ความหลากหลายทางบทเพลงของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย

หากจะพูดถึงเรื่องบทเพลงต่างๆในประเทศไทยนั้นถือได้ว่ามีความหลากหลายเป็นอย่างมากเนื่องจากประชากรแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยก็ย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อรวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและไม่เหมือนกันจนกระทั่งถึงศาสนาก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้บทเพลงหลากหลายสถานที่มีความแตกต่างกันนั่นเอง โดยแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยเองก็จะมีการขับร้องเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ร้องเฉพาะถิ่นเพื่อความเพลิดเพลินนั่นเองอย่างเช่นภาคเหนือก็จะมีบทเพลงเฉพาะถิ่นที่เป็นภาษาคำเมืองรวมถึงบทขับร้องที่เป็นโคลง กาพย์ กล่อน ในทำนองแบบล้านนาเป็นต้น ส่วนทางภาคอีสานเองนั้นก็จะมีการขับร้องบทขับร้องต่างๆที่แปลกออกไปจากภาคอื่นๆด้วยเช่นกันซึ่งจะมีเนื้อหาเป็นบทขับร้องลำเรื่องแบบหมอลำรวมถึงมีบทกล่อนแบบอีสานเองด้วยเช่นกัน ส่วนในภาคกลางนั้นก็จะมีการขับร้องบทเพลงที่เป็นเพลงเฉพาะถิ่นหรือที่เรียกกันว่าเพลงลำตัดและรวมไปถึงเพลงลูกทุ่งในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนทางภาคใต้ของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วเค้าจะมีเนื้อหาที่ออกไปทางแนวชวามีการผสมกับภาษาใต้เป็นหลักโดยบทเพลงที่อาจจะใช้ขับร้องก็จะเป็นเนื้อหาเฉพาะถิ่นด้วยเช่นกันอย่างเช่นเพลงรำมโนราห์เป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วแต่ละท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือภาคกลางภาคอีสานและภาคใต้ก็ล้วนแล้วแต่มีเครื่องดนตรีที่สามารถส่งเสียงเพลงอันเป็นเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นที่มีความหลากหลายและมีความไพเราะโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นก็จะใช้เล่นเพื่อความบรรเทิงกันในท้องถิ่นเท่านั่น โดยทางภายเหนือนั้นกลุ่มเครื่องดนตรีหลักที่เรียกได้ว่าเครื่องดนตรีพื้นเมืองซึ่งจะใช้สำหรับบรรเลงเพลงต่างๆนั้นก็คงจะเป็นกลุ่มเครื่องดนตรีสะล้อ ซอ ซึ่ง เป็นต้น แต่ก็จะมีกลุ่มเนื่องดนตรีที่เป็นเครื่องดนตรีเฉพาะอีกหลากหลายเช่นปี่จุ่ม พินเป๊ยะ รวมถึงเครื่องดนตรีวงปีพาทย์พื้นเมืองนั่นเอง ในทางด้านภาคอีสานนั้นก็จะมีเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นที่ใช้เล่นกันในเฉพาะท้องถิ่นอันเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านโดยจะประกอบไปด้วยแคน โปงลาง และพิน เป็นเครื่องดนตรีหลักนั่นเอง ส่วนในภาคกลางนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเครื่องดนตรีไทยที่มีทั้งเครื่องดนตรีเป่าและเครื่องดนตรีเครื่องสายที่มีความไพเราะของเสียงบรรเลงอันได้แก่วงปีพาทย์ ประกอบไปด้วย ระนาด กลอง ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ขิม จะเข้ และซอเป็นต้น ส่วนในทางภาคใต้ของประเทศไทยก็มีเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นอีกเช่นเดียวกันโดยเครื่องดนตรีเฉพาะถิ่นทางภาคใต้นั้นส่วนใหญ่แล้วจะเน้นทีเสียงดังคึกคักรวมไปถึงมีทำนองที่เร็วจะประกอบไปด้วยกลองชนิดต่างๆและรวมไปถึงฆ้องวงใหญ่ และมีปี่ชวาเข้ามาร่วมด้วยนั่นเอง ฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ว่าความแตกต่างเฉพาะถิ่นเฉพาะในประเทศไทยนั้นก็มีความแตกต่าง อีกทั้งก็ยังมีความหลากหลายซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นก็จำมาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมของพื้นที่ใกล้เคียงเป็นหลักอันทำให้เกิดการผสมผสนกันเป็นบทเพลงที่ไพรเราะ และมีความเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง
นอกจากในเรื่องของบทเพลงนั้นจะช่วยให้เกิดความแตกต่างทางด้านเนื้อหาและรวมถึงเครื่องดนตรีแล้วยังส่งผลให้เกิดความแตกต่างไปถึงเรื่องการระบำรำฟ้อนด้วยเช่นกันซึ่งแต่ละท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ตามภูมิภาคของประเทศไทยก็จะมีการระบำรำฟ้อนที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นในทางพักเหนื่อยเองก็จะมีการฟ้อนที่ใช้เพลงจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองเป็นหลักอันจะมีความสุภาพอ่อนโยนและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆทำให้เกิดเป็นลีลาที่สวยงามนั่นเอง ส่วนในภาคอีสานเองนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของหมอลำและการเซิ่งเป็นหลักซึ่งถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับภาคอีสานมาอย่างช้านานนั่นเองโดยท่าทางการเซิ้งและการรำของหมอลำนั้นจะมีความเร็วและช้าตามแต่ลักษณะเพลงนั่นเอง ในทางภาคกลางเองนั้นก็จะมีการรำโดยการใช้เครื่องดนตรีไทยเป็นตัวบรรเลงให้เกิดเสียงเพลงโดยผู้รำก็จะรำไปตามจังหวะเสียงเพลงตามแต่จังหวะช้าหรือเร็วนั่นเอง ทางพรรคตายนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการรำเป็นหลักซึ่งที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของรำมโนราห์ที่ใช้เครื่องดนตรีทั้งภาคใต้ประกอบเข้ากับเสียงกลองเสียงปีชวาทำให้เกิดเสียงดังครึกครื้นและรวมไปถึงถ้ารำที่มีความสง่าสวยนั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทเพลงนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันออกไปโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะนำมาผูกผสานเข้ากับบทเพลงทำให้เกิดเป็นวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตท้องถิ่นแต่ละพื้นที่นั่นเอง ซึ่งหากเข้าใจอย่างลึกซึ้งในส่วนนี้ก็จะเห็นได้ว่าบทเพลงนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างวัฒนธรรมอีกทั้งยังสามารถสร้างสุนทรียภาพทางการฟังได้อย่างดี