เนื้อหาบทเพลง”สามารถสื่อความเป็นตน” เเห่งศตวรรษนี้

ดนตรีและเสียงเพลงเป็นสิ่งที่สามารถผ่อนคลาย ชีวิตจิตใจของคนเราได้ สร้างความรู้สึกของคนให้อิงไปตามบทเพลงนั้นๆ โดยบทเพลงและเสียงเพลงนั้นสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนคนนึ่งสามารถรับรู้ถึงบรรยากาศและความรู้สึกของตนเองได้เป็นอย่างดี บางครั้งเรื่องราวของความรัก การต้อสู้ชีวิต และกำลังใจนั้นอยู่ที่เนื้อหาของนักร้องที่ร้องออกมาแล้วสร้างแรงจูงใจให้คล้อยตามอารมณ์นั้นๆ

ตั้งแต่ในอดีตนั้นเสียงเพลงได้ที่ส่วนมากแล้วจะเป็นเพลงแนวลูกทุ่งและลูกกรุง ซึ่งเพลงลูกทุ่งนั้นหากเราตีความของความหมายแล้วจะเป็นเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียงและลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศของความเป็นลูกทุ่ง ซึ่งเสียงเพลงลูกทุ่งเหล่านี้ได้ถือกำเนิดมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีบางคนกล่าวว่าได้ถือกำเนิดในช่วงหลังสงครางโลกครั้งที่สอง ซึงเพลงที่ได้แต่งขึ้นในช่วงนั้น มาจากการร้องเพลงของไทยดั้งเดิม แต่หลังจากนั้นเพลงลูกทุ่งเหล่านี้ก็ได้มาสร้างและใส่ดนตรีเพลงสากลมาจนถึงทุกวันนี้ บทเพลงในสังคมปัจจุบันนี้ส่วนมากแล้วนั้นจะเกี่ยวกับความรักเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้แต่งเพลงนั่นส่วนมากแล้วจะเจาะตลาดวัยรุ่นที่แตกต่างในอดีตที่การแต่งเพลงนั้นจะเกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคมและความเป็นอยู่ อย่างเช่น ที่เห็นได้ชัดมากที่สุดนั้นเป็นบทเพลงเพื่อชีวิต ที่ศิลปินหลายคนได้ถ่ายทอดเอาไว้ และเป็นเพลงที่อมตะจนถึงทุกวันนี้ ที่เราสามารถฟังจนไม่อาจจะทอดทิ้งเหล่านี้ได้ อย่างเช่น ศิลปินอย่าง หงา คาราวาน, คาราบาว ,พงศิษย์ คัมภีร์ และอีกหลายๆท่าน

กลับกันในสังคมปัจจุบันนี้ บทเพลงเหล่านี้ไม่ได้มีการแต่งให้เราได้ฟังมากนัก เนื่องจากผู้แต่งเพลงได้เล้งเห็นค่านิยมของสังคมในยุคเดี่ยวนี้ เรื่องความรัก การอกหัก การพลับพรากสามารถนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงเสียเป็นส่วนใหญ่หลายค่ายนั่นต่างแข่งขันและผลิตเพลงออกมาเพื่อเอาใจวัยรุ่น เนื่องจากสามารถทำการตลาดได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโลดีและทวงทำนองในการแต่งเนื้อหาของการแต่งเพลงนั้นมีการพัฒนาตามเนื้อหาของเพลงตามเพลงสากลแถบยุโรป
การพัฒนาและการแต่งเมโลดีของเพลงในยุคปัจจุบันนี้นั้นยังได้รับความนิยมจากต่างประเทศในการติดตามเพลงเหล่านั้น นั่นหมายความว่าคนไทยนั้นมีความสามารถในการแต่งเพลงเพื่อจูงใจให้หันมาสนใจในเพลงไทย จนเสียงเพลงได้รับความนิยมจากทั่วโลก ทั้งเอเชียและยุโรป เคยมีนักร้องท่านหนึ่งเคยประสบความสำเร็จในงานต่างแดนและบางเพลงนั้นได้สอดแทรกเกี่ยวกับประเทศไทยสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในประเทศ
แน่นอนหล่ะ ว่าการแต่งเพลงแต่ละครั้งนั้นสามารถที่จะกระตุ้นอะไรหลายๆอย่างได้ ทั้งในแง่อารมณ์และความรู้สึกและจิตสำนึก รวมถึงค่านิยมของคนได้อีกด้วยเช่นกัน เพราะเชื่อว่าในการแต่งเพลงแต่ละครั้งผู้แต่งเองคงที่จะคำนึ่งในเรื่องการดำเนินชีวิตเสียส่วนใหญ่ สะท้อนภาพที่เราฟังแล้วคงจะคล้อยตามกับเนื้อหาที่เขาแต่งได้เป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละครั้งผู้เขียนเองมีความรู้สึกคล้อยตามในเสียงเพลงเหล่านั้น

สำหรับใครที่ต้องการลองแต่งเพลงสักเพลงเพื่อจุดหมายบางอย่าง ซึ่งผู้เขียนบอกได้เลยว่าในการแต่งเพลงแต่ละครั้งนั้นจะไม่ยากมากนักทั้งนี้อยู่ที่ความพยายามในการแต่งเพลงของผู้ที่ต้องการแต่งเพลงเหล่านั้น เคล็ดลับง่ายที่ผู้เขียนอาจจะมาเป็นข้อเสนอให้กับผู้ที่ต้องการแต่งบทเพลงแต่ละครั้ง โดยเคล็ดลับง่ายๆที่จะฝากไว้สำหรับผู้ที่ต้องการ
อันดับแรกนั่น ผู้ที่ต้องการแต่งเพลงต้องเตรียมตัวเตรียมตัว เตรียมใจ ในการแต่งเพลงแต่ละครั้ง เพราะการแต่งเพลงนั้นจำเป็นที่จะต้องมีทักษะอย่างหนึ่งนั้นคือ ความคิดสร้างสรรค์ โดยใจความหลักนั้นจะอยู่ที่ประโยคท่อนแรก หากสามารถแต่งท่อนแรกแล้ว ท่อนที่สองและที่สามนั่นก็จะตามมาทันที โดยอย่างน้อยสิ่งที่สำคัญนั่น Melody และเนื้อหานั่นจะหลุดลอยง่าย หากไม่ได้รับการบันทึกและจดไว้

หลังจากนั่น เข้าสู่ขั้นตอน การMelody ถ้าถามว่ายากมากไหม นั่นแปลว่าอาจจะยากนิดหน่อยเพราะต้องหา Melody ให้ตรงกับคอร์ดของเนื้อเพลง ขั้นตอนต่อมา การแต่งเนื้อร้อง นั่นคือการสร้างทิศทางของเนื้อเพลง เพื่อให้ได้จุดมุ่งหมายในการแต่งเพลงแต่ละครั้ง หลังจากนั้น เป็นการสร้าง เมโลดีให้เข้ากับเนื้อหาของบทเพลง และท่วงทำนอง ขั้นตอนนี้มีความยุ่งยากหน่อยเนื่องจากต้องใช้ประสบการณ์ในการสร้างให้ได้จังหวะ ทั้งการลงคำและการสัมผัสคำ
สุดท้ายนั้นเป็นการรวมเอาเนื้อหาทุกอย่างของบทเพลง ทั้งเมโลดี เนื้อหาเพลง และ คอร์ดเพลงเข้ามาเป็นจังหวะ ซึ่งอย่างน้อยผู้ที่ต้องการแต่งเพลงต้องฝึกฝน ผมเชื่อว่าสามารถทำได้อย่างแน่นอน เนื้อหาในบทเพลงนั่นสามารถแฝงอะไรหลายๆอย่าง ทั้งแง่ความคิด ทัศนคติและค่านิยม ฉะนั้นเวลาที่คนเรานั้นได้ฟังบทเพลงนั่นสามารถสะท้อนในตัวของคนคนนั่นอีกด้วย