เพลง คลื่นเสียง คลื่นสมอง ความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการพัฒนา

คงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่หลายๆคนรู้สึกกันว่าทำไมเด็กสมัยนี้จึงมักจะขาดสมาธิกัน ทั้งๆที่เค้าก็ไม่ได้เป็นไฮเปอร์ซักหน่อย เชื่อไหมว่าเพลงที่เด็กๆฟังนั้นมีผลต่อสมองของเค้า ไม่ว่าเค้าจะได้ฟังเพลงแนวใดจากที่ใดก็ตาม อาจจากเว็บไซต์ที่เค้าดู อาจเป็นเพลงที่เป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปในเกมส์ที่เค้าเล่น ก็เป็นเหตุให้เกิดอาการขาดสมาธิได้ทั้งนั้น

เดิมทียังไม่มีการใช้เพลงในการบำบัดอารมณ์หรือพัฒนาสมอง จะมีบ้างก็คือการทำสมาธิซึ่งเป็นสิ่งที่เมื่อผู้ปฏิบัตินั้นมีสภาพร่างกายและจิตใจที่ผ่อนคลายมากขึ้น มีบางการศึกษาอธิบายไว้ด้วยว่าการทำสมาธิช่วยลดความเครียดได้ ลดอาการกระวนกระวายหรืออาการฟุ้งซ่านได้ จึงผู้ที่คิดจะนำแนวความคิดนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน แต่เด็กก็คือเด็ก การให้เค้าอยู่นิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าทรมานยิ่งเพราะเค้าอยากที่จะเรียนรู้และต้องมีการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจไปด้วยกัน ดังนั้นเมื่อเพียงการทำสมาธิไม่ได้ช่วยให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น จึงมีการนำเสียงเพลงสอดแทรกเข้าไประหว่างบทเรียนโดยวิธีการพิเศษดังกล่าวนี้เป็นการวิจัยของ ดร.จอร์จิ โลซานอฟ แห่งบัลแกเรีย พบว่าเพลงที่ใช้ควบคู่กับบทเรียนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในการเรียนภาษาได้รวดเร็ว และมีความจำที่ดีขึ้น…จากผลการวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าเพลงบางชนิดสามารถทำให้ร่างกายผ่อนคลาย สมองมีภาวะที่พร้อมกับการเรียนรู้มากขึ้น ตัวอย่างของเพลงที่นำมาใช้ก็คือ บทเพลงบรรเลงของโมสาร์ท, บาค, แฮนเดล, หรือวิวาลดี ที่จะช่วยให้สมองผ่อนคลายสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายกันก็คือ บทเพลงบรรเลงเหล่านี้ทำให้เกิดคลื่นสมองชนิดอัลฟ่า(alpha) ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่พบเมื่อสมองและร่างกายกำลังอยู่ในภาวะผ่อนคลาน หลายๆงายวิจัยก็บ่งชัดว่าหากเด็กได้เล่นดนตรี ร้องเพลง หรือฟังเพลงเป็นประจำตั้งแต่ก่อนอายุ 8 ขวบจะมีความสามารถทางด้านตัวเลขสูงขึ้น ตามธรรมชาติของเด็กนั้นเค้าจะชอบร้องเพลง กระโดดโลดเต้น เล่นกับเพื่อน วาดรูป เพื่อเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเค้า การวิจัยยังได้พบอีกว่าหากมีการใช้เสียงเพลงร่วมในการทำกิจกรรมประจำวันของเด็กเส้นใยประสาทจะพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้เพลงประกอบการทำกิจกรรมของเค้า

นักวิทยาศาสตร์เริ่มถอดรหัสความลับของเพลงกันมากขึ้นเมื่อมองว่าเพลงก็คือพลังงานเสียงรูปหนึ่ง โดยใช้เพลงคลาสสิค ที่มีความเร็วของจังหวะเหมาะสม ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวพร้อมต่อการเรียนรู้ และพบว่าจังหวะที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่ประมาณ 60 ครั้งต่อนาที จนกระทั่ง กิลเมน และรอดเบลล์ พบว่าดนตรีโมสาร์ทมีผลช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้นและได้รับรางวัลโนเบลไปในปี ค.ศ.1994 ในหัวข้อเรื่อง Mozart Effect การค้นพบนั้นพิสูจน์ได้ว่า เซลล์ร่างกายสามารถสื่อสารกันได้ด้วยสัญญาณของคลื่นที่มีความถี่ต่ำประมาณ 7.8 เฮิรตซ์ ซึ่งคลื่นที่มีความถี่ย่านนี้จะเข้าไปกระตุ้นในกระบวนการทางเคมีชีวภาพ และฟิสิกส์ของร่างกาย ในความถี่นี้จะทำให้เกิดภาวะสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมดุลต่อมนุษย์ เซลล์ร่างกายเกิดการเจริญเติบโตได้มากขึ้น พัฒนาแม้กระทั่งกระบวนการเมตาบอลิซึม คล้ายกับผลของสนามแม่เหล็กโลก การวิจัยอื่นก็มีอย่างที่เยอรมันมีการทดลองให้นักดนตรีที่เล่นเพลงแจ๊สด้วยกันแล้วบันทึกสัญญาณจากคลื่นสมองพบว่าผู้ที่เล่นเพลงแจ๊ซด้วยกันมีคลื่นสมอง( Brainwave ) ที่มีรูปแบบเดียวกันและทำการทดลองกับนักดนตรีที่เล่นเพลงแจ๊ซพร้อมกัน ถึง 8 คู่ให้ผลการวิจัยที่ตรงกันทุกคู่ การค้นคว้าวิจัยยังคงลงลึกไปอีกว่าหากได้ยินเสียงเพลงที่เป็นคลื่นเสียงต่ำกว่าระดับอัลฟ่าลงมา (ต่ำกว่า 10 เฮิรตซ์)จะทำให้คนทุกเพศทุกวัยที่ได้ยินเพลงเหล่านั้นมีอารมณ์สงบลง หัวใจเต้นช้าลง และถ้าฟังเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้มีสมาธิที่ดี ความจำสูง มีความคิดจินตนาการที่ดีมีสมองซีกขวาที่พัฒนาได้ดี โดยเฉพาะเด็กจะทำให้เกิดการพัฒนาทั้งสมอง ร่างกาย

การใช้เพลงช่วยในการพัฒนาสมองและร่างกายนั้นสามารถทำกันได้ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิเลย โดยที่ไม่มีอันตรายใดๆ ที่ต้องระวังให้มากหน่อยก็คือระดับความดัง อย่าให้ดังเกินไปจนมีผลกับประสาทหู อย่างเช่นหากใช้เพลงเปิดให้เด็กในขณะที่นอนหลับก็ไม่จำเป็นต้องเปิดให้ดังมาก เปิดเพียงแค่เสียงกระซิบก็สามารถช่วยพัฒนาสมองของเด็กได้แล้ว ผลการวิจัยยังระบุไว้อีกว่าเด็กกลุ่มที่ได้รับฟังเสียงเพลงที่มีความเหมาะสมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีการควบคุมอารมณ์ได้ดี มีความสดชื่นแจ่มใส มีสมาธิดี มีจินตนาการที่ดีกล้าแสดงออก และหากเปิดเพลงคลาสสิคในจังหวะทำนองเบาๆในสวนหรือสนามหญ้าก็จะเหมือนกับได้รับคลื่นแม่เหล็กผ่านเข้าสู่ร่างกายช่วยลดความเครียด คลื่นสมองราบเรียบ มีสมาธิ แต่ในตัวเมืองนั้นจะมีกำแพงตึก คอนโดบังคลื่นแม่เหล็กโลกอยู่จึงอาจต้องใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นแม่เหล็กโลกช่วยก็ได้