5 เพลงของ Barbie ที่ปลุกพลังของเด็ก ๆ ให้ตื่นขึ้น

หากดูเพียงแต่ผ่าน ๆ ตาแล้ว ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องบาร์บี้คงเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของใครหลาย ๆ คน แต่บางคนอาจเบือนหน้าหนีกับความชมพูจ๋าของมันที่อาจทำให้ดูแบ๊วเกินไปเสียหน่อยหากจะดู และมองเป็นเพียงการ์ตูนที่ทำมาขายตุ๊กตาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ์ตูนเรื่อง บาร์บี้ มีเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้งและมีคติสอนใจที่ดีเสมอ แฝงไปด้วยแนวคิดที่จะทำให้เด็ก ๆ ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย และใครก็ตามที่ได้ดูจะได้มั่นใจ พร้อมที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต

รวมเพลงที่ฟังแล้วได้พลังใจทางด้านบวก

1.Get Your Sparkle On : Barbie: A Fashion Fairytale

ความเชื่อมันในตนเองคือสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข กับตัวเองให้มากที่สุด เพลงนี้จะกล่าวถึงการปลุกใจให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือกเสมอ ให้เป็นคนกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เชื่อในตัวเองแล้วก็ออกไปลุยกันได้เลย

2.Look How High We Can Fly : Barbie Princess & The Popstar

การนำพาตัวเองทะยานสู่จุดสูง ๆ อย่างมั่นใจ เช่นเคยกับเพลงอื่น ๆ ที่เป็นเพลงปลุกใจนิด ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสียงร้องใส ๆ กับทำนองติดหู แล้วมาดูกันว่าเราจะเติบโตได้อย่างดีให้มากที่สุดถึงแค่ไหน และจุดสูงสุดของเราจะสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีวันดิ่งลง

3.I Am a Girl Like You : Barbie Princess And The Pauper

เป็นเพลงที่สอดแทรกเรื่องความเท่าเทียมของคนในสังคมได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือรวย ก็สามารถสร้างมิตรภาพดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้ และแน่นอนว่าเราทั้งคู่ก็เป็นคนเหมือน ๆ กัน

4.Find Yourself in the Song : Barbie in Rock’N Royals

กล่าวถึงความฝันของเราที่มุ่งมั่นจะทำ มีการสอดแทรกเรื่องของมิตรภาพและความเป็นทีมเวิร์คไว้ได้อย่างดี ทำให้ผู้ฟังรู้สึกครึกครื้นฮึกเหิม และต้องมีบางคนแอบขยับตัวตามจังหวะกันบ้าง

5.All For One And One For All : Barbie And The Three Musketeers

เพราะเป็นเพลงจากบาร์บี้ภาคสามทหารเสือ ตัวเนื้อเพลงจึงมีการกล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทีม เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจทำลายหัวใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ลงได้

บาร์บี้ ไม่ได้มีดีแค่ตุ๊กตา

ความน่าสนใจของเพลงในบาร์บี้คือ การมีเด็กเป็นจำนวนมากที่ยังจำได้และร้องเพลงเป็นเมื่อโตขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละเพลงถูกแต่งมาอย่างตั้งใจ ละเมียดละไมเสมอ ทั้งคำร้องและทำนองต่างก็มีความหมายที่ดีและเน้นเรื่องของอารมณ์บวก ที่ถึงแม้คุณอาจไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ของบาร์บี้ก็ตาม ก็ยังชี้ได้เสมอว่าเพลงจำพวกนี้มีลักษณะคล้าย “เพลงบาร์บี้” ที่ถ้าหากเปิดใจฟังและมองดูเนื้อเพลงอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็จะได้ความรู้สึกที่ถูกปลุกใจให้ใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแทบทุกเพลง

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/MT936Wg92WYwqKPm7

5 เหตุผลสำคัญที่เราควรลองมาฟังเพลงใน Spotify

ปัจจุบันการฟังเพลงมีหลากหลายช่องทาง หนึ่งในนั้นคือแอปพลิเคชันในการสตรีมมิ่งเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์และเสียงที่ได้มีคุณภาพ อีกทั้งยังกลายเป็นตลาดดนตรีขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่อยู่ทั่วโลก มีผู้เสนอขายเพลงของตัวเองกันได้อย่างอิสระ และมีการเลือกสรรเพลงให้กับผู้ซื้อความสุนทรีย์ทางอารมณ์อย่างชาญฉลาด spotify คือแอปพลิเคชันที่ได้ชื่อว่าเป็นแอปพลิเคชันโปรดของเหล่านักฟังเพลงและนักแต่งเพลงกันอย่างแพร่หลาย มีระบบจับคู่กันให้ได้อย่างรู้ใจผู้ใช้

แอปฯ ฟังเพลงดี ๆ ที่อยากให้คุณลอง

1.Spotify รู้ใจเราเสมอ

ระบบ AI ของแอปพลิเคชันสตรีมเพลงในปัจจุบัน เชื่อได้ว่าไม่มีแอปฯไหนจะทำได้ดีเท่ากับ spotify อีกแล้ว กับการเลือกเฟ้นเพลงที่เราน่าจะชอบมาให้ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งจังหวะทำนองที่ไปในทางเดียวกันจนเหมือนกับว่าเราถูกอ่านรสนิยมโดยแอปฯตัวนี้อย่างหมดเปลือก

2.มีผลงานใหม่ ๆ ออกตลอด

เพราะมีอิสระมากในการทำเพลง ไร้การปิดกั้น เพลงใหม่ ๆ ที่มาจากศิลปินอินดี้ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนักก็สามารถเผยแพร่เพลงของตัวเองลงใน spotify ได้ หรือมากไปกว่านั้นก็มี podcast ให้ได้ฟังกันอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว เพราะแต่ละคนก็ต่างขยันทำผลงานกันทั้งนั้น

3.ได้เปิดประสบการณ์การฟังเพลงที่ไร้ขีดจำกัด

ด้วยเพลย์ลิสต์ที่ทางแอปฯ ได้จัดไว้ให้อย่าง Discovery weekend จะสรรหาบทเพลงใหม่ ๆ มาให้เราเสมอ ซึ่งในบางครั้งอาจหลุดกรอบเพลงที่เคยฟังไป ไม่ใช่เพลงไทย สากล หรือเกาหลี แต่เป็นเพลงภาษามาเลเซีย หรือเวียดนาม และอีกมากมายหลากหลายที่ฟังยังไงก็โดนใจทั้งที่ไม่เคยคุ้นมาก่อน

4.ค่าบริการถูก

เทียบกันกับการได้ฟังเพลงมีคุณภาพอย่างถูกลิขสิทธิ์แล้ว ราคา 129 บาทต่อเดือนไม่ใช่ราคาที่ถึงกับจ่ายไม่ได้ หรือจะเลือกเป็นแบบ Premium Family ก็คิดเงินเพียงเดือนละ 199 บาทเท่านั้น หารแล้วตกคนละไม่ถึงร้อย เรียกได้ว่าเป็นราคาที่ยอมรับกันได้ไม่ลำบากนัก

5.คุณภาพเสียงยอดเยี่ยม

เสียงเพลงจาก spotify ในแบบพรีเมี่ยมมีความละเอียดถึง 320 Kbps ซึ่งรับประกันได้ถึงความแตกต่างของประสบการณ์การฟังเพลงที่ถูกยกระดับขึ้น มีมิติมากขึ้น ฟังเพลงได้อย่างมีความสุขและคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปมากขึ้น

ลิขสิทธิ์ของการฟังเพลง

ช่องทางการฟังเพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์ในปัจจุบันแพร่หลายเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่ใช่ spotify แต่แอปพลิเคชันสตรีมเพลงอื่น ๆ ก็มีคุณภาพไม่แพ้กันและมีข้อดีที่แตกต่างกันไป ดังนั้นแล้วตลาดดนตรีจึงได้มีการขยับขยายจากผู้ซื้อกันอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะระบบเติมเงินรายเดือนก็ถูกแสนถูก หรือบางแอปพลิเคชันยังไม่ต้องเสียเงินก็สามารถฟังเพลงได้แบบฟรี ๆ ฉะนั้นแล้ว การฟังเพลงอย่างขาวสะอาดผ่านแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งก็ทำให้ทั้งผู้ฟังสบายใจ และคุณค่าของผู้ทำเพลงก็ได้รับการยกย่องขึ้นอีกด้วย

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/rSywct3SD89SYZQD8

Dragon Quest Overture ทำนองแห่งความร่วมสมัยในใจแฟนเกม

หลาย ๆ เกมมีข้อดีคือ เพลงประกอบมีเอกลักษณ์จนแค่ได้ยินอินโทรก็ทราบแล้วว่าเป็นเกมอะไร หนึ่งในนั้นคือ Dragon Quest ที่มีความชัดเจนในทำนองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ๆ ก็ไม่เคยละทิ้งทำนองแห่งความทรงจำนี้ ตั้งแต่ทำนองแบบ 8 bit จนในที่สุดก็กลายเป็นเพลงบรรเลงโดยวงออเคสตร้า ด้วยวิวัฒนาการที่น่าภูมิใจนี้เอง ไม่ว่าจะได้ยินการเรียงตัวโน้ตเช่นนี้ในเพลงเวอร์ชันไหนก็ตาม ก็มักจะจับจิตจับใจผู้เล่นได้ทุกภาคไป

เพลงเกริ่นก่อนเข้าเรื่องตำนานมังกร

เมื่อย้อนกลับไปฟังเพลงจากภาคแรกแล้ว ความยิ่งใหญ่ฉบับ Dragon Quest ถูกย่อให้เล็กลงเหลือเพียงแค่ 8 bit เท่านั้น ด้วยเสียงดนตรีที่จำกัดแต่ก็ยังสามารถสร้างความคุ้นเคยกับเกมได้เป็นอย่างดี เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งภาค 5 ที่เริ่มมีการใส่เพลงบรรเลงอย่างจริงจังเข้าไปในเกมแล้ว

ไม่แม้กระทั่งภาคเสริมต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมา Overture นี้ก็จะมีท่อนที่เหมือน ๆ กันอยู่เสมอ จะมีก็แต่ภาค 9 เป็นต้นมาที่เริ่มมีการเพิ่มเสริมเติมแต่งตัวโน้ตก่อนหน้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่สุดท้ายท่อนแห่งความฮึกเหิมนั้นก็เป็นเหมือนไฟล์ทบังคับที่ต้องมีในเพลงให้ได้

ความยิ่งใหญ่ของเพลงมีพัฒนาการสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งความซับซ้อนของเครื่องดนตรี ลูกเล่นในการไล่โน้ต หรือเทคนิคต่าง ๆ ในการบรรเลง ซึ่งแต่ละภาคก็มีกลิ่นอายที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ก็แตกต่างตามฉบับของตัวเอง เรียกได้ว่าทางผู้พัฒนาใส่ใจทุกหยาดหยดของตัวเกมไม่แม้กระทั่งเพลงบรรเลง

และเพราะเป็นความประทับใจแรกพบระหว่างตัวเกมและผู้เล่น เพลง Overture ของ Dragon Quest จึงกลายเป็นเพลงที่ติดหูสำหรับเหล่าแฟนคลับของเกมนี้เหมือน ๆ กัน ไม่ว่าได้ยินเมื่อไหร่ก็จะขนลุกกับเกมในตำนานที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีบทสุดท้ายปรากฏ เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์เรื่อง Dragon Quest: Your Story ที่ใช้เพลง Dragon Quest Overture มาประกอบได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

เพราะประวัติศาสตร์ของ Dragon Quest มีมาอย่างเนิ่นนานกว่าสามสิบปี ผู้เล่นแต่ละรุ่นก็แตกต่างกัน บางคนอาจเริ่มเล่นจากภาค 11 ในขณะที่บางคนก็เริ่มจากภาค 1 ซึ่งโดยปกติแล้วเนื้อเรื่องของเกม Dragon Quest ไม่ได้มีความเชื่อมเกี่ยวกันนัก หนึ่งสิ่งที่ยึดโยงหัวใจของแฟนเกมเข้าไว้ด้วยกันได้ก็คงจะเป็น Overture อันเป็นเอกลักษณ์นี่เอง

Dragon Quest ในความทรงจำของเรา

ไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ๆ ก็ยังสามารถคงเสน่ห์ของดนตรี 8 Bit ของภาคแรกไว้ได้อย่างดี และเพลงแรกที่ขึ้นหน้าจอไตเติ้ลของเกมที่ผู้เล่นแต่ละคนได้ยินก็ต่างเป็นคนละเวอร์ชันกัน แตกต่างตามวันเวลาและภาคที่เล่น แต่ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันไหน ก็คงสร้างความประทับใจก่อนเล่นได้อย่างไม่ยาก ที่ผสานความยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญ และกลิ่นอายของเพื่อนพ้องที่พร้อมลุยไปกับเรา อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของเกม Dragon Quest ได้อย่างเต็มเปี่ยมมาโดยเสมอ : เกม

เครดิตภาพ : https://store.steampowered.com/app/742120/DRAGON_QUEST_XI_Echoes_of_an_Elusive_Age__Digital_Edition_of_Light/

You Are My Sunshine เมามายในเหมืองศึกษา

มหาลัยเหมืองแร่ คือผลงานที่สรรค์สร้างต่อยอดมาจากการรวมเรื่องสั้นของคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ เรื่อง เหมืองแร่ อันว่าด้วยเรื่องของชายหนุ่มผู้พลัดหลงกับเส้นทางแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับพลัดจับพลูไปที่เหมืองแร่แห่งหนึ่งทางใต้ ผจญชีวิตตรากตรำกับการถลุงแร่และงานที่หนัก แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมาอย่างมากมายและขึ้นแท่นเป็นหนังในดวงใจของใครหลาย ๆ คนอีกด้วย สุดท้ายคงหนีไม่พ้นเพลงหนึ่งที่ติดอยู่ในใจของคนดูอย่างตราตรึง

มาหาไรที่เหมืองแร่

You Are My Sunshine เป็นเพลงที่ถูกร้องขึ้นครั้งแรกโดยนายฝรั่งแซมตอนแกกำลังเมาหัวราน้ำอยู่ในบ้านของตัวเอง และเหล่าลูกน้องที่มาร่วมดื่มก็กลายเป็นลูกคู่ลูกรับในเพลงนี้ โดยร่วมขับร้องไปด้วยกัน ด้วยน้ำเสียงของชายฉกรรจ์แต่กลับมาร้องเพลงรักหวานซึ้ง เรื่องเพราะไม่เพราะนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หากแต่เพลงนี้จะถูกร้องขึ้นทุกครั้งที่เมากรึ่มได้ที่ กอดคอไกวขาไปด้วยกันอย่างรื่นเริง พังทลายกำแพงลูกพี่ลูกน้องลง เหลือแต่เพื่อนผู้ชายที่เอาใจคุยกัน

Johnny Cash ผู้เป็นเจ้าของบทเพลงอาจไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเป็นศิลปินคนโปรดของนายแซมและคนงานที่เหมืองกระโสมไม่รู้กี่สิบชีวิต และแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วไม่สามารถนำเพลงนี้ออกไปจากจิตใจได้

You Are My Sunshine เวอร์ชันที่ชาวเหมืองร่วมกันร้องแตกต่างจากเวอร์ชันต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง เพราะมันเต็มไปด้วยความไร้สติ ความเมามายและครื้นเครงอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ได้ถูกใช้ในการปิดเครดิต ซึ่งทำเอาหลาย ๆ คนในโรงภาพยนตร์ตอนนั้นนั่งรออยู่ในโรงตอนหนังจบโดยไม่ได้คาดหวังฉากพิเศษหลัง End Credit แต่อย่างใด

เหมืองแร่กับเพลงรักดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลกัน แต่หนังเรื่องนี้ก็ผสมผสานมันเข้ากันได้อย่างดี แม้ในเรื่องมหาลัยเหมืองแร่จะไม่ได้เน้นพูดถึงเรื่องความรักมากนักก็ตาม แต่ตัวละครอาจินต์ในเรื่องนี้ก็เข้าถึงแก่นของเพลง You Are My Sunshine ได้อย่างลึกซึ้ง จากการกอดคอกับเจ้านายที่เขารักและนับถือ ร่วมดื่มเหล้าสาบานไปด้วยกัน เหมืองแร่กลายเป็นบ้าน และการขุดลงไปใต้พื้นดินเพื่อหาแร่ก็เหมือนการขุดหลุมเพื่อฝังตัวเองไปกับการตรากตรำทำงาน แล้วค่อยชโลมใจให้หายเหนื่อยด้วยน้ำเมา และเสียงเพลงในเวลาถัดมา

ทำนองแห่งความบากบั่นและรักใคร่

เพลง You Are My Sunshine คืออนุสรณ์ความรักระหว่างอาจินต์กับเหล่าผองเพื่อนที่ทำงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับนายฝรั่งอย่างแซม ที่ร่วมจมหัวลงท้ายไปด้วยกันทุกสถานการณ์ นับเป็นเรื่องน่าสนใจที่ตัวหนังเลือกใช้เพลงรักในการเล่าเรื่องความรักเช่นกัน หากแต่เป็นความรักคนละรูปแบบที่ทำให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมได้อย่างน่าประทับใจ และเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเมื่อหนังจบจนขึ้น End Credit แล้ว เพลงประกอบภาพยนตร์เพลงนี้จะดังก้องอยู่ในหูของผู้ร่วมทางกับอาจินต์ไปอย่างไม่รู้ลืม

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/FpghFFfZL6NU1KUS6

ไขข้อสงสัย เพลงในเกม PUBG ขับรถทีไร ได้ยินทุกที

เหล่าสิงห์ปืนไวหลาย ๆ คนคงคุ้นกับเพลงทำนองกำลังมีจังหวะ ด้วยเสียงของนักร้องสาวเสียงใส จนติดอกติดใจมาหาฟังกันนอกเกมมาเป็นแถบ ๆ แต่ถ้าใครยังไม่เคยลองค้นดู เพลง On my way ของ Alan walker คือเพลงพิเศษที่ทำมาเพื่อเกมแห่งปีเกมนี้เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นโปรเจคการร่วมมือระหว่างเกมกับเพลงอีกครั้ง ที่เรียกได้ว่าคืนกำไรให้ทั้งแฟนเกมและแฟนเพลงสุด ๆ

On My Way บนเส้นทางของฉัน

 Alan Walker คือดีเจและศิลปินผู้มากความสามารถชาวนอร์เวย์ที่มีผลงานดังอย่าง Faded ที่ครองใจแฟนเพลงหลายประเทศ เขาอายุน้อยแต่ก็ประสบความสำเร็จในด้านหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก แฟนคลับของเขาล้วนแล้วแต่เป็นวัยรุ่นผู้หลงใหลในเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ที่รังสรรค์จากปลายนิ้วของเขา และเสียงร้องเพราะ ๆ ของ Iselin Solheim

ทาง PUBG จึงไม่รอช้าที่จะดึงตัวศิลปินหนุ่มที่กำลังเป็นที่นิยมสุด ๆ ในหมู่แฟนเพลงอย่าง Alan Walker มาทำโปรเจ็คเพลงร่วมกัน ไม่ให้น้อยหน้าทางเกมคู่แข่งอย่าง Fortnite ที่มี Marshmello มาทำเพลงให้ จนกำเนิดเป็นเพลงอย่าง On My Way ขึ้นมาให้แฟน ๆ ได้ฟังกัน โดยอาศัยผ่านเสียงร้องเพราะ ๆ ของสองสาวอย่าง Sabrina Carpenter และ Farruko

เนื้อเพลงของ On my way สื่อถึงความรักที่ไม่สมหวังก็จริง แต่ในบางท่อนก็ยังย้อนทำให้นึกถึงเกม PUBG ได้อย่างแนบเนียน ทั้งเนื้อเพลงที่พูดถึงการยิงในท่อน So take aim and fire away ที่เหมาะเจาะกับเกมยิง ๆ อย่าง PUBG ได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นท่อนฮุคที่ติดหูที่สุดอีกด้วย ทั้งนี้ ท่อนอื่น ๆ ภายในเพลงอย่าง No, nobody but me can keep me safe and I’m on my way ก็สื่อถึงสมรภูมิการแข่งขันอันดุเดือดที่เป็นการแข่งชนิดที่ต้องต่อสู้กับคนใน Map กันเอาเอง ไม่มีใครช่วยตัวเองได้นอกจากตัวเราเอง และตัวเราเองเท่านั้นที่จะนำพาไปยังหนทางที่ถูกต้องได้

ที่สำคัญ เพลงที่สองที่เขาทำให้ PUBG อย่าง Live Fast ที่ร่วมมือกันกับ A$AP Rocky มาช่วยทำให้เพลงกลมกล่อมมีมิติขึ้นกว่าเดิมด้วยท่อนแรพเทพ ๆ ที่ทำให้กับเวอร์ชัน Mobile โดยเฉพาะอีกด้วย และแน่นอนว่าก็มีแนวโน้มว่าในปีถัด ๆ ไปเราคงได้ยินเพลงดี ๆ จากการร่วมมือกันของ PUBG และ Alan Walker เรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

PUBG และผลงานเพลงต่อ ๆ ไป

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกม PUBG ยังคงเป็นที่นิยมและครองใจเหล่าผู้เล่นมาอย่างยาวนาน เชื่อได้ว่าโปรเจคเพลงอื่น ๆ คงได้ทยอยคลอดออกมาตาม ๆ กัน หรืออาจเป็นกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพลงที่ออกมาก็เรียกได้ว่าประณีตในทุก ๆ ขั้นตอน จนทำให้มีคุณภาพระดับขั้นเทพ ทั้งแนวของเพลง คำร้องและทำนอง เรียกได้ว่าได้ยินเมื่อไหร่เลือดนักรบมันก็หลั่งเวียนอยู่ในใจอยู่ตลอด จนแทบอยากจะควักโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นสักตาสองตากันเลยทีเดียว ถึงแม้บางคนอาจจะปิดเสียงเพลงไปเพราะไม่ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมก็ตาม

เครดิตภาพ : https://store.steampowered.com/app/578080/PLAYERUNKNOWNS_BATTLEGROUNDS/

เปิดโลกแห่งเสียงเพลง กับ Radio Garden สถานีวิทยุทั่วโลก

นานมาแล้วที่มนุษย์เรามีการติดต่อสื่อสารกันผ่านทางวิทยุ ซึ่งก็กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อมายังปัจจุบัน ที่อาจจะได้รับความนิยมน้อยลงหลังจากการมาของโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต แต่ก็ยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าวงการวิทยุยังไม่ตาย ในสมรภูมิแห่งการแข่งขันและการปรับตัว Radio Garden เป็นแอปพลิเคชันที่จะพาเราไปเปิดโลกเพื่อฟังสถานีวิทยุทั่วทุกมุม จากทุกประเทศ เพื่อสืบเสาะวิถีชีวิต วัฒนธรรมและเพลงแนวใหม่ ๆ ที่อาจกลายเป็นเพลงขวัญใจเพลงใหม่ของเราเหล่าผู้ฟังเอง

เปิดลำโพงดัง ๆ แล้วท่องไปทั่วโลก

เดิมทีแล้ว Radio Garden เคยอยู่ในแพลตฟอร์มของเว็บไซต์มาก่อน และเมื่อได้ปรับเปลี่ยนเป็นแอปพลิเคชันแล้วก็ได้รับความรักจากผู้ใช้อย่างท่วมท้น ทั้งมีประสิทธิภาพและใช้ง่ายไปในคราวเดียวกัน สถานีวิทยุกลายเป็นมากกว่าที่พึ่งของคนเหงา เพราะ Radio Garden ทำให้มันกลายเป็นสารานุกรมเพลงขนาดใหญ่ที่จะทำให้เราได้ค้นคว้าหาเพลงใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพียงแค่ค้นแล้วเจอ แต่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการหาเพลง เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราจะอยากฟังเพลงจากประเทศปากีสถาน หรือขั้วโลกเหนือ แต่แอปพลิเคชันนี้ก็ทำให้เรานึกอยากฟังขึ้นมาได้ เพราะเห็นผ่านตา

เพียงแค่หมุนลูกโลกภายในแอปพลิเคชันไปในตำแหน่งที่กำหนด เพียงเท่านี้ก็สามารถฟังเพลงแปลกหูได้จากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่าคำว่าแปลกไม่ใช่ไม่ดี แต่คือความใหม่ที่เราไม่คุ้นชิน แน่นอนว่าจะกลายเป็นความชอบในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาหรือแนวเพลงก็ตาม ไม่นับรวมการตั้งใจเปิดไปฟังสถานีอื่น ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ตัวเองไปอีกขั้น

สิ่งที่สอดแทรกอยู่ในสถานีวิทยุคลื่นต่าง ๆ คือวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ นอกจากเพลงแล้วยังมีข่าวสารอย่างครบถ้วน ได้ทั้งการฝึกภาษาและเปิดโลกทัศน์ไปในตัว ที่สำคัญคือแต่ละคลื่นก็ฟังได้ชัดสะใจ ที่สำคัญตัวแอปพลิเคชันนี้จะมีการพัฒนาเพิ่มคลื่นวิทยุเข้ามาใหม่ ๆ ตลอดให้มีความละเอียดมากขึ้น ให้เลือกฟังได้เยอะขึ้น ทั้งนี้ Radio Garden นี้เป็นเวอร์ชันฟรี สามารถโหลดได้จากทั้ง App store และ Play store แต่อาจต้องทนฟังโฆษณาคั่นเสียหน่อย แต่ก็สามารถจ่ายค่าสนับสนุนแอปพลิเคชันนี้ในราคาไม่ถึง 100 บาทได้ง่าย ๆ

การปรับตัวของวิทยุ

สิ่งสำคัญที่ยังทำให้วิทยุยังคงมีตัวตนอยู่คือการปรับตัวและความสนิทสนมที่ทางรายการให้ได้อย่างไม่เหมือนรายการในแพลตฟอร์มอื่น ๆ Radio Garden ทำให้เรารู้สึกสนิทกับสถานีทั่วโลกอย่างไม่ต่างกัน เหมือนได้เอาหูแนบกับพื้นดินแล้วเชื่อมไปยังสถานทีต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งเพลงต่าง ๆ ที่แต่ละสถานีจะเปิดแต่ละประเทศแต่ละช่วงเวลา เรียกได้ว่าถ้าใครเบื่อ ๆ วิทยุไทยแล้ว ที่สำคัญยังเป็นแอปพลิเคชันที่ให้เราได้โหลดกันได้ฟรี ๆ ไปลองโหลดมาฟังก็แก้เบื่อแก้เหงาได้อย่างดีเลยทีเดียว

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/kNrSW7zRnrXz6HoP7

พามารู้จักกับนักร้องเจ้าของเสียงในเพลง Super Mario Bros. Theme

ก่อนอื่นเลยคงมีหลายคนยังไม่รู้ว่าเพลงประจำเกม Super Mario Bros. ที่เราเล่นกันตั้งแต่เด็กยันโตที่มีจังหวะทำนองติดหูจนเลิกเล่นแล้วก็ยังเวียนอยู่ไม่รู้จบ เจ้าเพลงที่แสนจะมีเอกลักษณ์นี่แหละก็มีเนื้อเพลงกับเขาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของเสียงร้องที่อยู่ในเพลงก็เป็นนักร้องเสียงหวานมากความสามารถที่อยากจะพามาให้ทุกคนรู้จักกัน กับเพลงประจำใจของเหล่าเกมเมอร์ที่อย่างน้อย ๆ ต้องเคยฟังผ่านหูกันสักครั้ง

เพลงนี้มีเนื้อร้องด้วยหรือ

ในปี 1985 เป็นปีที่นินเทนโด้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าเพลงประกอบเกมแห่งตำนานที่ใช้ดนตรี 8 bit นี้ก็มีเนื้อร้องกับเขาด้วยเหมือนกัน เป็นเรื่องน่าเซอร์ไพร์สสำหรับคนเล่นเกมยุคใหม่ที่อาจไม่เคยได้ยินมาก่อน ต้นเรื่องการมาของเนื้อเพลงนั้นมาจากรายการวิทยุในญี่ปุ่นอย่าง Takao Komine All Night Nippon จัดการประกวดเนื้อเพลงสำหรับเกมนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าย่อมมีเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่ในนั้น นั่นคือเนื้อเพลงจากแฟนเกมคนหนึ่งที่แต่งออกมาได้ดีจนทางบริษัทต้องขอรับไปทำต่อนั่นเอง

เนื้อเพลงกล่าวถึงในมุมมองของเจ้าหญิงพีชที่คอยเชียร์ให้มาริโอ้ผู้เปี่ยมไปด้วยพลัง ปราบปรามเหล่าศัตรูตัวร้ายแล้วเดินทางมาช่วยเธอให้สำเร็จให้จงได้ ซึ่งผู้ขับร้องเพลงนี้ก็คือศิลปินมากความสามารถอีกท่านหนึ่งอย่าง Hiroko Taniyama ที่มีผลงานล้นหลาม

เธอคือผู้หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดเมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1956 ผู้เชี่ยวกรากในวงการเพลงประกอบภาพยนตร์มาอย่างยาวนาน และส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์การ์ตูน ผลงานที่โดดเด่นของเธอ เช่น เป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบหนังจากสตูดิโอชื่อดังอย่างจิบลิเรื่อง From Up On Poppy Hill และ Tales from Earthsea

และที่สำคัญ เธอยังเคยรับบทพากย์ตัวละครจาก Atagoal wa Neko no Mori ภาพยนตร์อนิเมชันจากญี่ปุ่นที่อาจไม่คุ้นหูคนไทยนัก โดยเธอรับบทเป็น Themari อีกด้วย           

เห็นได้ชัดเลยว่ากระทั่งเสียงร้องของเพลงก็ยังได้มือดีมือหนึ่งของญี่ปุ่นมาร่วมทำงานด้วย ทีนี้ใครที่มีแผ่นไวนิลของเพลงนี้ก็คงน่าอิจฉามาก ถือเป็นสมบัติล้ำค่าเลยก็ว่าได้ เพราะก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ เรียกได้ว่าเป็นของแรร์เลยทีเดียว

เพลงและเกม พี่น้องที่ตัดกันไม่ขาด

วงการเกมและวงการเพลงเป็นเสมือนเส้นสองเส้นที่ตีคู่ขนานกันไป และมีการหักเลี้ยวมาผสานกันในบางครั้ง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ทั้งคู่ และมีการพึ่งพากันเสมอไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง เช่นกันกับเกมแนวแพลตฟอร์มในตำนานอย่างมาริโอ้ ที่ถึงแม้จะมีเพลงมามากมายหลายเวอร์ชัน แต่เพลงที่มีเนื้อร้องที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ความผูกพันทางใจของค่ายกับแฟนเกมทำให้เพลงนี้กลายเป็นยิ่งกว่าตำนาน เป็นเรื่องน่าจดจำในหมู่นักเล่นเกมด้วยกัน และเป็นเรื่องที่ไม่ว่าหยิบมาเล่าเมื่อไหร่ก็น่าสนใจเสมอ

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/cRggaGiQQihecJ9o8

มนตราแห่งเสียงเพลงอันน่าอัศจรรย์ใจใน Harry Potter

สิ่งที่เราอาจไม่เคยคิดกันมาก่อนคือโจทย์ที่ท้าทายของเหล่าทีมงานด้านเสียงของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Harry Potter ที่ต้องแบกความคาดหวังเอาไว้อย่างหนัก เพราะนี่ไม่ใช่หนัง หากแต่เป็นตำนานที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ และจะเวียนกลับมาเล่นใหม่เสมอตามการเปลี่ยนแปลงของวันเวลาและเด็กที่กำลังเติบโต ดังนั้นแล้ว เสียงหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งเวทมนตร์ไม่ได้มีจริงในชีวิตของเรา สิ่งสำคัญคือต้องอาศัยจิตนาการอย่างสูงที่จะสร้างเสียงของเวทมนตร์ เสียงไม้กายสิทธิ์ หรือเจ้าต้นแมนเดรกขึ้นมาให้ได้ เช่นกันกับบทเพลงบรรเลงประกอบด้วย

เสียงที่ดังก้องในไม้กายสิทธิ์

ความมหัศจรรย์ของเวทมนตร์และคาถา คือสิ่งที่หลับใหลอยู่ในใจของเรามาช้านาน จนกระทั่ง Harry potter เข้ามา เสียงเหล่านั้นก็เริ่มชัดเจนขึ้นไปในทางเดียวกัน เราสามารถนึกเสียงคร่าว ๆ ในหัวได้คล้าย ๆ กันจากคาถาเดียวกัน และถ้าฟังดูเผิน ๆ ใครจะรู้ได้ว่าองค์ประกอบของเสียงเหล่านั้นคืออะไรกันบ้าง

เช่นเดียวกับเพลงภายในเรื่อง ที่ขับเร้าอารมณ์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ และเป็นที่น่าประทับใจที่เพลงแต่ละเพลงมีแนวทางอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเพลงตีมของสถาบันเวทมนตร์ต่าง ๆ ทั้งโบซ์บาตงและเดริมสแตรงค์ที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อใช้เป็นการโชว์เปิดตัวในภาค แฮรี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี ทั้งความอ่อนหวานนุ่มนวลของโบซ์บาตง และความฮึกเหิมแข็งแกร่งของเดริมแสตรงค์ จนหนังฉากนี้กลายเป็นที่จดจำของใครหลาย ๆ คน

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเพลง hedwig’s theme ที่แค่เพียงได้ยินก็รับรู้ได้ถึงการมาของ แฮรี่ พอตเตอร์ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงหลักสำหรับหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว เพราะจะถูกนำมาใช้ในซีนสำคัญ ๆ แทบทุกครั้ง เช่นเดียวกันกับ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ที่ปัจจุบันกลายเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เป็นเพลงบรรเลงในกล่องดนตรีสำหรับกล่อมเด็ก หรือใช้ในสินค้าต่าง ๆ

ทั้งนี้ต้องบอกว่า จอห์น วิลเลียมส์ ผู้แต่งเพลงนี้เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถสุด ๆ ในทุก ๆ ด้านอย่างค้านไม่ได้ เพราะนอกจากเขาจะเป็นผู้แต่งเพลง hedwig’s theme แล้ว เขายังเป็นนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอีกหลาย ๆ ที่เราคุ้นหูกันดี อย่าง สตาร์ วอร์ส (Star Wars) และ จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) แน่นอนว่าเพลงจากแฮรี่ พอตเตอร์ ก็กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเช่นกัน

เพลงที่ใช่ ฉากที่ชอบ

เหล่า Potterhead หลาย ๆ คนคงมีฉากที่ชอบในดวงใจ และแน่นอนว่าในซีนเหล่านั้นคงมีเพลงประกอบบรรเลงเพื่อเสริมอารมณ์ให้เข้ากับเนื้อเรื่องไปด้วย เมื่อหลับตาแล้วคิดถึงฉากนั้นดูแล้ว รายละเอียดต่าง ๆ ที่ภาพยนตร์ได้ใส่ลงไปก็ยังทำให้ประทับใจได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ ที่มีทั้งเสน่ห์ความน่าหลงใหลของความกล้าหาญและมิตรภาพระหว่างตัวละครที่ผสมกับเล่ห์เหลี่ยมของเวทมนตร์ ความน่าอัศจรรย์ใจของคาถามาผสมรวมเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/1RcxugxksvmFt5Sj7

หลับตาสัมผัสเกมไปกับเพลงของ The witcher 3 ใน Spotify

หลายครั้งที่เราไม่สามารถซึมซาบการเล่นเกมได้ในเวลาอันสั้น แต่ความรู้สึกและอารมณ์ที่ฮึกเหิมอยู่ในใจยังคงดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทาง CD Projekt ที่เป็นผู้พัฒนาเกม The Witcher 3 ได้เล็งเห็นถึงปัญหาตรงนี้ จึงส่งเพลงเพราะ ๆ จากเกมมาลง spotify ให้ได้ฟังกันเพื่ออรรถรสระยะยาวฉบับพกพาที่ว่าไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่ เมื่อคิดถึงการเล่นเกมอยู่หน้าจอขึ้นมา เพลงบรรเลงเหล่านี้ก็คงพอช่วยประวิงเวลาก่อนจะถึงคราวได้กลับบ้านเพื่อเล่นเกมในดวงใจนี้ได้

ออกผจญภัยไปใน Spotify

เพลงประกอบเกมอย่าง The Witcher 3 เองก็ได้รับความนิยมในหมู่แฟนเกมเป็นอย่างมากในเรื่องของการสร้างอารมณ์ร่วมให้กับการผจญภัยที่แสนตื่นเต้นของแกรอลท์ ที่ทางเน็ตฟลิกซ์ยังนำไปทำเป็นซีรีส์ ทั้งนี้เพลงที่ลงอยู่ในแอปพลิเคชัน spotify ก็คือเพลงที่เป็น Original Game Sountrack ที่มาจากภาค 3 และภาคเสริมอย่าง ภาค  Blood and Wine และ Hearts of Stone

แต่เพลงที่เป็นไฮไลท์เลยคือ เพลง Original Game Sountrack ของภาคหลักที่ถูกบรรเลงขึ้นสด ๆ  ที่งาน Video Game Show ในปี 2016 ก็ถูกบันทึกแล้วนำมาให้แฟนเพลงได้ฟังพร้อม ๆ กันผ่าน Spotify อีกด้วย

อีกอย่างที่จะขาดไม่ได้ คือเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า The Witcher 3 มีมินิเกมอันเลื่องชื่ออยู่หนึ่งเกม มันคือเกมการ์ดที่เรียกว่า GWENT ซึ่งทางผู้พัฒนาถึงกับดึงส่วนนี้มาเป็นเกมแยก แน่นอนว่าทำให้เกิดเพลงใหม่เพื่อประกอบเกมใหม่ ๆ เช่นกัน ในทำนองเดียวกันกับ Thronebreaker ที่เป็นเกมแยกออกมาจากแฟรนไชน์ The witcher 3 และได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม

เพลงประกอบทั้งจาก GWENT และ Thronebreaker จึงถูกนำมาใส่ลงไปใน spotify กับเขาด้วย แต่ทั้งนี้ใครที่ยังฟังในแอปพลิเคชันไม่สะใจ อยากซื้อเพลงผ่านทางสตรีมอีก ทาง CD projekt เองก็มีบริการเป็น package ให้ซื้อกันได้อย่างอิสระ

ส่วนเพลงของ The Witcher ที่เป็นซีรีส์จากเน็ตฟลิกซ์เองก็มีเพลงลงใน spotify กับเขาเหมือนกัน ให้สมกับปรากฏการณ์ที่หลาย ๆ คนฮัมเพลง Toss a coin to your Witcher กันเป็นแถบ ๆ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จจากทั้งซีรีส์และตัวเกมได้เป็นอย่างดี ทีนี้เราก็แค่มาร่วมรอซีรีส์ซีซั่นสอง และเกมในภาคถัดไปกันอย่างใจเย็นและไว้วางใจในคุณภาพดังเช่นที่ผ่านมา

การเฟ้นหากลุ่มแฟนเพลง

หลายเกมมีการลงเพลงประกอบลงใน spotify แล้ว บางครั้งผู้ฟังอาจไม่ใช่กลุ่มแฟนเกมแท้ ๆ หากแต่ก็เป็นนักฟังเพลงที่เชี่ยวชาญในวงการ และรู้สึกประทับใจกับเพลงประกอบในเกมขึ้นมา เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วงการเกมให้ความสำคัญกับเพลงเป็นอย่างมาก เพราะมันเปรียบเป็นเสมือนปากที่คอยพร่ำพูดกับผู้เล่นตลอดเวลา จึงต้องมีความละเอียดในการรังสรรค์ เพื่อให้ได้แนวทางของเพลงที่เหมาะสมกับการเล่าเรื่อง และความรู้สึกขณะเล่นมากที่สุด จนเมื่อนำมาฟังข้างนอกแล้วก็ยังเพราะจับใจ ทำเอาต้องสร้างเพลย์ลิสท์ใหม่กันเลยทีเดียว

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/jnkstzFPGaksXw526

5 เพลง Theme หนังเด่นหนังดังที่แค่ได้ยินก็ขนลุกซู่

ความรู้สึกตอนที่ได้สัมผัสกับเบาะนุ่ม ๆ ในโรงหนัง อากาศเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศ บรรยากาศเงียบสงัดและมืดสนิท กับหนังเรื่องหนึ่งที่กำลังฉายบนจอยักษ์ใหญ่ด้วยเครื่องเสียงระดับดังกระหึ่ม แต่ความประทับใจแรกต่อหนังสักเรื่อง หลาย ๆ ครั้งก็เป็นเพลงตีมที่เหล่าทีมงานเลือกมาใช้ ในขณะเดียวกันเพลงก็อาจกลายเป็นบางสิ่งที่หลงเหลือจากการดูหลังจากลุกออกจากเบาะแล้วเดินไปทางประตูทางออก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเพลง Theme นั้นสำคัญเหลือเกิน

หลับตาแล้วฟังนิ่ง ๆ อาจมีน้ำตาไหลเพราะปลาบปลื้มกันได้

1.Hedwig’s Theme

ถึงอ่านแค่ชื่อก็น่าจะรู้ว่ามาจากหนังเรื่องอะไรโดยไม่ต้องค้นหา เพราะ Hedwig’s Theme เป็นเพลงประกอบหนังที่ติดหูและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาเนิ่นนานแล้วจนกระทั่งในปัจจุบัน แต่ก็แอบน่าใจหายเช่นกันที่เด็กสมัยนี้บางคนก็ไม่รู้จัก แฮรี่ พอตเตอร์ แล้วด้วยซ้ำ

2.Pirates Of The Caribbean Theme Song

หรืออีกชื่อก็คือ He’s a Pirate ที่มีทำนองตื่นเต้นเร้าใจ และยิ่งใหญ่สมกับการเป็นโจรสลัดที่โลดโผนอย่าง Jack Sparrow ที่ยังคงความตลกขี้เล่นไว้อยู่นิด ๆ เรียกได้ว่าเหมาะเจาะกับหนังได้เป็นอย่างดี

3.The Avengers – Theme Song

เป็นเพลงที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็อดขนลุกไม่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นแฟนหนังของ Marvel ก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เพลงนี้พร้อมกับโลโก้ของหนังแต่ละภาคขึ้นมาก็ทำให้ตื่นเต้นตามได้ทุกครั้ง กับความแฟนตาซีและฮึกเหิมของเหล่าอเวนเจอร์ส์ ที่เรากำลังจะได้เจอในหนัง

4.The Lion King Theme Song

อย่างที่รู้กันว่าเมื่อพูดถึง Lion King ก็ต้องนึกถึงเพลง Circle of life หรือบางคนอาจรู้จักเพลงนี้ในนามของเพลง อา ซิเพ่นยา พร้อมกับฉากชูลูกสิงโตที่หน้าผา Pride Rock ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ทำเอาความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาหมด กระทั่งในภาคใหม่ของดีสนีย์ก็มีการนำเพลงนี้กลับมาอีกครั้ง ยังน่าประทับใจไม่เปลี่ยน

5.Titanic Theme Song

ตำนานความรักของแจ็คกับโรสที่ปลดเปลื้องพันธนาการทางด้านสังคม ชนชั้น และทิฐิระหว่างกันออกไปสามารถบรรยายได้ในบทเพลง My Heart Will Go On ที่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นตำนานในด้านของการใช้เสียงร้องอันทรงพลังของ Celine Dion บรรยากาศเหงาเศร้าของเพลง และฉากกางแขนที่หัวเรือในตำนาน ก็ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ฟังแล้วต้องขนลุกได้อย่างไม่ยากเย็น

เพลงกับแฟนหนัง

ย้อนกลับไปสมัยก่อน เพลง Theme หลาย ๆ เพลงถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในชีวิต เช่น เป็นริงโทนโทรศัพท์ เป็นเพลงที่ถูกบรรจุอยู่ในเมมโมรี่การ์ดของเครื่องเล่น MP3 กระทั่งใช้เป็นเสียงนาฬิกาปลุกในบางครั้ง ปัจจุบันการกระทำเหล่านั้นเริ่มลดลง แต่เราก็ยังสามารถหาฟังเพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้จากแอปพลิเคชันสตรีมเพลงต่าง ๆ อีกทั้งยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ต่าง ๆ ในการบอกเล่าอย่างคมคาย เพราะเพลง Theme เหล่านั้นได้ดังเข้าไปในใจของแฟนหนังอย่างลุ่มลึกและตราตรึง