เสียงเพลง พลังแห่งดนตรีบำบัด ที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ

เป็นที่ทราบกันแล้วว่านักวิจัยได้พยายามศึกษาถึงการทำงานของระบบสมองจนเข้าใจแล้วว่าสมองเป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกายรวมไปถึงอารมณ์ด้วย การวิจัยในขั้นถัดไปจึงเป็นการศึกษาถึงรายละเอียดที่ลึกซึ้งลงไปอีก จนสามารถพบปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สามารถควบคุมและบำบัดอาการของโรคหลายๆชนิดได้นั่นก็คือ Binaural Beats

Binaural Beats ไม่มีนิยามที่เป็นภาษาไทยแต่ความหมายคงตรงตัวคือ เป็นการฟังเสียง 2 เสียงแล้วเสียงทั้งสองนั้นผ่านเข้ามาทางประสาทหูทั้งสองข้างเกิดการแทรกสอดกันจนเกิดเป็นเสียงบีตส์ โดยใช้การผสมเสียงสองความถี่ดังกล่าวนั้นแทรกไว้ในเสียงเพลง สิ่งนี้ถูกค้นพบโดย เฮนริช วิลเฮล์ม ดอฟ ชาวเยอรมันเมื่อปี 1839 สิ่งที่เขาค้นพบคือสิ่งมีชีวิตได้ยินเสียงในช่วงความถี่ที่ไม่เท่ากัน มนุษย์ 20 – 20000 เฮิรตซ์ สุนัขมากกว่า 45000 เฮิรตซ์ ช้างต่ำสุด 3 – 4 เฮิรตซ์ แนวความคิดนี้ของ ดอฟ ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งเมื่อ เจอรัล ออส์เตอร์ได้พยายามวินิจฉัยปัญหาเกี่นวกับการได้ยินและโรคทางสมอง สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิจารณาว่าสมองกำลังแสดงอารมณ์อย่างไรก็คือคลื่นสมอง ( Brainwaves ) โดยสามารถจำแนกระดับของคลื่นสมองได้เป็น 5 ระดับคือ ระดับแกมมา( Gamma ) มีความถี่มากกว่า 40 เฮิรตซ์ ผลที่เกิดกับสมองก็คือสมองมีการตื่นตัว มีความสามารถในการแก้ปัญหา ระดับเบต้า (Beta) มีความถี่ 13 – 40 เฮิรตซ์ มีผลคือเกิดความกระฉับกระเฉง มีความตั้งใจ ระดับแอลฟ่า(Alpha) มีความถี่ 7 – 13 เฮิรตซ์ มีผลคือสมองผ่อนคลาย มีการตระหนักรู้ในตัวเอง ระดับธีต้า(Theta) มีความถี่ 4 – 7 เฮิรตซ์ มีผลคือจิตใต้สำนึกทำงาน มีการผ่อนคลายแบบล้ำลึก และระดับเดลต้า(Delta) มีความถี่ 0.5 – 4 เฮิรตซ์ มีผลคือทำให้นอนหลับ ไม่รู้สึกตัว หลั่งgrowth hormone ซึ่งนอกจาก 5 ระดับนี้แล้วยังมีอีก 2 ระดับที่ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ระดับ เอ็พซิลอน(Epsilon) มีความถี่ต่ำกว่า 0.5 เฮิรตซ์ และ ระดับแลมด้า(Lampda) มีความถี่สูงกว่า 100 เฮิรตซ์ 2 ระดับนี้มีความสัมพันธ์กันคือในเอ็พซิลอนจะมีแลมด้าแฝงอยู่ และในแลมด้ามีเอ็พซิลอนแฝงอยู่ หากสมองอยู่ในช่วงเอ็พซิลอนเชื่อว่าเป็นการเปิดตาที่ 3 และในช่วงแลมด้า จะสามารถสัมผัสสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติได้

ผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า Binaural Beats มีประโยชน์ในการบำบัดอาการต่างๆได้ดังนี้ คืออาการนอนไม่หลับ การเพิ่มความสุขในชีวิต ลดการนอนกรน เพิ่มความสดชื่น ลดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ ลดอาการไมเกรน ลดอาการวิตกกังวล คลายความเศร้า เพิ่มการเรียนรู้ เพิ่มความจำ พัฒนาการทางอารมณ์ และแนวความคิดนี้เองที่ทางทีมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการทดลองตามแนวทางนี้โดยใช้เสียงเพลงพื้นเมืองล้านนาสอดแทรกเข้าไปในบทเพลงที่จะเปิดให้อาสาสมัครได้ฟัง เสียงที่จะนำมาใช้มีความถี่ในช่วง 1000 – 1500 เฮิรตซ์ เป็นความร่วมมือกันระหว่างยอดครูเพลงพื้นเมือง ครูแอ๊ดภานุทัต อภิชนาธง และดัดแปลงเสียงโดย ผศ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ ผู้เชี่ยวชาญดนตรีดิจิตอล และ รศ.ดร.พญ.ลักขณา ไทยเครือ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสียงเพลงที่ได้สังเคราะห์ขึ้นมานั้นแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เสียงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสียงดนตรีประเภท trance music หรือ rhythmic music ซึ่งจะเล่นวนต่อเนื่อง และเสียงความถี่บีตส์ ที่มีเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของทีมทดลองโดยอ้างอิงจาก ระดับของ Brainwaves ทั้ง 5 ระดับดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เสียงเพลงทุกชุดสอดแทรกเสียงบีตส์ความถี่ต่างๆไว้ในบทเพลงผ่านหูทั้งสองข้างด้วยความถี่ไม่เท่ากันและผลต่างของความถี่ทั้งสองนั้นเองที่เรียกว่าความถี่บีตส์ เช่นให้เสียงผ่านเข้าหูข้างหนึ่ง 400 เฮิรตซ์ ส่วนอีกข้างหนึ่ง 410 เฮิรตซ์แต่กลบเสียงบีตส์เหล่านั้นไว้ด้วยเสียงเพลงต่างๆนั่นเอง เสียงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้ฟังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีตและดึงดูดให้สมองไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความถี่บีตส์ที่แฝงไว้ เสียงดนตรีที่เป็น trance หรือ rhythmic music จะช่วยให้เกิดจินตนาการและภาพขึ้นภายในสมองของผู้ที่ฟังเพลง โดยมีการกำหนดเสียงเพลงที่หน่วงให้เกิดอารมณ์ต่างๆรวมทั้งสิ้น 6 ชุด เป็นเพลงที่ได้รับการสังเคราะห์ขึ้นมาชุดที่ 1 ใช้ความถี่เริ่มต้นจาก 20 เฮิรตซ์และซ์เปลี่ยนเป็น 4 เฮิรตซ์ในช่วงท้ายเป็นชุดบทเพลงที่ทำให้ง่วง ชุดที่ 2 ใช้ความถี่เริ่มต้นจาก 8 เฮิรตซ์แล้วเปลี่ยนเป็น 2 เฮิรตซ์ตอนท้ายเป็นบทเพลงที่ฟังแล้วง่วงจนหลับ ชุดที่ 3 มีความถี่เริ่มต้นที่ 4 เฮิรตซ์และเปลี่ยนเป็น 15 เฮิรตซ์ ตอนท้ายทำให้ง่วงแล้วตื่น ชุดที่ 4 มีความถี่เริ่มต้น 20 เฮิรตซ์ ช่วงท้ายเปลี่ยนเป็น 10 เฮิรตซ์ฟังแล้วตื่นตัวสบาย ชุดที่ 5 มีความถี่เริ่มต้นที่ 10 เฮิรตซ์ แล้วเปลี่ยนเป็น 30 เฮิรตซ์ฟังแล้วรู้สึกสบายมีสมาธิ และชุดที่ 6 ใช้ความถี่เปลี่ยนไปมาในช่วง 4 – 34 เฮิรตซ์ฟังแล้วรู้สึกสบายแต่งง

ทุกชุดบทเพลงนั้นมีการสอดแทรกเสียงอื่นๆเข้าไปด้วยเช่นเสียงธรรมชาติ เสียงระฆัง เสียง trance music เสียง rhythmic music เสียงพระเทศน์ เป็นต้นเพื่อให้บทเพลงแต่ละชุดนั้นช่วยเหนี่ยวนำอารมณ์และความรู้สึกของสมองได้ดียิ่งขึ้น ใครอยากลองสัมผัสว่าเป็นอย่างไรก็สามารถหามาลองฟังกันได้