เหตุผลที่มนุษย์ทุกชนชาติชอบเสียงดนตรีและเสียงเพลง

มนุษย์เรานั้น ถึงแม้ว่าจะมีอยู่หลากหลายชนชาติ เชื้อชาติ แตกต่างจากแต่ละถิ่นที่อยู่และมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ภาษาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน นั่นก็คือความชื่นชอบในเสียงดนตรี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นภาษาการสื่อสารที่คนทั่วทั้งโลกต่างมีเหมือนๆ กัน

Continue reading “เหตุผลที่มนุษย์ทุกชนชาติชอบเสียงดนตรีและเสียงเพลง”

3 เหตุผลดีๆ ที่ควรฟังเพลงไปพร้อมๆ กับการทำงาน

หลายๆ คนอาจจะมีความรู้สึกว่าหากต้องใช้สมาธิในการนั่งทำงานหรือนั่งอ่านหนังสือ การหาที่เงียบๆ ไร้เสียงรบกวน ดูจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสมมากที่สุด แต่ล่าสุดได้มีการศึกษาออกมาแล้วว่าการฟังดนตรีในขณะที่ทำงานหรืออ่านหนังสือนั้น ช่วยให้มีสมาธิและสามารถทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้จริง

.

.

และวันนี้เรามี 3 เหตุผลดีๆ ที่ควรฟังเพลงไปพร้อมๆ กับการทำงานมาใากเพื่อนๆ กัน เรามาดูกันดีกว่า ว่าการฟังเพลงขณะอ่านหนังสือนั้นดีอย่างไร

.

1. ช่วยให้คุณจดจ่อกับสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีมากยิ่งขึ้น

ขณะอ่านหนังสือหรือทำงาน หากเลือกเพลงที่มีเนื้อหาเบาๆ สบายๆ หรือเพลงบรรเลง จะช่วยใก้คุณโฟกัสกับการทำงานหรือการอ่านหนังสือได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะจังหวะเพลงจะช่วยให้เราจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม

.

2. ฟังเพลงโมสาร์ท ช่วยพัฒนาสมอง

การฟังเพลงโมสาร์ท ช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมองได้จริง จากการศึกษาและวิจัยพบว่าคุณแม่ที่ฟังเพลงโมสาร์ท จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ได้เป็นอย่างดี และอีกทั้งการฟังเพลงโมสาร์ท ยังช่วยผ่อนคลายและช่วยให้สมองรู้สึกโปร่งโล่งสบายอีกด้วย

.

3. ฟังเพลงช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์

การฟังเพลงช่วยเสริมสรา้งความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจังหวะเพลงจะช่วยให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน และรู้สึกสนุก คิดตามไปกับจังหวะเพลง อีกทั้งการที่เรารู้สึกสมองปลอดโปร่งและอารมณ์ดี ทำให้เราคิดสิ่งต่างๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น

.

ทีนี้ลองหาเพลงที่ฟังสบายๆ หรือเพลงบรรเลงที่ไม่จำเป็นต้องมีเสียงร้องมาเปิดฟังขณะอ่านหนังสือหรือทำงานดูสิคะ รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้ จะทำให้คุณประหลาดใจ

 

เปิดกรุ The Beatles วงดนตรีในตำนาน… ที่เด็กรุ่นใหม่แทบไม่คุ้นหู

หากพูดถึงวงดนตรีในตำนาน ที่เป็นที่นิยมและยังคงติดตรึงตาตรึงใจสำหรับคนในยุคก่อนๆ นั้น คงจะหนีไม่พ้นวง The Beatles วงดนตรียุค 60 ที่รุ่นปู่รุ่นย่าของเราต่างคลั่งใคล้กันเป็นอย่างมาก

.

.

วง The Beatles เป็นวงดนตรีเพลงร็อกจากประเทศอังกฤษ ซึ่งโด่งดังมากๆ ในยุค 1960 จากเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งที่มานั้นเริ่มต้นมาจากจอห์น เลนนอน  ชวนเพื่อนของเขาชื่อ พอล แม็คคาร์ตนีย์ ตั้งวง The Quarrymen และพอลก็ได้ชวน จอร์จ แฮร์ริสัน ต่อมาเป็น ริงโก สตาร์ ที่เข้ามาอยู่ในวง และเพื่อนของเลนนอน เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beatles เพื่อเป็นเกียรติแก่ บัดดี ฮอลลี

.

ในวงดนตรีนี้แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป

.

พอล แม็คคาร์ตนีย์

ได้รับการบันทึกลงในกินเนสบุคว่าเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อป ครอบครัวของเขาสนับสนุนให้เขาเล่นดนตรีมาตั้งแต่ยังเล็ก พอลเป็นนักแต่งเพลง นักร้องนำ และมือกีตาร์ให้แก่วง

.

จอห์น เลนนอน

ถือเป็นบุคคลสำคัญและเป็นนักแต่งเพลงป็อปยอดนิยมหลายเพลงที่อยู่ในความทรงจำและมีอิทธิพลมากที่สุด เลนนอนยังกลายเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพคนสำคัญ บทเพลงของเขาบรรยายถึงทั้งความโกรธแค้นที่มีต่อสงคามเวียดนามและความหวังที่จะให้โลกมีความสงบสุขยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดเลนนอนถูกยิงเสียชีวิตโดยแฟนเพลงโรคจิตในวัยเพียง 40 ปีเท่านั้น

.

จอร์จ แฮร์ริสัน

มือกีตาร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล เขาทำให้ฐานคนฟังของเดอะบีทเทิลส์กว้างขึ้นเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ฟังตะวันตก หลังจากที่วงแตก เขาได้ประสบความสำเร็จจากการเป็นนักร้องเดี่ยวและยังเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์และเพลงอีกด้วย

.

ริงโก สตาร์

นักร้อง นักแต่งเพลง และเป็นมือกลองของวง ชีวิตของเขาอาจจะไม่ราบรื่นนักเนื่องจากอาการเจ็บป่วยตั้งแต่ยังเล็ก จนทำให้เรีนไม่ทันเพื่อน และรู้สึกอ่อนแอ เขาจึงหันมาเอาดีด้านดนตรีและประสบความสำเร็จอย่างที่เรารู้จักกันดี

.

แต่ละคนนี่ถือว่าน่าสนใจกันมากเลยทีเดียว เสียดายที่เด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักวงดนตรีสุดร็อกในตำนานนี้ แต่อย่างไรก็ตามวงดนตรีนี้จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

5 เหตุผลที่คนเราชอบฟังเพลง… ถึงแม้ว่าเราจะไม่เข้าใจในภาษานั้นก็ตาม

เชื่อว่าใครๆ หลายๆ คนต่างก็ชื่นชอบที่จะฟังเพลง ไม่ว่าเพลงนั้นจะเป็นเพลงไทย หรือเพลงต่างประเทศ และเพลงต่างประเทศหลายๆ เพลงนั้นก็มีดนตรีที่ดี จนเราชอบฟังทั้งๆ ที่เราไม่เข้าใจภาษานั้นเลยสักนิดเดียว

.

.

แต่ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคด้านภาษา เราก็ยังคงชื่นชอบที่จะฟังเพลงเหล่านั้นอยู่ดี คุณอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วสินะคะ เรามาดูกันดีกว่า ว่าทำไมเพลงที่เราฟังไม่เข้าใจ แต่เรายังคงชอบฟังเพลงเหล่านั้นอยู่

.

1. สามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ผ่านเพลงนั้นได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนเรานั้นสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ผ่านการฟังเพลงได้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ได้รับการพิสูจน์กันมาเรียบร้อยแล้วว่าการฟังเพลงภาษาต่างประเทศนั้น จะช่วยให้เราพัฒนาภาษาได้จริงๆ ทั้งในด้านของการออกเสียง สำเนียง การฟัง และการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ

.

2. คุณรู้สึกอินกับดนตรี

ถึงแม้ว่าเราจะไม่เข้าใจในเนื้อหาของเพลงเลยแม้แต่นิด แต่ดนตรีก็ยังคงทำให้คุณรู้สึกอินได้ ด้วยท่วงทำนองที่ทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลิน ไม่รู้เบื่อ

.

3. คุณสามารถเต้นไปกับเพลงได้

แน่นอนว่าการเต้นคือภาษาสากลที่ทุกคนทุกชนชาติต่างแสดงออกเหมือนกันทั่วทั้งโลก ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันไปบ้างตามวัฒนธรรม แต่การที่เราฟังเพลงที่มีจังหวะดีๆ จะช่วยทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลินและเต้นไปกับเสียงเพลงได้

.

4. เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านบทเพลง

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจในเนื้อหาของบทเพลงเลยแม้แต่น้อยนิด แต่การที่คุณฟังเพลง จะทำให้คุณซึมซับและรับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาผ่านแนวทางของดนตรี และมิวสิควีดีโอ ซึ่งการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ นี้ ทำให้คุณได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น

.

5. คุณสามารถแปลเนื้อหาเพลงได้หลังจากนั้น

หากคุณมีความชื่นชอบในการฟังเพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจในภาษานั้นๆ เลยก็ตามที แต่คุณก็จะหาทางที่จะได้หาเนื้อเพลงและแปลมันออกมาเป็นภาษาของคุณ และนั่นคือหนึ่งในวิธีในการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ และวัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบ

เสียงเพลงแว่วมา ความเครียดเลยหายไป

 

สังคมใหญ่ ไร้เสียงเพลง

ตึกสูงเฉียดฟ้า มองไกลสุดสายตากลับทำให้รู้สึกตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ยิ่งเมืองใหญ่ คนเยอะ ปัญหาที่ได้พบเจอในแต่ละวันก็หลากหลายไม่เคยซ้ำ ทำให้ปัจจุบันสถิติคนเป็นโรคเครียดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องของหน้าที่การงานที่มีผลต่อความคิดตลอดจนรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวัน พอเริ่มกดดัน ยิ่งต้องดิ้นรนหาทางออก ทุกวันนี้แค่เดินสวนกัน ทำไมจึงสัมผัสไม่ได้ถึง “รอยยิ้ม” ที่เคยมี เพราะทุกคนต่างเร่งรีบในความรับผิดชอบต่อหน้าที่  จนบางครั้งทำให้หลงลืมคนรอบข้าง เพราะคนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ว่า “หน้าที่ต้องมาก่อน” ความกดดันจากนอกบ้านกลับส่งผลถึงคนในบ้าน ซึ่งคงไม่ใช่ผลดีในระยะยาวแน่นอน ความเครียดที่ทุกคนเผชิญอยู่ส่วนหนึ่งมาจากภาระหน้าที่ แต่อีกส่วนกลับมาจากสิ่งที่คิดที่สร้างมันขึ้นมา โดยไม่เคยรู้เลยว่ามันทำร้ายจิตใจตัวเอง พอใจเริ่มอ่อนแอ ก็ทำให้รู้สึกป่วยไปโดยปริยาย ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นจากความคิดและมุมมอง หากเราลองเปลี่ยนความเชื่อใหม่เป็น “ความสุขต้องมาก่อน” หากสิ่งใดทำแล้วทุกข์ หรือฝืนความเป็นตัวเองมากไป เราควรเลี่ยงที่จะทำสิ่งนั้น แต่ถ้าหากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ลองพยายามทำหรือสู้กับมันดู จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด ส่วนวิธีแก้เครียดที่สามารถนำไปลองปฏิบัติกัน คือลองทิ้งตัวเองให้อยู่ในบทเพลง หรือเสียงดนตรี ถึงแม้อาจจะช่วยได้ไม่ทั้งหมดแค่ภายในสามนาที แต่มันจะช่วยให้เรามองหาทางออกของปัญหาได้ดีขึ้น เพราะพอสมองว่าง สติจะเกิด ทำให้สามารถมองเห็นที่มาที่ไปหรือสาเหตุของปัญหา รับรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ความเครียดที่มี ก็จะค่อย ๆ บรรเทาลง

เพลงแนวไหนแก้โรคทางใจได้ดี

สำหรับบทเพลงหรือแนวดนตรี ที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับความชอบหรือรสนิยมของแต่ละคน อาจจะลองมองหาเพลงช้าความหมายดี ให้กำลังใจกับคนที่กำลังหมดหวังได้ลุกขึ้นมาพยายามต่อสู้อีกครั้ง เพลงที่เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก หรือลองเลือกเป็นเพลงเร็วสนุก ๆ ที่เราสามารถปลดปล่อยตัวเองไปตามบทเพลงนั้น แต่เพลงที่ควรเลี่ยงคือเพลงที่มีเนื้อหาตอกย้ำความเศร้าเข้าไปอีก หากวันนี้รู้สึกว่าทุกอย่างที่แบกอยู่มันหนักมาก หนักจนไม่รู้ว่าจะหล่นลงมาทับเมื่อไร ลองหยิบเพลงโปรดสักเพลงขึ้นมาฟัง บางทีปัญหาที่คิดว่าใหญ่มาก อาจจะเจอทางออกแค่ไม่กี่วินาทีก็ได้

เลือกเพลงที่ชอบ เลือกนักร้องที่ใช่ ใช้นำทางชีวิตได้

เลือกเพลงเพราะชอบฟัง

เคยไหม บางช่วงชีวิตของเรากลับมีเรื่องราวที่ตรงกับเพลงเพลงหนึ่งแบบไม่น่าเชื่อ เพลงที่มีเวลาในการบอกเล่าเพียงแค่สามนาที  แต่ดันครอบคลุมทุกความรู้สึก พอได้ฟังก็รู้สึกว่ามีใครอีกคนที่กำลังคิดแบบเดียวกับเรา อาจจะเป็นเพลงเก่าที่ไม่ได้ฟังมานาน พอกลับมาฟังก็ชอบแบบไม่รู้ตัว ทำได้แค่ฟังวน ๆ อยู่อย่างนั้น ด้วยความที่บางคำพูดบางความรู้สึกเราพูดหรือแสดงออกไปไม่ได้ เพลงจึงเป็นตัวแทนที่อธิบายสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่า การที่เพลงมีเนื้อหาดีและตรงกับใจของเราก็ถือว่าเป็นสิ่งเยี่ยมมาก ๆ แล้ว การมีทำนองที่สื่อได้ถึงอารมณ์ ณ ตอนนั้น คงทำให้ตกอยู่ในภวังค์ได้ไม่น้อย ส่วนเพลงบางเพลงพอได้ฟังกลับรู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก สบายใจ หรือเพลงให้กำลังใจเพียงแค่ไม่กี่นาที กลับทำให้คนที่กำลังหมดหวัง ท้อแท้ หาทางออกจากสิ่งที่กำลังเผชิญไม่ไหว ลุกขึ้นมาสู้ พยายามหาทางออก แล้วในที่สุดเขาก็ทำได้ เพราะจริง ๆ แล้ว การฟังเพลงให้อะไรมากกว่าความสุขแค่ชั่วขณะ แนวเพลงที่เราฟังมีส่วนช่วยบ่มเพาะให้เราตอบโต้กับสิ่งที่เรากำลังพบเจอ การแสดงออก รวมถึงวิธีหาทางออกจากปัญหาที่เผชิญ จึงทำให้เพลงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน

เลือกนักร้องเพราะชอบมอง

คงเป็นเรื่องที่พบเจอกันได้บ่อย หลายคนฟังเพลงเพราะชอบนักร้อง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าไม่ดีหรือบอกว่าสิ่งนั้นผิด เพราะนักร้องก็กลายไปเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนเหมือนกัน การที่มีแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่การบังคับให้ชอบแต่เป็นเพราะชอบแล้วจึงทำ ซึ่งต่างกับการทำแต่เต็มไปด้วยความอึดอัด คนที่มีแรงบันดาลใจสามารถตอบคำถามเรื่องความฝันหรือสิ่งที่เขาอยากเป็นได้ดี เพราะมีจุดมุ่งหมายและแนวทางที่ชัดเจน   แต่คนส่วนใหญ่ที่มองมากลับไม่ได้มองในมุมนี้ อาจจะคิดว่าฟังเพลงแค่เพราะนักร้องหน้าตาดีเลยมีฐานแฟนคลับแน่น การชอบนักร้องต้องตามไปในทุกคอนเสิร์ต เสียเวลาเรียนหรืออะไรทำนองนี้ แต่จริง ๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะชอบจึงต้องรู้จักที่จะแบ่งเวลา รู้จักรับผิดชอบในงานของตัวเองก่อน  เมื่อว่างแล้วการหาความสุขใส่ตัวจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแค่ต้องรู้ว่าอันไหนคือเยอะเกินไป จะทำอย่างไรให้เกิดความพอดีได้ เท่านั้นเอง

เพราะชาวไทยดำเนินชีวิตบนเสียงเพลง

ร้อง – เล่น แบบไทย

“รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก” เพลงที่คนยุคไหนก็ร้องได้ คงเป็นเรื่องแปลกสำหรับประเทศอื่น แต่สำหรับประเทศไทยแล้วทุกการละเล่นและการดำเนินชีวิต “เสียงเพลง” ถือเป็นตัวเล่าเรื่องที่วิเศษที่สุด คงเป็นเพราะลักษณะนิสัยร่าเริง อารมณ์ดี เจ้าบทเจ้ากลอน มาตั้งแต่อดีต จึงมีบทเพลงที่ถ่ายทอดกันมาถึงปัจจุบัน บางเพลงมีอายุเป็นร้อย ๆ ปี เรียกว่าอยู่มาหลายแผ่นดินเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีเนื้อที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นที่นิยม ว่ากันด้วยเรื่องการละเล่นแบบไทยที่ต้องมีบทเพลงหรือจังหวะประกอบอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น มอญซ่อนผ้า งูกินหาง และโพงพาง  โดยแต่ละการละเล่นก็มีเอกลักษณ์ หรือวิธีการเล่นที่แตกต่างกันออกไป ในยุคที่ยังไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ความบันเทิงที่จึงสามารถหารับชมได้คงได้มาจากการแสดงประจำภาค เช่น ลิเก เป็นการแสดงของภาคกลาง โดยได้รับอิทธิพลมาจากมาลายู เป็นการแสดงสดโดยการขับบทกลอนในการเล่าเรื่อง ปัจจุบันยังคงมีให้เห็นอยู่และสามารถหารับชมได้ตามงานวัด อย่างภาคอีสานก็มีการแสดงหมอลำ เป็นการร้องเพลงหรือต่อกลอนกันในภาษาอีสานเอง ส่วนภาคเหนือก็จะมีการแสดงตีกลองสะบัดชัยที่ถือเป็นการแสดงที่โดดเด่นมาก ส่วนภาคใต้คงไม่มีใครไม่รู้จักการแสดงโนรา เป็นการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ของไทย เป็นการแสดงท่าร่ายรำที่แตกต่างออกไปจากภาคอื่น ๆ มีการดัดตัว และขับร้องเพลงกลอนแบบภาษาใต้ เป็นต้น ส่วนเพลงหรือการแสดงที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิตชาวไทย คงหนีไม่พ้นเพลง “รำวงเกี่ยวข้าว” เพราะหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการลงแขกเกี่ยวข้าว สิ่งที่จะสร้างความสนุกและบันเทิงแก่กันได้ คือการรำวง ซึ่งก็มีบทเพลงประกอบการรำ เพื่อเพิ่มสีสันให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า

ส่งต่อเพลงเก่าให้เยาวชนรุ่นใหม่

อาจจะด้วยความที่ปัจจุบันโลกก้าวมาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเป็นเรื่องง่าย ทั้งความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น ความรวดเร็วในการสื่อสาร อาจมีบางบทเพลงที่ควรค่า แต่ได้ถูกเวลากลืนกิน จนเดินทางมาไม่ถึงทุกวันนี้ เด็กรุ่นหลังจึงไม่เคยได้ยินทำนอง หรือจังหวะเหล่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งที่เรามีในทุกวันนี้ก็มีค่ามากพอถ้าเทียบกับเวลาที่ผ่านพ้นไป ทุกบทเพลงมีเรื่องราวบอกเล่าถึงความเป็นไป มีเสน่ห์ในตัว ทุกวันนี้ยังมีมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ หรือการสอนนอกโรงเรียน ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กรุ่นหลังอยู่ไม่น้อย เราอาจโดนปลูกฝังจากครอบครัวในเรื่องของการ “อนุรักษ์” อยู่บ่อยครั้ง เช่น การพาไปชม ร้อง หรือคำบอกเล่า เราซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ศิลปะเหล่านี้ยังคงอยู่ในลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปแล้ว

บอกเล่าเรื่องราวทุกยุคทุกสมัยผ่านเพลงลูกทุ่ง

เพลงลูกทุ่งสะท้อนความเป็นไทย

เพลงลูกทุ่งอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน บทเพลงลูกทุ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในแต่ละยุคสมัย และยังมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับโลกได้อย่างกลมกลืน แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นลูกทุ่งไว้อย่างเต็มเปี่ยม

ยุคหนุ่มสาวบ้านนา

เพลงลูกทุ่งในยุคแรก ๆ ตัวละครในเพลงส่วนใหญ่จะเป็นชาวชนบท หนุ่มสาวบ้านนา มีฐานะยากจน เช่น เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย ของชาญ เย็นแข ที่ร้องขึ้นต้นว่า “อย่าดูหมิ่นชาวนาเหมือนดั่งตาสี เอาผืนนาเป็นที่พำนักพักพิงร่างกาย ชีวิตเอยไม่เคยสบาย ฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย ไล่ควายไถนาป่าดอน” เพลงนี้ดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนมีเรื่องเล่าว่า รัฐบาลยุคนั้นห้ามไม่ให้มีการเผยแพร่เพลงนี้ตามวิทยุกระจายเสียง โดยมีข้อสันนิษฐานว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ใช้เป็นเพลงนำในรายการวิทยุกระจายเสียงของฝ่ายคอมมิวนิสต์มานาน ด้วยเป็นเพลงที่มีเนื้อหากินใจ ยกย่องชาวนา และแอบตำหนิผู้ที่มีฐานะทางสังคมดีกว่า ซึ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคม จึงเข้าทางฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่ชูสโลแกนการสร้างสังคมอุดมคติ ที่ทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกันพอดิบพอดี แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะแผ่นเสียงเพลงนี้กลับขายดิบขายดี ทุบสถิติขายหมดเกลี้ยง 6,000 แผ่น ในเวลาเพียง 15 วัน

ยุคหนุ่มสาวโรงงาน

ในยุคต่อมา หนุ่มสาวจากชนบทเริ่มเข้ามาทำงานในเมืองกรุงมากขึ้น เราจะเห็นเพลงที่มีเนื้อหาของการเข้ามาทำงานใช้แรงงาน บ้างก็เป็นหนุ่มสาวโรงงาน และการดิ้นรนปากกัดตีนถีบ เช่น เพลงฉันทนาที่รัก ของรักชาติ ศิริชัย ที่มีเนื้อเพลงว่า “ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอน คิดถึงใบหน้า นั่งเขียนจดหมาย แล้วรีบทิ้งไปโรงงานทอผ้า ถึงคนชื่อฉันทนา ที่เคยสบตากันเป็นประจำ” เพลงนี้ดังติดหูจนคำว่า “ฉันทนา” กลายเป็นคำเรียกสาวโรงงานท้อผ้ากันไปเลย

ไม่เคยตกเทรนด์

นอกจากได้เห็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนตามยุคสมัยแล้ว เพลงลูกทุ่งยังทำให้เราเห็นถึงการเข้ามาแทนที่และหายไป โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสาร จากเดิมที่สื่อสารกันทางจดหมาย เช่น เพลงจดหมายจากแนวหน้า ของยอดรัก สลักใจ หรือจดหมายผิดซอง ของมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ก็เปลี่ยนมาสื่อสารผ่านโทรศัพท์ เช่น เพลงโชว์เบอร์ไม่โชว์ใจ ของดวงจันทร์ สุวรรณี หรือเพลงสุดฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง ขอใจแลกเบอร์โทร ของหญิงลี ศรีจุมพล ทุกวันนี้ลูกทุ่งยังก้าวไกลไปทั้งในเฟซบุ๊กและไลน์ เช่น เพลงกดไลค์ให้แนเด้อ ของต่าย อรทัย และเพลงเขาขอไลน์ อ้ายขอลา ของมนต์แคน แก่นคูณ เป็นต้น เพลงลูกทุ่งจึงไม่เคยตกเทรนด์และเป็นอีกหนึ่งบันทึกสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์จริง ๆ

นักร้อง นักดนตรี หนึ่งในแรงงานส่งออกของฟิลิปปินส์

มันอยู่ในสายเลือด

เป็นที่รับรู้กันมานานว่าคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เป็นนักร้องนักดนตรีในสายเลือด เราจึงได้เห็นชาวฟิลิปปินส์ผงาดขึ้นไปเป็นนักร้องระดับโลกหลายต่อหลายคน อาทิ บรูโน่ มาร์ส และชารีส เพ็มเพ็งโค เป็นต้น อย่างในประเทศไทยเองก็ยังมีนักร้องคุณภาพเชื้อสายฟิลิปปินส์ อย่างมาลีวัลย์ เจมีน่า คริสติน่า อากีเลร่า และบิลลี่ โอแกน ที่เคยโด่งดังมาก ๆ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว

 รักการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

ในฟิลิปปินส์ การแสดงออกเรื่องการร้องเพลงเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะร้องอยู่ที่ไหน ในโบสถ์ ในโรงเรียน หรือในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าใครอยากโชว์พลังเสียงก็เปล่งออกมาได้เลย ก่อนหน้านี้จึงมีคลิปวิดีโอออกมามายมากถึงความชื่นชอบในการร้องเพลงของคนฟิลิปปินส์ แม้กระทั่งเด็กที่ยืนอยู่ข้างทาง ก็สามารถไปจับไมค์ขอร้องคาราโอเกะกับทางร้านค้าที่กำลังโชว์เครื่องเสียงได้ ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมาก็สามารถโชว์พลังเสียงได้อย่างกับนักร้องประกวด

แรงงานนักร้อง – นักดนตรี

และเมื่อหันไปทางไหนก็มีแต่นักร้องคุณภาพ การแข่งขันภายในประเทศจึงสูง ปัจจุบันจึงมีนักร้องฟิลิปปินส์เดินทางไปขายเสียงในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ด้วยความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีจึงเป็นแต้มต่อในการไปทำงานยังประเทศอื่น ๆ อย่างที่เราเห็นโรงแรมมีระดับในไทยก็มักจะจ้างนักร้องและนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์มาขับกล่อมตามล็อบบี้หรือในห้องอาหารอยู่เป็นประจำ นักร้องฟิลิปปินส์จึงกลายเป็นหนึ่งในแรงงานส่งออกที่ส่งเงินกลับเข้าประเทศเป็นเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย เพื่อให้ครอบครัวและญาติพี่น้องได้นำไปจับจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกับแรงงานด้านอื่น ๆ เช่น ครูสอนภาษา พยาบาล วิศวกร ช่างกล และแม่บ้าน เป็นต้น จนทำให้ประเทศมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลของฟิลิปปินส์จึงมีนโยบายส่งเสริมและผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์ออกไปทำงานต่างประเทศอย่างเป็นระบบมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะในสมัยของประธานาธิบดีเบนิกโน อาคิโน ยังระบุถึงการให้การสนับสนุนและดูแลแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่นำรายได้กลับสู่ประเทศเหล่านี้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สร้างงาน สร้างเงิน และสร้างสุข

อันที่จริงคนฟิลิปปินส์ก็มีค่านิยมต่ออาชีพเต้นกินรำกินหรือการเป็นนักร้อง นักดนตรีคล้าย ๆ คนไทย คือเห็นว่าอาชีพนี้ไม่ค่อยมีเกียรติสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะนักร้องกลางคืนตามผับตามบาร์ แต่วันนี้คนอาชีพนี้ที่ออกมาหากินในต่างแดนกลับส่งรายได้กลับเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ครอบครัวอยู่ดีกินดีขึ้นก็จากเงินเต้นกินรำกิน อาชีพนักร้อง นักดนตรีจึงมีค่าในตัวมันเอง และสามารถสร้างความสุขให้กับคนฟังมาได้ทุกยุคทุกสมัย

“เติ้งลี่จวิน” นักร้องที่ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่สะเทือน

ราชินีเพลงจีน ที่คนรักมาที่สุดในโลก

แม้จะอำลาโลกไปกว่า 22 ปีแล้ว แต่ “เติ้งลี่จวิน” ราชินีเพลงจีน ผู้ได้ชื่อว่ามีคนรักมากที่สุดในโลก เหมือนยังไม่ได้จากไปไหน บทเพลงของเธอยังคงดังก้องกังวาลในทุก ๆ ย่านที่มีคนจีนอาศัยอยู่ เพลงดังของเธอกว่า 1,000 เพลงยังคงเป็นอมตะ อย่างเพลงเถียนมีมี่  เสี่ยวเฉิงกู้ซื่อ ไจ้เจี้ยนหว่อเต้ออ้ายเหริน และเย่วเลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อเตอซิน หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ The Moon Represents My Heart ก็ยังเป็นบทเพลงที่ยังอยู่ในใจคนมากมาย และถูกนำมา Cover โดยนักร้องหลายชาติหลายภาษาอยู่บ่อยครั้ง

เส้นทางสู่ความโด่งดัง

เติ้งลี่จวิน หรือ เทเรซา เติ้ง เป็นชาวไต้หวันโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2496 เข้าสู่วงการจากการชนะการประกวดร้องเพลงตั้งแต่อายุ 12 ขวบ และเริ่มเอาดีกับงานด้านนี้อย่างจริงจัง จากนั้นชื่อเสียงของเธอก็ดังไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงญี่ปุ่น และได้ออกแผ่นเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่น จนทำให้ได้รับรางวัลนักร้องดาวรุ่งยอดเยี่ยม จากนั้นเธอก็โด่งดังไปทั่วฟากฝั่งเอเชียและกระจายสู่ทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยเสียงร้องอันไพเราะบวกกับความสามารถในการร้องเพลงได้ถึง 6 ภาษา คือ จีนกลาง จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน ญี่ปุ่น อังกฤษ และอินโดนีเซีย จึงทำให้เธอเข้าไปอยู่ในใจของผู้คน โดยเฉพาะคนจีนที่แทรกซึมอยู่ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งคนจีนในเมืองไทยก็ล้วนเป็นแฟนเพลงของเธอทั้งสิ้น

เหล่าเติ้ง VS เสี่ยวเติ้ง

อิทธิพลของบทเพลงเติ้งลี่จวิน ยังทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ต้องสะเทือน ด้วยในยุคที่เธอโด่งดัง จีนกำลังอยู่ภายใต้การปฏิวัติวัฒนธรรม เมื่อบทเพลงของเธอเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่ชาวจีน ด้วยมีเนื้อหาพูดถึงความรัก ความฝัน มิตรภาพ ความจริงใจ ไปขัดกับอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้นำยุคนั้น ทางการจีนจึงสั่งห้ามฟัง แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เพราะมีการซื้อหาเพลงของเธอกันในตลาดมืดและถูกนำไปเปิดตามสถานที่ต่าง ๆ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่จึงหลงรักเติ้งลี่จวินมาก ด้วยบทเพลงของเธอทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวจากระบอบการปกครองกลับมาสดชื่นมีชีวิตชีวา และให้ฉายาเธอว่า “เสี่ยวเติ้ง” หรือ เติ้งน้อย  เพื่อล้อกับ “เหล่าเติ้ง” หรือ “เติ้งเสี่ยวผิว” ผู้นำสูงสุดของจีนในยุคนั้น จนมีคำกล่าวว่า “กลางวันฟังเหล่าเติ้ง กลางคืนฟังเสี่ยวเติ้ง” นั่นเอง

ที่ใดมีคนจีน ที่นั่นมีเติ้งลี่จวิน

เติ้งลี่จวินได้ปิดฉากชีวิตลงเมื่ออายุเพียง 42 ปี ในปี 2538 ด้วยโรคหอบหืด ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวที่เมืองไทย การจากไปของเธอทำให้แฟนเพลงที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก แต่เวลา 22 ปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์ได้ว่า เธอไม่เคยจากไปไหนเลย และที่ใดมีคนจีนที่นั่นมีเสียงเพลงเติ้งลี่จวินอยู่เสมอ