด้วยเรื่องการละเล่นแบบไทยที่ต้องมีบทเพลงหรือจังหวะประกอบอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น มอญซ่อนผ้า งูกินหาง และโพงพาง  โดยแต่ละการละเล่นก็มีเอกลักษณ์ หรือวิธีการเล่นที่แตกต่างกันออกไป ในยุคที่ยังไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ความบันเทิงที่จึงสามารถหารับชมได้คงได้มาจากการแสดงประจำภาค เช่น ลิเก เป็นการแสดงของภาคกลาง โดยได้รับอิทธิพลมาจากมาลายู เป็นการแสดงสดโดยการขับบทกลอนในการเล่าเรื่อง ปัจจุบันยังคงมีให้เห็นอยู่และสามารถหารับชมได้ตามงานวัด อย่างภาคอีสานก็มีการแสดงหมอลำ เป็นการร้องเพลงหรือต่อกลอนกันในภาษาอีสานเอง ส่วนภาคเหนือก็จะมีการแสดงตีกลองสะบัดชัยที่ถือเป็นการแสดงที่โดดเด่นมาก ส่วนภาคใต้คงไม่มีใครไม่รู้จักการแสดงโนรา เป็นการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ของไทย เป็นการแสดงท่าร่ายรำที่แตกต่างออกไปจากภาคอื่น ๆ มีการดัดตัว และขับร้องเพลงกลอนแบบภาษาใต้ เป็นต้น ส่วนเพลงหรือการแสดงที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิตชาวไทย คงหนีไม่พ้นเพลง “รำวงเกี่ยวข้าว” เพราะหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการลงแขกเกี่ยวข้าว สิ่งที่จะสร้างความสนุกและบันเทิงแก่กันได้ คือการรำวง ซึ่งก็มีบทเพลงประกอบการรำ เพื่อเพิ่มสีสันให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า

ส่งต่อเพลงเก่าให้เยาวชนรุ่นใหม่

อาจจะด้วยความที่ปัจจุบันโลกก้าวมาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเป็นเรื่องง่าย ทั้งความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น ความรวดเร็วในการสื่อสาร อาจมีบางบทเพลงที่ควรค่า แต่ได้ถูกเวลากลืนกิน จนเดินทางมาไม่ถึงทุกวันนี้ เด็กรุ่นหลังจึงไม่เคยได้ยินทำนอง หรือจังหวะเหล่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งที่เรามีในทุกวันนี้ก็มีค่ามากพอถ้าเทียบกับเวลาที่ผ่านพ้นไป ทุกบทเพลงมีเรื่องราวบอกเล่าถึงความเป็นไป มีเสน่ห์ในตัว ทุกวันนี้ยังมีมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ หรือการสอนนอกโรงเรียน ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กรุ่นหลังอยู่ไม่น้อย เราอาจโดนปลูกฝังจากครอบครัวในเรื่องของการ “อนุรักษ์” อยู่บ่อยครั้ง เช่น การพาไปชม ร้อง หรือคำบอกเล่า เราซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ศิลปะเหล่านี้ยังคงอยู่ในลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *