คนไทยรู้ไหม? เพลงชาติไทยมีกี่เวอร์ชั่น?

เสียงดนตรีที่เรามักได้ยินทุกเช้าเวลา 8 นาฬิกาตรงและทุกเย็นเวลา 18 นาฬิกาตรงเป็นสัญญาณที่ทำให้ทุกคนมีสติรู้ตัวแล้วยืนขึ้นตรงไม่ว่าจะอยู่ที่ใด (ยกเว้นแต่ในอาคารสถานต่างๆ ล่ะนะ) ซึ่งเป็นภาพที่แม้แต่ชาวต่างชาติผู้มาเยือนยังเคยออกมาให้ความเห็นกันว่าน่าขนลุกทุกครั้งที่เห็นภาพนี้และน่าภาคภูมิใจที่คนไทยมีความรักในประเทศของตนมากขนาดนี้อันเนื่องมาจากการที่มีผู้โพสต์คลิปคนไทยยืนตรงเมื่อเสียงดนตรีบรรเลงทำนองเพลงชาติไทยดังขึ้นลงโลกออนไลน์
แต่เรื่องที่น่าแปลกใจคือตัวคนไทยเองกลับไม่ค่อยมองเห็นค่าความสำคัญของเอกลักษณ์ของชาติเรานัก เอาคำถามง่ายๆ ว่า “รู้หรือไม่ว่าประเทศไทยเคยมีเพลงชาติมาทั้งหมดเท่าไหร่” หลายคนคงทำหน้างงกันเป็นไก่ตาแตกเพราะแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็จะได้ยินแค่ในเวอร์ชั่นปัจจุบันเท่านั้น จึงอยากนำเอาประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้ทุกคนได้อ่านและทราบกันโดยทั่วว่าประเทศไทยเคยมีมาถึง 7 เวอร์ชั่นด้วยกัน!
1. จอมราชจงเจริญ นับเป็นฉบับแรกที่ถูกประกาศใช้ออกมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอังกฤษซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมอย่างที่หลายคนทราบ จึงมีการนำต้นฉบับของประเทศอังกฤษคือ ก็อดเซฟเดอะควีน (God Save The Queen) มาประพันธ์เนื้อร้องใหม่นั่นเอง ฉบับนี้ใช้ระหว่างปี พ.ศ.2395-2414
2. ดัดแปลงจาก บุหลันลอยเลื่อน ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยมีการนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อใช้เป็นเพลงชาติแทนของเดิมซึ่งมีความเป็นต่างชาติคืออังกฤษมากเกินไป อันเป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงต้องการให้ประเทศไทยมีอะไรที่แสดงความเป็นเอกราชของชาติไทยได้อย่างชัดเจน ใช้ในช่วงปี พ.ศ.2414-2431
3. สรรเสริญพระบารมี ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เรายังร้องกันอยู่เป็นครั้งคราวในงานพระราชพิธีต่างๆ หรือวันสำคัญของราชวงศ์จักรี (และคงได้ยินอยู่บ่อยครั้งสำหรับคนที่ไปใช้บริการโรงภาพยนตร์เป็นประจำ) จะเคยมีศักดิ์เป็นถึงเพลงประจำชาติมาก่อน! โดยฉบับนี้ถูกประพันธ์โดยนักประพันธ์ 2 ท่าน หนึ่งคือชาวรัสเซียชื่อ ปโยตร์ สชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) และอีกหนึ่งท่านเป็นชาวไทยคือ สมเด็จฯ กรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้บรรเลงในปี พ.ศ.2431-2475
4. ชาติมหาชัย ถูกใช้ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีจุดประสงค์คือเพื่อให้เกิดความรักชาติและความสามัคคีในหมู่คณะ โดยอาศัยเอาทำนองเพลงมหาชัยมาประพันธ์เนื้อร้องใหม่ด้วยฝีมือการประพันธ์ของ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) น่าเสียดายที่มีการร้องในฐานะเพลงชาติเพียง 7 วันเท่านั้นเอง
5. ฉบับพระเจนดุริยางค์ ซึ่งท่านได้รับการทาบทามขอให้แต่งขึ้นเพื่อใช้แทนอันก่อนหน้าที่แต่งหน้าเพื่อแก้ขัดเท่านั้น โดยมีขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนภาคพันธุ์) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง ใช้ระหว่างปี พ.ศ.2475-2477
6. ฉบับพระเจนดุริยางค์ เป็นฉบับปรับปรุงที่มีการเพิ่มคำร้องของ นายฉันท์ ขำวิไล ลงไปด้วย โดยเพิ่มต่อจากเนื้องร้องเดิมของขุนวิจิตรมาตรา ใช้ระหว่างปี พ.ศ.2477-2482
7. เพลงชาติไทยฉบับปัจจุบัน เป็นฉบับที่ได้มาจากการจัดการประกวดแข่งขัน (มีแบบนี้กันมาตั้งแต่สมัยนี้เลยทีเดียว) โดยมีกติกาที่ว่าจะต้องใช้ทำนองเดิมของพระเจนดุริยางค์ เพียงแต่ประพันธ์คำร้องใหม่ให้มีความยาวเพียง 8 วรรคหรือก็คือกลอน 2 บทที่เราเคยเรียนสมัยชั้นประถมศึกษา และมีคำว่า “ไทย” อยู่ในเนื้อร้องด้วย อันเนื่องมาจากปี พ.ศ.2482 นั้นเป็นปีที่ประเทศเราได้ทำการเปลี่ยนชื่อจาก “ประเทศสยาม” มาเป็น “ประเทศไทย” นั่นเอง ซึ่งผู้ที่ชนะการแข่งขันครั้งนั้นก็คือ พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งในนามของกองทัพบก โดยมีการปรับแก้ไขเล็กน้อยและถูกประกาศใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่ากว่าจะมาเป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันให้เราได้ร้องและยืนตรงเคารพธงชาติกันอย่างทุกวันนี้นั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างมากมาย และบางเวอร์ชั่นยังเป็นการสื่อนัยยะของความเป็นเอกราชของประเทศเราอีกด้วย ฉะนั้นแล้วหลังจากที่ใครได้อ่านบทความนี้ไปก็อยากให้พึงระลึกเสมอว่าเอกลักษณ์ชาติเรานี้แม้จะมีต้นกำเนิดมาจากชาติหากแต่มันก็ค่อยๆ กลายรูปเปลี่ยนร่างมาเป็นเพลงชาติไทยที่แต่งโดยคนไทยและมีไว้เพื่อคนไทยทุกคนจนสำเร็จ
เนื้อร้องและท่วงทำนองมันมีความหมายเพราะคนแต่งและคนฟังให้คุณค่าแก่มัน นั่นหมายความว่าเพลงชาติไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 7 เวอร์ชั่นจะไม่มีความหมายเลยถ้าคนไทยเองยังไม่ให้ความสำคัญ อย่างน้อยก็ขอให้เทียบเท่ากับของต่างชาติที่หลายคนเป็นแฟนคลับหรือของไทยที่ฟังกันทั่วบ้านทั่วเมือง ฉะนั้นแล้ว…โปรดยืนตรงเคารพธงชาติด้วยความคิดที่ว่า “นี่คือเพลงของพวกเราคนไทยทุกคน”