ใช้บทเพลงบูรณาการการศึกษา ช่วยพัฒนาสมอง และร่างกาย

เพลงและเสียงดนตรีนั้นมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกๆระดับอายุ ไม่จำกัดว่าจะรวยหรือจนส่วนมากต่างก็มีแนวเพลงโปรดของตัวเองไว้เปิดฟังเสมอ เสียงเพลงจะช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้มไปตามเนื้อหาอารมณ์ของเพลง จากผลการวิจัยหลายๆงานก็บ่งชี้ว่าเพลงสามารถพัฒนาสมองได้ และมีการนำมาใช้ประกอบการเรียนในห้องเรียนของเด็กประถมกันมากมายหลายประเทศ
นักวิจัยพยายามทำความเข้าใจระบบการทำงานของสมองก่อนเพื่อที่จะได้มาเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับบทเพลงว่าช่วยส่งเสริมและพัฒนากันได้อย่างไร สมองมีเซลล์ประสาทมากมายหลายล้านเซลล์ เซลล์ประสาทเหล่านี้เชื่อมต่อกันด้วยระบบสารเคมีและประจุไฟฟ้าบริเวณจุดเชื่อมต่อ( Synapse ) เซลล์ประสาทจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆเพื่อทำหน้าที่แต่ละอย่างร่วมกัน ทุกครั้งที่มีกิจกรรมทางร่างกายทางความคิดก็จะมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่กระแสไฟฟ้าไม่ได้ผ่านจุดเชื่อมต่อก็จะทำให้เซลล์ประสาทจุดนั้นเสื่อมสภาพไป ในทางตรงข้ามหากมีการกระตุ้นให้เกิดกระแสไฟฟ้าผ่านบริเวณจุดเชื่อมต่อนั้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอก็จะทำให้มีเครือข่ายเส้นใยประสาทมากขึ้นมีจุดเชื่อมต่อมากขึ้น ประสิทธิภาพของการทำงานของสมองโดยเฉพาะส่วนที่มีการกระตุ้นอยู่ตลอดนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ หน้าที่เฉพาะที่ว่านั้นก็รวมไปถึงสติปัญญา การคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ ความฉลาด แม้กระทั่งการทำงานของระบบร่างกายอย่างการทำงานของหัวใจ ระบบการส่งฮอร์โมน อวัยวะต่างๆ ระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเข้าใจหลักการทำงานของเซลล์ประสาทที่อยู่ภายในเซลล์สมองก็เริ่มมีการเชื่อมโยงกันว่า แล้วเพลงมีผลต่อระบบเหล่านี้อย่างไร มีการทดลองของสเตฟาน โคล์ช และคณะได้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอีกทั้งยังเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถทางดนตรีเลย คือไม่เคยเล่นดนตรีใดๆเลย ให้ทดลองฟังอนุกรมของคอร์ด( Chord Series ) ในบันไดเสียงต่างๆที่ถูกกำหนดไว้สองเงื่อนไขคือ มีความเหมาะสมกับไม่มีความเหมาะสม กลุ่มตัวอย่างไม่สามารถแยกความแตกต่างเหล่านั้นได้ แต่จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองพบว่ามีการตอบสนองต่อเพลงที่มีคอร์ดที่เหมาะสมและต่อต้านเพลงที่มีคอร์ดไม่เหมาะสม และยังพบอีกว่าความสามารถทางดนตรีนั้นไม่ได้ถูกควบคุมด้วยสมองซีกขวาเท่านั้นหากแต่เป็นการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก และหากมีการฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี จะสามารถเพิ่มพื้นผิวสมองได้ และทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น การร้องเพลงในวงประสานเสียงทำให้ผู้ที่ร่วมขับร้องเพลงนั้นมีอายุยืนยาวขึ้น หรือการใช้เสียงบทเพลงเพื่อใช้บำบัดผู้ป่วยที่พูดไม่ได้ให้สามารถกลับมาพูดได้อีกครั้งก็มีการบันทึกไว้
เมื่อทราบแล้วว่าเพลงสามารถพัฒนาได้ทั้งทางร่างกาย สมอง และอารมณ์ จึงเริ่มมีการนำบทเพลงมาใช้บูรณาการกับการศึกษาในรายวิชาต่างๆ ครูประถมศึกษาในอเมริกาได้แต่งเพลงประกอบการสอนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าเด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังสามารถจดจำบทเรียนเหล่านั้นได้ ดร.จอร์จิ ลาซานอฟ จัดโปรแกรมดนตรีควบคู่กับการเรียนประถมศึกษาหลักสูตร 4 ปีของบัลแกเรีย พบว่าเด็กใช้เวลาเพียง 2 ปีก็จบหลักสูตรได้แล้ว เมื่อทดลองนำบทเพลงบูรณาการกับบทเรียนไปใช้กับเด็กอเมริกาในระดับมัธยมศึกษาโดยจัดให้มีนักเรียนที่เรียนดนตรีกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียนดนตรีพบว่ากลุ่มที่เรียนดนตรีมีคะแนนเฉลี่ยสะสม 3.57 เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยสะสม 2.91 และในกลุ่มที่เรียนดนตรีมีผู้ได้คะแนนเฉลี่ยสะสม 4.00 ร้อยละ 16 เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียนดนตรีซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น นอกจากนั้นยังพบว่าดนตรียังมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสามารถทางด้านภาษา และความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์อีกด้วย เสียงเพลงนั้นนอกจากจะช่วยพัฒนาสติปัญญาแล้วยังช่วยในการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบอีกด้วย ตามทฤษฎีขั้นตอนการเรียนรู้ของบลูม(Bloom) ที่วงการเรียนการศึกษารู้จักกันดีอธิบายไว้ว่าการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน คือ ขั้นจำได้ ขั้นเข้าใจ ขั้นนำไปใช้ ขั้นวิเคราะห์ ขั้นสังเคราะห์ และขั้นประเมินคุณค่า เมื่อทำการทดลองให้เด็กฟังเพลงที่มีจังหวะเหมาะสมเนื้อเพลงจำง่ายๆ ต่อเนื่องกันไปทุกวันวันละครึ่งชั่วโมงเป็นเวลาประมาณ 1 ปีพบว่าเด็กจะสามารถจดจำเนื้อร้องทำนองเพลงได้ แล้วจากนั้นก็จะเริ่มมีความเข้าใจความหมายของบทเพลงโดยรวมเข้าใจเสียงดนตรีชนิดต่างๆได้ จึงสามารถวิเคราะห์แนวทำนองของเครื่องดนตรีแต่ละแนว สังเคราะห์ได้ว่าแต่ละเสียงมีคุณภาพเสียงอย่างไรและสามารถประเมินคุณค่าของเพลงนั้นได้ ซึ่งผลจากการทดลองดังกล่าวยังทำให้พบว่าเด็กมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีกด้วย
การฟังเพลงนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์อ่อนไหวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเสียงเพลงช่วยให้ความสามารถทางอารมณ์( EQ = Emotional Quotient )ดีขึ้นกลับยิ่งทำให้ผู้ที่ฟังเพลงนั้นมีอารมณ์ที่มั่นคง มีเหตุผลกว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังเพลง ซ้ำยังช่วยให้มีพลังสมาธิดียิ่งกว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังเพลง ข้อดีต่างๆเหล่านี้เป็นผลมาจากการวิจัยในประเทศชั้นนำของโลกมากมายซึ่งสามารถช่วยพัฒนาเด็กซึ่งเป็นกำลังของชาติในอนาคตได้เป็นอย่างดี